โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

โลกการทำงานปี 2567 ชูสวัสดิการดึงดูด-กระแสบูมเมอแรง

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 14 ม.ค. 2567 เวลา 14.10 น. • เผยแพร่ 14 ม.ค. 2567 เวลา 14.10 น.

โลกการทำงานเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา โดยเฉพาะโลกหลังการระบาดของโควิด-19 ที่ต่างต้องปรับตัว ตั้งแต่ระดับบุคคลจนไปถึงองค์กร มีงานตำแหน่งใหม่ ๆ ที่เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน และการให้สวัสดิการหรือผลประโยชน์ของพนักงานมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เนื่องจากบริษัทต่าง ๆ เข้าใจดีขึ้นถึงความสำคัญของการสนับสนุนพนักงานของตนนอกเหนือจากการให้เงินเดือน โดยจะเห็นเทรนด์ใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นดังนี้

ทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์

การจัดทำดัชนีการทำงานแบบยืดหยุ่น (The Flexible Working Index) ล่าสุดโดย Flexa Careers แพลตฟอร์มหางานระดับโลกที่สำรวจการค้นหางาน 2.7 ล้านตำแหน่ง ของ 30,000 คน เพื่อทำนายแนวโน้มด้านการทำงานสำหรับปี 2567

พบว่า 400% ของจำนวนงานที่เพิ่มในแพลตฟอร์มประกาศรับสมัครงาน เป็นตำแหน่งงานที่มีข้อเสนอการทำงานแบบ 4 วันต่อสัปดาห์, 9 วันต่อปักษ์ หรือแม้แต่ทำงานครึ่งวันในวันศุกร์ และ Flexa Careers ยังคาดการณ์ว่า ปี 2567 เป็นปีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับรูปแบบ Work From Anywhere (ทำงานที่ไหนก็ได้)

ทั้งนี้ สหราชอาณาจักรเป็นประเทศที่นำร่องการทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์ มาตั้งแต่ปี 2565 และได้ผลลัพธ์ว่า รายได้และประสิทธิภาพการทำงานของบริษัทเพิ่มขึ้น โดยรายงาน The Flexible Working Index ยังเสริมด้วยว่า บริษัทที่เสนอวันหยุดสุดสัปดาห์สามวันสามารถสร้าง “ความไว้วางใจ และความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับพนักงาน ทำให้พวกเขามีแนวโน้มที่จะติดอยู่กับองค์กรในระยะยาว”

อย่างไรก็ตาม Flexa Careers ได้เห็นการเติบโตของความนิยมการทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์ โดยถูกใช้เป็นคีย์เวิร์ดค้นหาเพิ่มขึ้น 68% นับตั้งแต่เปิดตัวตัวกรองนี้บนแพลตฟอร์มประกาศรับสมัครงานในเดือนกุมภาพันธ์ 2566

นอกจากนั้น รายงานของ World Economic Forum ระบุว่า องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร 4 Day Week Global ทำโครงการร่วมกับนายจ้างในไอร์แลนด์ สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ เพื่อวิจัยการทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์ พบว่าพนักงานมีสุขภาพดีขึ้น มีระดับความเครียดลดลง เหนื่อยน้อยลง มีความสุขมากขึ้น และการทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์ยังนำไปสู่การลดการปล่อยก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์และทำให้คุณภาพอากาศที่ดีขึ้น

5 สายงานสุดปัง

JobsDB by SEEK เผย 5 สายงานสุดปัง ถูกดึงตัวมากสุดปี 2567 แนะผู้ประกอบการมัดใจผู้สมัครด้วยค่าตอบแทน-สมดุลระหว่างชีวิตและงาน โดย “ดวงพร พรหมอ่อน” กรรมการผู้จัดการ บริษัท จัดหางาน จ๊อบส์ ดีบี (ประเทศไทย) จำกัด เผยผลสำรวจจาก Global Talent Survey ที่มีผู้ร่วมตอบแบบสอบถามทั้งหมด 90,547 คน จาก 160 ประเทศ ส่วนตลาดแรงงานไทยมีจำนวนผู้ร่วมตอบแบบสำรวจชุดนี้ ทั้งหมด 2,636 คน พบว่า ตำแหน่งงานที่ได้รับข้อเสนองานทุกสัปดาห์ 5 อันดับแรก ประกอบด้วย

