โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

บิดาของหนังอาร์ตไทย โรงแรมนรก

The101.world

เผยแพร่ 09 พ.ค. 2564 เวลา 08.32 น. • The 101 World

ช่วงระหว่างที่โรงหนังทุกแห่งจำต้องปิดให้บริการชั่วคราว หอภาพยนตร์ได้นำหนังเรื่อง ‘โรงแรมนรก’ มาเผยแพร่ให้ดูกันทาง youtube เมื่อวันที่ 28 เมษายนที่ผ่านมา จึงเป็นโอกาสดีสำหรับการดูซ้ำอีกครั้งของผมเอง และการหยิบมาแนะนำเล่าสู่กันฟังตรงพื้นที่นี้

ครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว เชื่อกันว่าฟิล์มหนังเรื่องนี้สาบสูญถาวร ข้อมูลเกี่ยวกับตัวหนังว่ามีเนื้อเรื่องเช่นไร ก็ปรากฏอยู่เลือนรางมาก ทราบเพียงเลาๆ ว่าเรื่องเกิดขึ้นจบลงในเวลาอันจำกัด และเหตุการณ์ทั้งหมดดำเนินไปในฉากสถานที่เพียงฉากเดียว

จากข้อมูลน้อยนิดที่มีอยู่บวกรวมกับชื่อเรื่อง ส่งผลให้ผมคาดเดาล่วงหน้าเป็นตุเป็นตะไปเองอยู่หลายปีว่า ‘โรงแรมนรก’ คงจะเป็นหนังประเภทฆาตกรรมลึกลับสืบสวนสอบสวนอะไรเทือกๆ นั้น

จนกระทั่งถึงปี พ.ศ. 2538 หอภาพยนตร์ได้รับมอบฟิล์มหนังไทยจำนวนหนึ่ง ซึ่งมี ‘โรงแรมนรก’ รวมอยู่ด้วย จากบริษัทแรงค์ แลบอราทอรีส์ ประเทศอังกฤษ

นับจากนั้นมา ‘โรงแรมนรก’ ก็มีโอกาสฉายเผยแพร่ต่อสาธารณชนหลายครั้งหลายครา และสร้างความตื่นเต้นฮือฮาเป็นที่ประทับใจให้แก่ผู้ชมรุ่นหลังทุกครั้งไป

ครั้งแรกที่ผมมีโอกาสได้ดู ‘โรงแรมนรก’ ความประทับใจสูงสุดเบื้องต้นก็คือ สิ่งที่เคยคาดเดาว่าหนังควรจะเป็นอย่างไร ผิดกระจุยกระจายไม่มีรายละเอียดใดๆ ตรงกันเลยสักนิด

ถัดจากนั้นผมได้ดูซ้ำอีกหลายๆ ครั้ง ทุกครั้งที่ได้ดูก็ยิ่งจับสังเกตเห็นความดีงามเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ รวมทั้งความสนุกบันเทิงที่เพิ่มทวีตลอด

จนถึงวันนี้ ‘โรงแรมนรก’ ผ่านการพิสูจน์จนสิ้นข้อสงสัย และมีสถานะเป็นหนึ่งในหนังไทยที่ดีที่สุดตลอดกาลอย่างสง่างามเต็มภาคภูมิ

‘โรงแรมนรก’ เป็นหนังปี พ.ศ. 2500 ผลงานการสร้าง กำกับ และเขียนบทโดย รัตน์ เปสตันยี ปูชนียบุคคลของวงการหนังไทย ซึ่งมีคุณูปการอย่างสำคัญยิ่งยวดในการยกระดับคุณภาพของหนังไทยให้มีความเป็นศิลปะและมีมาตรฐานสากล ตั้งแต่เทคนิควิธีการถ่ายทำด้วยระบบ 35 มม. บันทึกเสียงจริงของนักแสดงระหว่างการถ่ายทำ ขณะที่หนังไทยส่วนใหญ่โดยรวมช่วงเวลานั้น (ครอบคลุมเนิ่นนานต่อมาจนถึงการเสียชีวิตของมิตร ชัยบัญชา) เป็นหนัง 16 มม. และเป็นหนังพากย์ (ซึ่งผมเข้าใจว่าเป็นการพากย์สดขณะฉาย ไม่ใช่การพากย์แบบเสียงในฟิล์ม)

