‘ทุนไต้หวัน’ ลุยต่ออสังหาฯไทย แม้ตลาดชะลอตัว เชื่ออนาคต ‘ฟื้นแน่’
The Bangkok Insight
อัพเดต 04 พ.ย. 2562 เวลา 09.43 น. • เผยแพร่ 04 พ.ย. 2562 เวลา 09.30 น. • The Bangkok Insightเข้ามาปักธงชิงตลาดอสังหาริมทรัพย์มานานกว่า 10 ปี สำหรับบริษัท พีทีเอฟ เรียลตี้ (2018) จำกัด ที่ก่อตั้งบริษัทด้วยทุนจดทะเบียน 150 ล้านบาท โดยกลุ่มทุนจากไต้หวันที่มีประสบการณ์ในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์มามากกว่า 30 ปี ทั้งคอนโดมิเนียม ทาวน์โฮม อาคารพาณิชย์ อาคารสำนักงาน และศูนย์การค้า ในประเทศไต้หวัน จีน สหรัฐอเมริกา และประเทศไทย
นายถงหยุ่ย โทนี่ ยิ่ง กรรมการผู้บริหาร บริษัท พีทีเอฟ เรียลตี้ (2018) จํากัด ในเครือ พีทีเอฟ เรียลตี้ เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในไทยปีนี้ ตลาดอยู่ในภาวะชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจ แต่ยังเชื่อมั่นว่าในอนาคตจะกลับมาฟื้นตัวดีขึ้นในอีก 1-2 ปี ข้างหน้า ในขณะเดียวกันตลาดผู้บริโภคยังมีความต้องการซื้อที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะที่อยู่อาศัยประเภทคอนโดทำเลเมือง อีกทั้งประเทศไทยมีแนวโน้มการลงทุนที่ดี เมื่อเทียบกับหลายประเทศในภูมิภาคอาเซียนด้วยกัน
จากมุมมองดังกล่าว บริษัทจึงเดินหน้าลงทุนพัฒนาโครงการในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเตรียมแผนการขยายการลงทุนเปิดตัวโครงการใหม่ในปี 2563 แล้ว ซึ่งจะเน้นในทำเล ลาดพร้าว อ่อนนุช บางนา และมีแผนจะลงทุนทั้งคอนโดมิเนียมและโครงการที่อยู่อาศัยประเภททาวน์โฮมด้วยเช่นกัน
สำหรับในประเทศไทย พีทีเอฟฯ ได้พัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมมาแล้ว 4 โครงการรวมมูลค่ากว่า 5,400 ล้านบาท ประกอบด้วย โครงการคอนโด เดอะ ราชดำริ, โครงการเมแฟร์ เพลส สุขุมวิท 64 ,โครงการเมแฟร์ เพลส สุขุมวิท 50 โดยทั้ง 3 โครงการดังกล่าว ปิดการขายแล้ว ส่วนโครงการที่ 4 คือโครงการ DEFINE by Mayfair สุขุมวิท 50 ปัจจุบันมียอดขายกว่า 60% จากมูลค่าโครงการ 800 ล้านบาท เริ่มก่อสร้าง ปี 2562 คาดว่าจะแล้วเสร็จปลายปี 2563
ขณะที่ล่าสุด ได้เปิดตัวโครงการใหม่ “เมย์แฟร์ เพลส วิคทอรี่ โมนูเมนต์” (MAYFAIR PLACE VICTORY MONUMENT) ที่พัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด “Exceeding Expections: ใช้ชีวิตเหนือจินตนาการ” ตั้งอยู่บนเนื้อที่ 1-17.7 ไร่ บนทำเลแยกดินแดงติดถนนใหญ่ฝั่งถนนวิภาวดี (ขาออก) พัฒนาเป็นโครงการแนวสูง 28 ชั้น จำนวน 194 ยูนิต ราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ 140,000 บาทต่อตร.ม. หรือราคาเริ่มต้นที่ 129,000 บาท/ตารางเมตร มูลค่าโครงการรวม 1,200 ล้านบาท ปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการยื่นขอ EIA คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างในกลางปี 2563 การก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2565
โครงการดังกล่าว ออกแบบด้วยแนวคิดที่เน้นเรื่องประสบการณ์ของผู้พักอาศัยเป็นหลัก เน้นพัฒนารูปแบบห้องพักโดยเน้นพื้นที่ใช้สอยที่ลงตัว พร้อมวัสดุคุณภาพตอบสนองการใช้งานระยะยาว โดยยังให้ทุกยูนิตเพดานสูง 3 เมตร และมีเพียง 10 ยูนิตต่อชั้นเท่านั้น มีให้เลือกตั้งแต่ขนาด 1 ห้องนอน, 2 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ, 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ และเพนส์เฮาส์ ขนาด 127.90 – 131.50 ตร.ม. โดยจะเปิดให้ชมห้องตัวอย่างและจัดงาน OPEN HOUSE ในวันที่ 9-10 พ.ย.นี้ พร้อมโปรโมชั่นพิเศษ
ทั้งนี้ จะเน้นกลุ่มเป้าหมายที่ซื้อเพื่ออยู่อาศัยและซื้อเพื่อการลงทุนปล่อยเช่าระยะยาว โดยเป็นการขายพร้อมการันตีผลตอบแทน (Yield) 5% นาน 2 ปี โดยทุกโครงการที่บริษัทเปิดขาย มีสัดส่วนการซื้อ
เพื่อลงทุนอยู่ที่ประมาณ 30% อีก 70% เป็นการซื้อเพื่ออยู่อาศัย ขณะที่รายได้รวมของบริษัทในปีนี้ตั้งเป้าไว้ที่ 900 ล้านบาท