รู้จัก "จาง อี้หมิง" เจ้าของ TikTok แอปไร้เดียงสาเขย่าโลก
“ติ๊กต๊อก” (Tiktok) แอปพลิเคชั่นคลิปวิดีโอสั้นที่โด่งดังและเป็นที่รู้จักทั่วโลก และพุ่งแรงขึ้นในช่วงโควิด-19 ที่ทุกคนติดล็อกอยู่ที่บ้านเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ยอดผู้ใช้แอปติ๊กต๊อกทั่วโลกถึง 800 ล้านบัญชี และมีการดาวน์โหลดถึง 2 พันล้านครั้ง หลังจากที่แจ้งเกิดเพียง 4 ปี กลายเป็นแอปเขย่าโลก
เมื่อปี 2019 “ไบท์แดนซ์” บริษัทแม่ของติ๊กต๊อกมีรายได้ถึง 1.7 หมื่นล้านดอลลาร์ (ประมาณ 5.27 แสนล้านบาท) เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้ากว่า1เท่าตัว และทำกำไรถึง 3 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 9.3 หมื่นล้านบาท)
“ติ๊กต๊อก” เปิดให้บริการครั้งแรกในประเทศจีนเมื่อเดือนธันวาคม 2016 ภายใต้ชื่อ “โถวอิน” ซึ่งเกิดจากไอเดียของ “จาง อี้หมิง” ปัจจุบันอายุ 37 ปี เจ้าของบริษัท“ไบท์แดนซ์”
ถึงแม้ “ติ๊กต๊อก” จะประสบความสำเร็จอย่างมาก แต่ชีวิต“จาง อี้หมิง” กลับไม่ค่อยเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป
ขณะที่คนรอบข้างหลาย ๆ คนบอกว่าจางเป็นคนสุภาพ มีเสน่ห์ มีเหตุผล มุ่งมั่น และฉลาด
สำนักข่าวบิซเนส อินไซเดอร์ รายงานว่า “จาง อี้หมิง” ไม่ค่อยเปิดเผยตัวต่อสาธารณะ มีชีวิตที่ค่อนข้างเป็นส่วนตัว ไม่ค่อยให้สัมภาษณ์สื่อซึ่งจางเคยบอกว่า ที่บ้านฐานะปานกลาง เรียนด้านวิศวกรซอฟต์แวร์ และได้เริ่มต้นทำงานกับสตาร์ตอัพแห่งหนึ่งมาก่อนที่จะก่อตั้งบริษัทไบท์แดนซ์ของตัวเองในปี 2012
หลังจางตั้งบริษัทไบท์แดนซ์ แอปพลิเคชั่นตัวแรกที่จางสร้างขึ้นคือ“โถ่วเถียว” (Toutiao) แอปพลิเคชั่นรวมข่าว ที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ (AI) ยิ่งมีผู้ใช้แอปพลิเคชั่นมากเท่าไร
เอไอก็จะสามารถจับพฤติกรรมผู้ใช้ ว่าชอบเสพข่าวแบบไหน ประเภทไหน สำนักข่าวไหน และแนะนำข่าวจากแหล่งต่าง ๆ บนโลกออนไลน์มาไว้บนแอป
“จาง อี้หมิง” ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวบลูมเบิร์กเมื่อปี 2017 ว่า บริษัทไม่ได้ทำธุรกิจข่าว แต่เป็นธุรกิจสำหรับการ“ค้นหา” หรือเป็นแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียมากกว่า และเมื่อประสบความสำเร็จก็ได้นำมาใช้ในการสร้าง“ติ๊กต๊อก” และแอปพลิเคชั่นอื่นๆ จนตอนนี้บริษัทข้อมูล “พิทช์บุ๊ค ดาต้า” รายงานว่า บริษัทไบท์แดนซ์มีมูลค่าถึง 7.5 หมื่นล้านดอลลาร์ (ประมาณ 2.33 ล้านล้านบาท)
นักวิเคราะห์ Business Disrupters ได้วิเคราะห์ความสำเร็จของแอป “ติ๊กต๊อก” ว่า สิ่งที่ทำให้แอปดึงดูดผู้ใช้อย่างมาก คือการใช้เทคโนโลยีเอไอที่ให้ผู้ใช้สามารถได้ดูคอนเทนต์ที่ต้องการ ยิ่งใช้แอปมากเท่าไร เอไอยิ่งรู้ว่าคนนั้นต้องการวิดีโอแบบไหน และอีกประเด็นสำคัญคือ ติ๊กต๊อกเป็นแอปที่มีความ “ไร้เดียงสา” คือคอนเทนต์เข้าใจง่ายกว่าคู่แข่ง ไม่ยุ่งยากซับซ้อน
นอกจากนี้ถ้าเทียบกับโซเชียลมีเดียอื่น ๆ อัลกอริทึ่มของติ๊กต๊อกไม่ได้เจาะจงอยู่เพียงแค่คนที่มียอดไลก์หรือที่มีคนติดตามสูง ๆ เหมือนอย่างยูทูบหรือเฟซบุ๊ก แต่วิดีโอที่ไม่ใช่คนดัง หรือยอดไลก์ไม่สูง ก็สามารถเข้าไปอยู่ในอัลกอริทึ่มที่ผู้ใช้คนอื่นเห็นด้วย ทำให้ทุกคนสามารถโด่งดังได้ข้ามคืน ง่ายกว่ายูทูบ หรือโซเชียลมีเดียอื่น ๆ