นั่นเป็นความ ‘มาก่อนกาล’ ในเชิงเทคนิค แต่ในฐานะศิลปิน ผลงานทั้งหมดของรัตน์ เปสตันยี ซึ่งแบ่งกว้างๆ ได้เป็น 2 กลุ่ม คืองานที่กำกับเอง และคนอื่นกำกับ (รัตน์ เปสตันยีอำนวยการสร้างและกำกับภาพ ได้แก่ ‘สันติ-วีณา’ ปี 2497 และ ‘ชั่วฟ้าดินสลาย’ ปี 2498) ทุกเรื่องล้วนมีความประณีตพิถีพิถัน แปลกใหม่ และเปี่ยมด้วยความคิดสร้างสรรค์ แตกต่างจากคุณภาพของหนังไทยโดยรวมในยุคเดียวกัน (และหลังจากนั้นอีกร่วมๆ 20 ปี) อย่างเด่นชัด

เป็นความแตกต่างที่สามารถใช้คำว่า ดีกว่า เหนือกว่า ได้เต็มปากนะครับ

งานของรัตน์ เปสตันยีแต่ละเรื่องโดดเด่นมีอรรถรสผิดแผก ไม่เคยซ้ำกันเลย พูดง่ายๆ คือเหมือนมีการพยายามทดลองทำอะไรใหม่ๆ อยู่ตลอดทุกเรื่อง

อย่างไรก็ตาม เมื่อคำนึงถึงการตั้งโจทย์ให้ตนเองในการ ‘เล่นท่ายาก’ ในแง่นี้ ‘โรงแรมนรก’ เป็นผลงานที่เจิดจ้ายิ่งกว่าเรื่องอื่นใดทั้งหมดของรัตน์ เปสตันยี

มีร่องรอย 2 อย่างที่บ่งชัดถึงความเก่านานของ ‘โรงแรมนรก’ อย่างแรกคือ ฉากที่สร้างในโรงถ่าย ซึ่งแลดูไม่สมจริง เหมือนฉากละครเวที ข้อนี้ผมเข้าใจว่า เป็นผลมาจากข้อจำกัดเรื่องงบประมาณทุนสร้างและมาตรฐานฝีมือการสร้างฉากในช่วงเวลานั้น หรืออาจเป็นไปได้ว่าเป็นเจตนาความตั้งใจของผู้กำกับ (เทียบเคียงกับเรื่อง ‘แพรดำ’ ในอีกไม่กี่ปีให้หลัง ซึ่งมีบางซีนสร้างฉากในโรงถ่าย ความแนบเนียนสมจริงนั้นพัฒนาไปไกลจนน่าตื่นเต้น)

อย่างต่อมาคือ การแสดงอันไม่มีความเป็นธรรมชาติ ตัวละครในบทสำคัญใช้ดารามืออาชีพ ส่วนตัวรองๆ ลงมาและตัวประกอบปลีกย่อย ผมเข้าใจว่าใช้นักแสดงสมัครเล่น ลักษณะของการแสดงจึงแยกชัดออกเป็น 2 ส่วน

ส่วนแรกคือการแสดงในลักษณะเล่นใหญ่เป็นละครเวที ออกท่าออกทางสีหน้าแววตาแสดงอารมณ์จะแจ้ง ซึ่งเป็นปกติธรรมดาของการแสดงในเวลานั้น ส่วนต่อมาในกลุ่มที่ไม่ใช่ดารา เล่นแข็งทื่อ ไร้อารมณ์ จนกระทั่งกลายเป็น ‘หน้าเด้ด’ แบบที่ทุกวันนี้เราท่านคุ้นเคยจากหนังของนวพล ธำรงรัตนฤทธิ์, เวส แอนเดอร์สัน และอากิ คอริสมากิ