อันดับ 1 ดิจิทัล การจัดการ และวิเคราะห์ข้อมูล และ AI 37%

อันดับ 2 สื่อ ศิลปะ และการออกแบบ 36%

อันดับ 3 การบริการและการต้อนรับ 34%

อันดับ 4 บริการทางการเงิน 30%

อันดับ 5 บริการด้านสุขภาพและสังคม 30%

“ดวงพร” กล่าวว่า 5 สายงานนี้เป็นอาชีพที่มาแรงและเป็นที่ต้องการของตลาด เนื่องจากประเทศไทยกำลังเดินหน้าสู่ยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบ ทุกธุรกิจต้องการบุคลากรที่เข้าใจงาน และพร้อมเปลี่ยนแปลง จะเห็นว่าทั้ง 5 สายงานมีจุดเชื่อมโยงกัน คือ ทักษะด้านการวางแผน การดำเนินการ และการสื่อสาร เกี่ยวข้องกับปัจจัยสำคัญในชีวิตด้านการเงิน สุขภาพ และสังคม คาดว่าในปี 2567 จะพบธุรกิจใหม่ ๆ เหล่านี้ในรูปแบบดิจิทัลมากขึ้น

สวัสดิการสุดเจ๋ง

หลายบริษัทพยายามแข่งขันกันเพื่อดึงตัวพนักงาน โดยการให้สวัสดิการที่มีเอกลักษณ์ เพื่อเพิ่มขวัญกำลังใจในการทำงาน สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ดึงดูดผู้มีความสามารถ และทำให้สถานที่ทำงานเป็นสวรรค์อย่างแท้จริง โดยการสำรวจของบริษัทที่ปรึกษาต่าง ๆ เช่น วิลลิส ทาวเวอร์ วัตสัน เผยว่า พนักงานร้อยละ 78 มีแนวโน้มที่จะอยู่กับบริษัทมากขึ้นหากสวัสดิการของบริษัทดีตรงใจ

เมอร์เซอร์ พบว่า นายจ้างร้อยละ 61 ให้ความสำคัญกับการทำความเข้าใจว่าสิทธิประโยชน์ใดที่พนักงานของตนเองต้องการ และความยืดหยุ่นในการทำงานจากระยะไกลอย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งที่พนักงานให้ความสำคัญอย่างมากเช่นกัน โดย 50% ของพนักงานกล่าวว่า

การไม่มีสิทธิพิเศษนี้ส่งผลต่อการตัดสินใจลาออกจากองค์กร และตามการสำรวจของ Forbes พบว่า การสนับสนุนด้านสุขภาพจิต และการให้ประกันสัตว์เลี้ยง เป็นสวัสดิการที่ได้รับการชื่นชมและคาดหวังจากพนักงานในปัจจุบัน

ตัวอย่างสวัสดิการพนักงานที่น่าสนใจ มีดังนี้ บริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จำกัด แบรนด์เครื่องสำอางของไทย ให้เวลาในการทำงานที่ยืดหยุ่น พนักงานทำงานจากที่ไหนก็ได้ ให้ซื้อหนังสือฟรีเดือนละ 1 เล่ม รับผลิตภัณฑ์ของบริษัทฟรีทุกเดือน ฟิตเนสฟรี กิจกรรม Tuesday Donut พักเบรกจิบชาและทานขนมยามบ่าย ถือเป็นช่วงเวลาที่ทุกคนจะได้พักเบรกจากการทำงาน ค่าแนะนำเพื่อนสมัครงานสูงสุด 15,000 บาท วันหยุดพิเศษในเดือนเกิด เป็นต้น

ยูนิลีเวอร์ ประเทศไทย ให้การจ้างงานแบบยืดหยุ่น ที่ช่วยให้บุคลากรของเราทำงานและใช้ชีวิตอย่างมีความสุขไปพร้อม ๆ กัน หรือที่เรียกว่า Work-life Balance เป็นโมเดลการทำงานแบบ 2-2-1 ที่แบ่งได้เป็น 2 วันทำงานที่สำนักงาน 2 วันทำงานที่ไหนก็ได้ และอีก 1 วันสำหรับการติดต่อพูดคุย สื่อสารและการเรียนรู้

ซึ่งโมเดลนี้ช่วยเติมความมีชีวิตชีวาให้กับวัฒนธรรมการทำงานของยูนิลีเวอร์ และมีโปรแกรมช่วยเหลือด้านจิตใจให้กับพนักงาน (Employee Assistance Program หรือ EAP) ตลอด 24 ชั่วโมง โดยเป็นการให้บริการความช่วยเหลือครอบครัวของพนักงานด้วย ทั้งที่เกี่ยวข้องกับงานและส่วนบุคคล ไม่ว่าจะเป็นการให้คำปรึกษา แนะนำหลักการใช้ชีวิต แนวทางการดูแลการเงิน และการฝึกความยืดหยุ่นในด้านต่าง ๆ

Google ผู้นำด้านบริการและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับอินเทอร์เน็ต ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของพนักงาน โดยให้ค่าตอบแทนที่ดี แต่สิ่งที่โดดเด่นจริง ๆ คือสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เช่น อาหาร 3 มื้อต่อวันที่ร้านอาหารคุณภาพสูง สภาพแวดล้อมการทำงานที่ดีมาก และสิ่งต่าง ๆ อีก เช่น การพูดคุยงานนอกสถานที่

