Top 10 หุ้นสายซิ่ง ใครมีต้องร้องว้าว!
แม้สถานการณ์โควิด-19 ในประเทศไทยที่กำลังระบาดอย่างรุนแรงในขณะนี้ ซึ่งมีผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างมาก แต่อย่างไรก็ตามหากดูหุ้นรายตัวพบว่า มีราคาที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างร้อนแรง สวนทางผู้ลงทุนต่างชาติขายสุทธิต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 7 โดยในช่วง 7 เดือนแรกปี 2564 ผู้ลงทุนต่างชาติขายสุทธิรวม 95,558 ล้านบาท
จนทำให้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) อยู่ระหว่างการทบทวนมาตรการกำกับการซื้อขายด้วย Cash Balance และ Net settlement แม้ว่าที่ผ่านมาจะสามารถควบคุมความผันผวนของราคาหุ้นที่ถูกควบคุมจากมาตรการดังกล่าวได้ถึง 90% แต่ยังมีอีกราว 10% ที่แม้ใช้มาตรการในการควคุมแล้วแต่ก็ยังมีความผันผวนค่อนข้างสูง ตลท.จึงมองจะพิจารณาว่าควรมีมาตรการอื่นที่จะมาช่วยควบคุมเพิ่มเติมหรือไม่
ดังนั้นครั้งนี้ทีมข่าวจะพานักลงทุนมาสำรวจหุ้นที่ทำราคาเพิ่มขึ้นมากสุดนับตั้งแต่ต้นปี 2564 ถึงปัจจุบัน (1 ม.ค.64- 5 ส.ค.64) โดยพบว่าใน 10 อันดับแรก มีราคาหุ้นเพิ่มขึ้นตั้งแต่ 300%ไปจนถึงมากกว่า 4,000% ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่สูงพอสมควร แล้วนักลงทุนควรเทรดอย่างไรในวันที่ราคาหุ้นร้อนแรงแบบนี้ เรามีคำตอบให้แล้ว
จากตารางดังกล่าวที่ราคาหุ้นเพิ่มขึ้นอย่างร้อนแรงนั้น ทีมข่าวได้ต่อสายตรงไปยัง นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์และนักกลยุทธ์ บริษัท หลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ประเด็นในหุ้นที่ปรับขึ้นมาสูง บางตัวก็มีปัจจัยพื้นฐานจริง แต่ในบางตัวอาจจะไม่มี หรือธุรกิจมีการเติบโตน่าสนใจมากจริง แต่ปัญหาคือ การเติบโตเหมาะสมกับราคาหุ้นหรือไม่ เพราะราคาหุ้นเพิ่มขึ้นสูงถึง 4-5 เท่า หรือบางตัวเป็น 10 เท่า กลายเป็นว่าการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นจะมากไปกว่าปัจจัยพื้นฐาน
ดังนั้นหากเป็นนักลงทุนที่เก็งกำไรอยู่คงต้องติดตาม และต้องตอบให้ได้ว่า หุ้นที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นมา สาเหตุสำคัญ คืออะไร และจะติดตามข้อมูลจากประเด็นนั้นได้หรือไม่ อย่างเช่น หากหุ้น เพิ่มขึ้นเพราะผลประกอบการ หรือดีลใหม่ๆ อย่างน้อยถ้าเรารู้ว่าบริษัทอยู่ในจุดที่มีโอกาสได้ดีลเพิ่มขึ้น เราก็จะพอรู้ว่ามีโมเมนตัมของการเก็งกำไร
หรือบริษัทนั้นไปทำธุรกิจ ลงทุนเกี่ยวกับ คริปโทเคอร์เรนซี เราจะเห็นภาพว่า บนสินทรัพย์ที่มี จะสามารถสร้างผลตอบแทนได้ในระดับที่คุ้มหรือไม่ ซึ่งต้องบอกว่าประเด็นการไปลงทุนในคริปโทเคอร์เรนซี เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่หุ้นหลายตัวไปมีความเกี่ยวข้อง