แต่ความพิเศษเหนือธรรมดาก็คือ ทั้งการแสดงที่เล่นเป็นละครและเล่นแข็งจนดูออกทันทีว่าเล่นหนังไม่เป็น (รวมทั้งการสร้างฉากที่ดูเป็นฉาก) กลับไม่ใช่ข้อบกพร่องหรือจุดอ่อน มันเป็นได้เพียงแค่ ‘ตีนกาและรอยเหี่ยวย่นทางภาพยนตร์’ บ่งบอกความเก่าอายุขัยของหนังเท่านั้น

ในทางตรงข้าม ทั้งหมดที่กล่าวมา สอดคล้องกลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับหัวใจสำคัญของหนังได้อย่างดีเยี่ยม นั่นคือ การตั้งใจเล่นกับความไม่สมจริง หรือพูดอีกแบบได้ว่าเป็นการเล่าเรื่องดาษดื่นที่คุ้นเคยกันดีอยู่แล้วให้ออกรสสนุกประหลาดพิลึก

มีคำกล่าวที่ได้สดับกันอยู่บ่อยๆ ว่า ไม่สำคัญหรอกว่าเป็นเรื่องเล่าเกี่ยวกับอะไร แต่เป็นการเล่าออกมาอย่างไร ด้วยวิธีเช่นไรต่างหากที่น่าสนใจยิ่งกว่า ‘โรงแรมนรก’ เข้าข่ายตรงตามนี้สมบูรณ์แบบ

เนื้อเรื่องเหตุการณ์ของ ‘โรงแรมนรก’ คล้ายๆ การเที่ยวเมืองนอกกับบริษัททัวร์ มันเกิดขึ้นจบลงในระยะเวลา 3 วัน 2 คืน ระหว่างนั้นหนังก็พาคนดูแวะโน่นแวะนี่เพื่อเยี่ยมชมอะไรต่อมิอะไรสารพัดสารพัน และมีความจับฉ่ายหลายหลากมาก จนไม่น่าเชื่อว่าจะมาผสมรวมอยู่ในหนังเรื่องเดียวกันได้ (อย่างวิเศษมาก และไม่มีอะไรขัดเขินชวนให้รู้สึกประดักประเดิดเลยสักนิด) ตั้งแต่การซ้อมบรรเลงแตรวง, ร้องเพลงโอเปร่า, งิ้ว, การพนันงัดข้อ, การแข่งขันชกควาย (รายละเอียดเป็นอย่างไร ต้องไปติดตามดูในหนังด้วยตนเองนะครับ), เรื่องรักจำพวกพ่อแง่แม่งอน เกลียดกันเมื่อแรกเจอ แล้วคลี่คลายเป็นรักกันในบั้นปลาย (ตลอดเวลาเหล่านี้ นางเอกเป็นฝ่ายเกี้ยวพาราสีซึ่งๆ หน้า ขณะที่พระเอกก็ตอบสนองโดยออกอาการเกรี้ยวกราดหัวเสียและแสนงอน), การต่อสู้ขับเคี่ยวชิงไหวชิงพริบระหว่างตัวละคร 3 กลุ่ม เพื่อครอบครองเงินจำนวนมหาศาล จนนำไปสู่ความเป็นหนังแอคชันหนังบู๊อย่างเต็มที่, เหตุการณ์ล้อเลียนหนังไทยเรื่องดังที่สร้างดัดแปลงจากวรรณกรรมอมตะ ฯลฯ

ความท้าทายและตั้งโจทย์เพื่อ ‘เล่นท่ายาก’ ของ ‘โรงแรมนรก’ ก็คือ บรรดาเหตุการณ์ปลีกย่อยเบ็ดเตล็ดและเหตุการณ์ที่เป็นเนื้อเรื่องหลักทั้งหลายประดามีที่กล่าวมา เกิดขึ้นท่ามกลางพื้นที่อันจำกัดเพียงแค่ฉากเดียว เป็นบริเวณภายในของโรงแรมแห่งหนึ่งในต่างจังหวัดที่ไม่ได้ระบุนามว่าเป็นที่แห่งใด

หนังไม่มีฉากภายนอก ฉากกลางแจ้งให้เห็นกันเลยแม้แต่เฟรมเดียว เฉพาะความล้ำหน้ามาก่อนกาลเวลาในแง่นี้ นับจนถึงปัจจุบันก็ยังคงเป็นความแปลกใหม่และท้าทายฝีมือคนทำหนัง