LINE MAN Wongnai ให้การทำงานแบบชั่วโมงยืดหยุ่น สามารถทำงานที่บ้านได้ ให้คอมพิวเตอร์ MacBook สำหรับพนักงานทุกคน มีโครงการ Weflex เบิกค่าใช้จ่ายไปทำกิจกรรมตามไลฟ์สไตล์ 30,000 บาท/ปี มีโบนัสรายสัปดาห์ มีอาหารกลางวันฟรี มีกาแฟจาก Barista ฟรีทุกวัน มีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้ดื่มฟรีหลัง 5 โมงเย็น

กระแสบูมเมอแรง

กระแสบูมเมอแรงคือการที่พนักงานที่ลาออกไปแล้วกลับมาทำงานที่บริษัทเก่า โดยบทความบน Harvard Business Publishing ของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ระบุว่า ปัจจุบันมากกว่า 1 ใน 4 ของการจ้างงานใหม่ทั้งหมด แท้จริงแล้วเป็นพนักงานบูมเมอแรง ซึ่งคือคนทำงานที่กลับมาหานายจ้างเก่าหลังจากออกไปทำงานที่อื่น

ปรากฏการณ์นี้อาจแสดงถึงภัยคุกคามต่อความพยายามในการรักษาพนักงานไว้ เนื่องจากพนักงานใหม่อาจมีแนวโน้มที่จะกลับไปหานายจ้างคนก่อนมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังแสดงถึงโอกาสด้วย เนื่องจากพนักงานเก่าอาจเหมาะสมกับองค์กรในฐานะผู้ที่มีความสามารถ

นอกจากนั้น จากการทำรายงานสํารวจเงินเดือนประจำปี 2567 โดยบริษัทที่ปรึกษาด้านการจัดหางานระดับโลก “โรเบิร์ต วอลเตอร์ส” ระบุว่า การจ้างงานพนักงานกลุ่มบูมเมอแรงเป็นทางเลือกหนึ่งที่หลายองค์กรในประเทศไทยนำมาใช้ในการจัดการกับปัญหาการขาดแคลนทักษะ โดย 72% ของพนักงานเปิดกว้างที่จะกลับไปทำงานกับบริษัทเก่า ในขณะที่ 80% ของนายจ้างเต็มใจที่จะรับพนักงานเก่ากลับมาทำงาน

“ปุณยนุช ศิริสวัสดิ์วัฒนา” ผู้จัดการประจําประเทศไทย บริษัท โรเบิร์ต วอลเตอร์ส กล่าวว่า พนักงาน 54% แม้ว่าจะได้งานใหม่แล้ว แต่ยังเปิดกว้างที่จะพิจารณาข้อเสนอซื้อตัวกลับของนายจ้างเก่า หากยื่นข้อเสนอที่โดนใจ โดยให้น้ำหนักกับปัจจัยที่จะทำให้อยู่ต่อ ดังนี้ ให้เงินเดือนเพิ่มขึ้น (93%) เลื่อนตำแหน่งให้ (57%) มีความยืดหยุ่นในการทำงานมากขึ้น (40%) มีโบนัสที่ดี (33%) และทำงานโดยไม่ต้องเข้าออฟฟิศ (21%)

ข้อดีของการจ้างพนักงานบูมเมอแรง พนักงานเรียนรู้เร็ว พนักงานเก่าที่กลับเข้าร่วมองค์กรจะมีประสิทธิผลได้เร็วกว่าพนักงานใหม่คนอื่น ๆ เพราะพวกเขารู้ข้อมูลธุรกิจเป็นอย่างดี คุ้นเคยกับวัฒนธรรมและสภาพแวดล้อมในการทำงานของบริษัท นำมุมมองใหม่มาสู่ธุรกิจ อดีตพนักงานสามารถให้ข้อมูลเชิงลึกอันมีค่า เช่น การเสนอมุมมองที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับการพัฒนาองค์กร

โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากพวกเขาทำงานให้กับคู่แข่ง มีความภักดีและมีประสิทธิภาพทำงานสูง มีความพึงพอใจและมีความมุ่งมั่นมากกว่าพนักงานใหม่จากภายนอก และมีแนวโน้มที่จะได้รับการเลื่อนตำแหน่งมากกว่าบริษัทที่ไม่ใช่บริษัทบูมเมอแรง ช่วยองค์กรลดต้นทุนการจ้างงาน เนื่องจากพนักงานบูมเมอแรงรู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ ช่วยลดต้นทุนการฝึกอบรม และลดเวลาที่ใช้ในการเรียนรู้

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : โลกการทำงานปี 2567 ชูสวัสดิการดึงดูด-กระแสบูมเมอแรง

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...