ศักยภาพของจางในการเลือกใช้เทคโนโลยีเข้าสู่แพลตฟอร์มสร้างวิดีโอเป็นหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ติ๊กต๊อกมาแรง และความสำเร็จอาจจะไม่เกิดขึ้น หากไบท์แดนซ์ไม่ได้ตัดสินใจซื้อ “มิวสิคคลี่” (musica.ly) แอปพลิเคชั่นทำวิดีโอสั้น ที่ผู้ใช้สามารถใส่เพลงเพื่อร้องหรือเต้นตามซึ่งเป็นที่นิยมในสหรัฐ ซึ่งหลังซื้อแอปพลิเคชั่นนี้มาเมื่อปี 2017 ทำให้ติ๊กต๊อกได้ฐานผู้ใช้แอปมิวสิคคลี่ในสหรัฐมากด้วย และเติบโตขึ้นมาเรื่อย ๆ จนไตรมาสที่ 1 ปีนี้มีการดาว์นโหลดแอปติ๊กต๊อกในสหรัฐถึง 130 ล้านครั้ง
บลูมเบิร์กรายงานว่า วิสัยทัศน์ของ “จาง” คิดออกไปไกลจากจีน ต่างกับผู้ก่อตั้งบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ในจีนอย่างเทนเซนท์, อาลีบาบา และไป่ตู้ บริษัทเหล่านี้ยังคงให้ความสำคัญกับการเติบโตยิ่งใหญ่ในจีนก่อนที่จะก้าวออกไปอยู่ระดับโลก โดยนักวิเคราะห์มองว่าการมีวิสัยทัศน์ “นอกประเทศจีน” เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ไบท์แดนซ์สามารถก้าวขึ้นมาสู้กับ 3 บริษัทยักษ์เทคโนโลยีของจีนได้
ขณะเดียวกันก็มีคนมองว่า “จาง” ทรยศบ้านเกิด ติดกับดักความคิดคนตะวันตก และสมยอมไปกับวัฒนธรรมอเมริกา โดยไม่ได้เน้นสร้างการเติบโตในบ้านเกิด
ความนิยมของติ๊กต๊อกไปเขย่ามหาอำนาจอย่างสหรัฐ กระทั่ง “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐ ออกแถลงการณ์เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาว่า จะปิดตัวติ๊กต๊อกในสหรัฐ เนื่องจากกลัวว่าข้อมูลของผู้ใช้บริการในสหรัฐจะถูกส่งต่อไปยังรัฐบาลคอมมิวนิสต์ของจีน ซึ่งทรัมป์ให้ข้อเสนอว่า จะต้องมีบริษัทสหรัฐซื้อติ๊กต๊อกในสหรัฐ หากไม่ทำตามแอปติ๊กต๊อกก็จะถูกปิดตัว
และล่าสุด (19 ก.ย. 2020) ทรัมป์ออกมาแถลงยอมรับเงื่อนไขที่จะให้“ออราเคิล คอร์ป” และ “วอลมาร์ท” บริษัทยักษ์เทคโนโลยีและยักษ์ค้าปลีกของสหรัฐเข้าถือหุ้น 20% ในบริษัท “ติ๊กต๊อก โกลบอล” ที่จะเข้ามาบริหาร
กิจการติ๊กต๊อกในสหรัฐ และเข้ามาเป็น “เทคโนโลยีพาร์ตเนอร์” จัดการข้อมูลผู้ใช้สหรัฐ สร้างความเชื่อมั่นให้ทรัมป์ ทำให้ติ๊กต๊อกสามารถรักษาฐานลูกค้าถึง 100 ล้านคนในสหรัฐไว้ได้
ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะมีฐานเสียงคนรุ่นใหม่ของทรัมป์ที่เล่นติ๊กต๊อกเช่นกัน การปิดตัวแอปอาจทำให้เสียคะแนนเสียงตรงนั้นไป ซึ่งอาจเป็นเหตุผลให้สุดท้ายไม่ปิดแอปติ๊กต๊อกก็เป็นได้
ติ๊กต๊อกอาจถูกมองว่าเป็นแอปไร้เดียงสา แต่ในยุคแห่งเทคโนโลยี “ติ๊กต๊อก” กำลังถูกมองว่าเป็นศัตรูต่อความมั่นคง ซึ่งอาจจะต่างจากภาพ “ไร้เดียงสา” แต่กลายเป็นตัวอันตรายต่อหลาย ๆ ประเทศ
แม้ว่า “ติ๊กต๊อก” จะเผชิญกับความท้าทายจากการเข้าสู่ตลาดโลก ไม่ว่าจะเป็นที่สหรัฐหรืออินเดีย แต่ก็ไม่เคยมีข่าว “จาง อี้หมิง” หรือผู้บริหารของติ๊กต๊อกออกมาตอบโต้หรือชี้แจงใด ๆ ซึ่งนี่อาจเป็นสไตล์การทำงานของจางที่เน้นการเดินเกมแบบเงียบ ๆ ต่างกับซีอีโอสตาร์ตอัพหลาย ๆ คนที่มักจะออกเป็นข่าวสร้างกระแส