โรงแรมนั้นมีชื่อว่า ‘โรงแรมสวรรค์’ สภาพไม่ได้ใหญ่โตโอ่โถงหรือทันสมัย เป็นโรงแรมเล็กๆ สภาพซอมซ่อ มีห้องพักแค่ห้องเดียว (แต่ก็ยังไม่วายมีเลขห้องกำกับไว้ด้วยว่า ห้องหมายเลข 101) ตัวโรงแรมทั้งหมดทำด้วยไม้ นอกจากห้องพักแล้วก็มีเคาน์เตอร์บาร์ โต๊ะอาหาร โซฟาและเก้าอี้หนึ่งชุด ประเมินด้วยสายตาแล้ว ขนาดความกว้างคูณยาวของพื้นที่ทั้งหมดไม่น่าจะเกินตึกแถว 2 คูหารวมกัน

พูดง่ายๆ ว่า เป็นฉากที่สร้างออกมาเหมือนฉากละครเวที และมีพื้นที่ขนาดเล็กกะทัดรัดกว่าเวทีโรงละครเสียอีก

ตรงนี้เชื่อมโยงไปถึงจุดเด่นต่อมาของ ‘โรงแรมนรก’ นั่นคือ การใช้ภาษาภาพ ทั้งการวางมุมกล้อง การจัดองค์ประกอบภาพ การแพนกล้อง การตัดต่อลำดับภาพ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ขณะที่ตัวฉากนั้นเหมือนฉากละคร แต่งานด้านภาพ การใช้ประโยชน์จากแสง-เงา และการตัดต่อ เป็นภาษา ไวยากรณ์ และศิลปะของหนังเต็มๆ เลยนะครับ นี่คือความล้ำนำสมัยประการต่อมาของ ‘โรงแรมนรก’ เมื่อเทียบกับหนังไทยร่วมรุ่นเรื่องอื่นๆ

ที่สำคัญคือ งานด้านภาพและการถ่ายทำตามลักษณะที่กล่าวมาทำหน้าที่เล่าเรื่องได้อย่างลื่นไหล เพลิดเพลิน ชวนติดตามตลอดเวลา อาจรู้สึกแปลกๆ ไม่คุ้นเคยอยู่บ้างในช่วงเริ่มต้น แต่เมื่อปรับสายตาทำความคุ้นเคยได้แล้ว ที่เหลือก็ไม่เป็นปัญหาอีกต่อไป มิหนำซ้ำ การปักหลักอยู่กับฉากเดิมตั้งแต่ต้นจนจบก็ยังผลให้องค์ประกอบทุกอย่างในฉากเดียวกลายเป็นเสน่ห์ดึงดูด และทำให้ตัวฉากนั้นเองมีชีวิตชีวาประหนึ่งเป็นอีกตัวละครสำคัญ

โดยเนื้อเรื่องและเป้าหมายปลายทางแล้ว ‘โรงแรมนรก’ เป็นหนังเน้นความบันเทิงไม่ต่างจากหนังตลาดจ๋าทั่วไป พล็อตเรื่องนั้นเมื่อติดตามไปได้สักพักก็สามารถคาดเดาส่วนที่เหลือทั้งหมดได้โดยไม่มีอะไรผิดพลาด

แต่สิ่งหนึ่งซึ่งผู้ชมไม่อาจคาดเดาได้เลยก็คือ ขณะที่กำลังติดตามฉากหนึ่งอยู่นั้น อะไรจะเกิดขึ้นติดตามมาในลำดับต่อไป เป็นเช่นนี้ตั้งแต่ต้นจนจบตลอดความยาวร่วมๆ 2 ชั่วโมง 20 นาที

ตรงนี้เป็นความสนุกเร้าใจชวนติดตามอีกอย่างหนึ่งของหนังนอกเหนือจากความบันเทิงที่มีเต็มพิกัดในตัวของมันเองอยู่แล้ว