ไม่ว่าจะเป็นลักษณะผู้ลงทุน รวมทั้งการสร้างเหมือง และการนำเทคโนโลยี blockchainมาใช้เป็นโทเคน อาจจะต้องไปทำความเข้าใจในระดับหนึ่ง หากมีการทำจริงๆ ผลตอบแทนจะได้เท่าไหร่ หรือการไปเชื่อมต่อกับคริปโทเคอร์เรนซีในช่วงที่ราคาขึ้นลง สอดคล้องกับราคาหุ้นหรือไม่ และจะส่งผลต่องบการเงินไตรมาสนั้นอย่างไร อย่างน้อยอาจจะไม่ได้สอดคล้อง 100% แต่ว่านักลงทุนต้องพอเข้าใจว่าการเคลื่อนไหวราคา กับประเด็นตั้งต้นในการเก็งกำไรไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่
และอีกประเด็น คือ ในการเก็งกำไรลักษณะแบบนี้ เนื่องจาก หลายครั้งต้องยอมรับว่า เราจะไม่เข้าใจ และในช่วงต้นๆเราจะไม่เห็นข่าว หรือไม่สามารถเข้าใจได้ว่า ราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้นมาจากประเด็นอะไร ดังนั้นสิ่งสำคัญ นักลงทุนเองอาจจะต้องบริหารต้นทุนของการเข้าซื้อให้ดี เช่นหากหุ้นราคาเพิ่มขึ้นมาในระดับสูงแล้ว อาจจะต้องยอมหลีกเลี่ยงเข้าเก็งกำไร เพราะหากเราไปตามในราคาที่สูง ต้นทุนก็จะสู้คนที่มีต้นทุนต่ำไม่ได้ ดังนั้นการบริหารความเสี่ยง การตั้งจุด stop lossจะทำได้ยากกว่าคนที่เข้าซื้อในช่วงที่ราคาหุ้นยังต่ำอยู่มาก
ดังนั้นอาจจะต้องมา selective มากขึ้น ซึ่งเราอาจจะไม่รู้ว่าธีมคืออะไร แต่ว่าหากราคาอยู่ในช่วงกลยุทธ์ที่สามารถบริหารความเสี่ยงได้ เราอาจจะเข้าเก็งกำไร แต่หากราคาไปไกลมากแล้วจนกระทั่งไม่รู้ว่าควรตั้ง stop lossตรงไหน หรือว่า เสียเปรียบต้นทุนมากๆแล้ว อาจจะต้องยอมที่จะทิ้งโอกาสในการเก็งกำไรไป เนื่องจาก จะปิดความเสี่ยงการเก็งกำไรของเราไม่ได้
สุดท้ายแล้วก็อยากให้เข้าไปดูในเรื่องของสถานะทางการเงิน เพราะว่าหุ้นหลายๆตัว อาจจะมีภาวะหนี้สินที่แตกต่างกันออกไป บางตัวอาจจะมีราคาที่ปรับขึ้นไปเพื่อสุดท้ายแล้วก็ประกาศเพิ่มทุน ซึ่งประเด็นสำคัญของการเพิ่มทุนก็จะไปอยู่ที่ ภาระหนี้สิน ที่ถึงกำหนดทำในระยะเวลา 1 ปีข้างหน้า ดังนั้นการเก็งกำไรอาจจะต้องเข้าไปดูงบคร่าวๆว่าอย่างน้อยบริษัท มีผลประกอบการที่ไม่ขาดทุน หรือไม่มีหนี้ที่จะถึงกำหนดชำระเร็วๆนี้ ซึ่งส่วนใหญ่หลายครั้ง เราก็จะพบกับเกมขึ้นราคาหุ้น ที่มักจะจบลงด้วยการเพิ่มทุน
หมายเหตุ: ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) แจ้งการเปลี่ยนแปลงชื่อและชื่อย่อหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ เออีซี จำกัด (มหาชน) หรือ AEC เป็น บริษัทหลักทรัพย์ บียอนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ BYD มีผลตั้งแต่วันที่ 9 ส.ค. 64 เป็นต้นไป
AEC มีการเปลี่ยนแปลง มูลค่าที่ตราไว้ใหม่ (พาร์) 5.00 บาท จากเดิม 1 บาท มีผลตั้งแต่วันที่ 14 ก.ค. 2564