ความคาดเดาอะไรไม่ได้เลย ปรากฏชัดตั้งแต่ช่วงเริ่มต้น 20 นาทีแรก ซึ่งปราศจากเนื้อเรื่อง พ้นจากการให้ข้อมูลคร่าวๆ เกี่ยวกับโรงแรมสวรรค์และแขกรายเดียวที่มาพักแล้ว สิ่งที่หนังนำเสนอก็คือการร้อยเรียงฉากเบ็ดเตล็ดจิปาถะในลักษณะ ‘เรื่องไม่เดิน’

อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าเรื่องเล่าที่ไร้พล็อตในช่วง 20 นาทีแรกบอกเล่าใจความสำคัญอย่างหนึ่งเกี่ยวกับตัวหนัง นั่นคือ ที่โรงแรมสวรรค์แห่งนี้ อะไรก็สามารถเกิดขึ้นได้และเป็นไปได้หมด ยกเว้นอย่างเดียวคือการทำหน้าที่เป็นโรงแรม

ยิ่งไปกว่านั้น 20 นาทีดังกล่าว ยังเป็นการเล่าเรื่องไร้พล็อตที่สนุกสนานครื้นเครง ตลกสุดขีด และทำให้ผู้ชมตกหลุมรัก มีความเอ็นดูหนังเรื่องนี้ สามารถซื้อใจกันได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาดล่วงหน้า ทั้งๆ ที่เวลายังเหลืออยู่อีก 2 ชั่วโมง

ผ่านช่วงดังกล่าวแล้ว หนังขยับเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยการเปิดตัว เรียม นางเอกของเรื่อง ตัวละครที่เปี่ยมด้วยสีสัน ลบภาพนางเอกหนังไทยตามขนบคุ้นเคยในทุกมิติ (รวมถึงนางเอกประเภทแก่นเซี้ยวด้วยนะครับ) ทั้งบุคลิกที่เชื่อมั่น เป็นตัวของตัวเองสูงปรี๊ด สามารถต่อปากต่อคำกับบรรดาตัวละครชายอย่างไม่ยี่หระ ปราศจากอาการสะทกสะท้าน และไม่มีทีท่าว่าจะเพลี่ยงพล้ำตกเป็นรอง

การปรากฏตัวของเรียมทำให้รสบันเทิงของหนังผันเปลี่ยนไปอีกทิศทาง เป็นอารมณ์ขันแบบพ่อแง่แม่งอนที่แฟนๆ หนังไทยคุ้นเคย ขณะเดียวกันก็ยิ่งออกรสออกชาติจากความแหวกแนวไม่คุ้นเคย เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นเป็นไปในลักษณะสลับฝ่ายสลับขั้วระหว่างฝ่ายหญิงกับฝ่ายชาย ถึงตรงนี้ก็เป็นเวลาอีกราวๆ 40 นาทีที่หนังดำเนินไปโดยไม่มีเนื้อเรื่อง (แต่สนุกเหลือเกิน)

เนื้อเรื่องของหนังน่าจะเริ่มต้นจริงๆ เมื่อผ่านพ้นหนึ่งชั่วโมงไปแล้ว และเมื่อเริ่มมีเนื้อเรื่อง ก็มาเป็นระลอกต่อเนื่อง เหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างกระชับฉับไว รวมทั้งเปลี่ยนโทนอารมณ์จากหนังตลกหลุดโลก จากอารมณ์ขันกระจุ๋มกระจิ๋ม กลายมาเป็นหนังอาชญากรรมที่เข้มข้น ตื่นเต้นลุ้นระทึก ผู้ร้ายกลุ่มหนึ่งบุกเข้ามาควบคุมสถานการณ์ในโรงแรมสวรรค์ด้วยเป้าหมายแผนการใหญ่

พื้นที่คับแคบและฉากจำกัดถูกใช้สอยอย่างเกิดประโยชน์ ทั้งหนุนเสริมความอึดอัดตึงเครียดของสถานการณ์ ทำให้ผู้ชมตระหนักชัดถึงสภาพจนมุมไร้ทางออกของตัวละครฝ่ายดี เหนืออื่นใดคือคาดคะเนไม่ได้ว่าจะพลิกเปลี่ยนคลี่คลายออกจากมุมอับนี้ได้อย่างไร

มีตัวละครหนึ่งชื่อเสือดิน ซึ่งหนังเกริ่นกล่าวถึงล่วงหน้าอยู่เนืองๆ เกี่ยวกับพิษสงความร้ายกาจน่าเกรงขาม ประวัติอาชญากรรมในอดีตที่ผ่านๆ มา และเมื่อถึงจังหวะเปิดตัวละครรายนี้ ก็ทำออกมาได้อลังการน่าตื่นตาตื่นใจในเชิงศิลปะภาพยนตร์ ทั้งการถ่ายภาพ จัดแสง และการตัดต่อ การใช้ดนตรีประกอบ

เป็นฉากที่ยอดเยี่ยมถึงพร้อม เท่ เข้มข้น เร้าใจ แม้จะดูกันในปัจจุบัน ซึ่งมีหนังไทยหนังเทศมากมายนับไม่ถ้วนทำแบบเดียวกันจนเป็นที่คุ้นเคยไปแล้ว แต่ฉากเปิดตัวเสือดินใน ‘โรงแรมนรก’ ก็เหมาะเจาะลงตัวและดีงามมากๆ จนผมต้องยกมือไหว้แสดงความคารวะ

‘โรงแรมนรก’ ได้รับการยกย่องว่า เป็นหนังไทยที่ล้ำหน้ามาก่อนกาล คุณสมบัติข้อนี้เด่นชัดและเป็นความเห็นใกล้ๆ จะเอกฉันท์ (พูดดักเผื่อไว้นะครับ เพราะเป็นไปได้ว่าอาจมีคนที่ไม่สนุกและไม่รู้สึกว่าหนังดีตรงไหนได้เหมือนกัน) แต่ความโดดเด่นอีกประการซึ่งผมคิดว่าอยู่ในระดับสูงลิ่วไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันก็คือ ความพิเศษเฉพาะตัว ไม่เหมือนหนังไทยเรื่องอื่นใดไหนเลยตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน ทั้งวิธีการเล่าเรื่อง ลักษณะของอารมณ์ขัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเขียนบทสนทนา ซึ่งผมสนุกเพลิดเพลินและหลงรักมากเป็นพิเศษ

มีอีกตัวอย่างของความล้ำหน้ามาก่อนกาลของ ‘โรงแรมนรก’ ในฉากไคลแมกซ์ ตัวละครตัดสินชี้ชะตากันด้วยวิธีการบางอย่าง

20 กว่าปีต่อมา หนังฮอลลีวูดเรื่องดังระดับออสการ์ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (ซึ่งไม่สามารถเปิดเผยชื่อเรื่องและปีสร้างอย่างเจาะจง เพราะจะสปอยล์ความลับของ ‘โรงแรมนรก’ ไปทันที) ให้ตัวละครใช้วิธีเดียวกัน มีรายละเอียดปลีกย่อยผิดแผกกันอยู่บ้าง แต่หลักใหญ่ใจความของกรรมวิธีเป็นแบบเดียวกัน

ในหนังฮอลลีวูดเรื่องดังกล่าว กรรมวิธีกลายเป็นฉากฮือฮา เป็นที่กล่าวขวัญถึงกันอย่างอื้ออึง และมีหนังรุ่นหลังถัดมาอีกมากมายหลายสัญชาตินำไปใช้บ้าง

ใครที่ได้ดู ‘โรงแรมนรก’ และหนังฮอลลีวูดเรื่องนั้นน่าจะตระหนักชัดว่า กรณีนี้มีความคล้ายความต่างจนชัดเจนว่าไม่มีใครลอกใคร เป็นเรื่องต่างคนต่างคิด เผอิญคิดออกมาละม้ายคล้ายกัน

แน่นอนว่า โดยยุคสมัยที่สร้าง ทุนรอน เครื่องไม้เครื่องมือ ฉากไคลแมกซ์ของ ‘โรงแรมนรก’  ย่อมไม่ถึงรสจัดจ้านเท่าหนังฮอลลีวูดเรื่องนั้น แต่ในแง่ความคิดสร้างสรรค์แล้ว ‘โรงแรมนรก’ และคุณรัตน์ เปสตันยี เป็นความภาคภูมิใจ เป็นมาสเตอร์พีซและเดอะ มาสเตอร์ของวงการหนังไทย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...