โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

แพทย์รามาฯ หวั่น ยอดโควิด อาจทวีคูณขึ้นอีก แนะ เมื่อปิดปท.ไม่ได้ ปชช.ต้องช่วยป้องกัน

MATICHON ONLINE

อัพเดต 20 มี.ค. 2563 เวลา 10.35 น. • เผยแพร่ 20 มี.ค. 2563 เวลา 10.30 น.

‘แพทย์รามาฯ’ หวั่น กำลังรับมือ ชี้ ‘ยอดโควิด’ อาจทวีคูณใน 20 วัน แนะ ปชช.ป้องกัน เว้นระยะห่าง

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 20 มีนาคม ที่ห้องประชุมชั้น 9 อาคารเรียนและปฏิบัติการรวมด้านการแพทย์และโรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ผศ.นพ.กำธร มาลาธรรม นายกสมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวบรรยายในหัวข้อ “รู้ทัน อันตราย Covid-19” โดย ผศ.นพ.กำธร กล่าวว่า อะไรสิ่งสำคัญที่เราจำเป็นจะต้องรู้ในวันนี้ เรื่องโรคเรารู้มากระดับหนึ่งว่ามีการระบาดไปยังที่ต่างๆ แต่ประเด็นสำคัญ คือ เรากำลังต่อสู้กับเชื้อโคโรนาไวรัส ซึ่งเป็นเชื้อที่ทำให้เราเป็นไข้หวัดมาหลายร้อยปี แต่ด้วยไวรัสนี้เป็นสายพันธุ์ใหม่ แม้จะห้ามเป็นหวัดได้ยาก แต่ก็ต้องห้าม เพราะสายพันธุ์นี้ลงปอดอย่างรวดเร็ว ผู้ป่วยส่วนใหญ่ 85 เปอร์เซ็นต์ อาการจะไม่รุนแรง เหมือนเป็นไข้หวัดธรรมดา ซึ่งจะเห็นจากคลิปที่ผู้ป่วยแชร์ขณะพักในห้องของโรงพยาบาลแบบสบายๆ แต่ที่แพทย์กังวลใจ คือ 15 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือ ซึ่งจะมีอาการรุนแรง ปอดอักเสบ หรือ ปอดบวม ส่งผลให้เสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว

“จากภาพเอกซเรย์ปอดของผู้ป่วยที่ประเทศจีน พื้นที่สีดำ คือ ส่วนปอดปกติ ส่วนสีขาว คือ มีความผิดปกติ ซึ่งอาจจะมีน้ำ หรือ มีการบวมเกิดขึ้น โดยจะเป็นหลายที่พร้อมกัน ระยะเวลาเพียง 2 วัน จะเกิดขึ้นอย่างมากกับผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง เมื่อมากเข้าคนไข้จะอยู่ไม่ได้ เพราะปอดไม่สามารถทำงานได้ เราจึงพยายามให้ 15 เปอร์เซ็นต์ เกิดน้อยขึ้นที่สุด ซึ่งจะได้เห็นจากตัวเลขระบาดวิทยา ว่า หากเรามีตัวเลขประมาณ 3,000-10,000 คน เปอร์เซ็นความยากในการจัดการจะเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่การรองรับผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงมีอยู่อย่างจำกัด อีกทั้ง ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงจะใช้ทรัพยากรเพิ่มมากขึ้นเป็น 10-15 เท่า กำลังพล แพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการที่เกี่ยวข้อง การตรวจทางห้องปฏิบัติการ และเครื่องมือแพทย์ที่จะใช้เพิ่มขึ้นตามสัดส่วนความรุนแรง ดังนั้น โควิด-19 จึงเป็นเรื่องซีเรียสในเรื่องของการป้องกัน หากมีอาการ ไม่มั่นใจให้รีบไปตรวจ แต่ดีที่สุดคือ ป้องกันตนเองไม่ให้ป่วย ทำตามวิธีป้องกันจะตามสื่อต่างๆ จะช่วยได้มากพอสมควร เพราะโดยทฤษฏีแล้ว การแพร่เชื้อไวรัสโควิด-19 เป็นการกระจายโดยฝอยละออง เรายังมีทางป้องกันได้ เรายังสู้ได้”

ด้าน รศ.ดร.พญ.ภัทรวัณย์ วรธนารัตน์ ภาควิชาออร์โธปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล บรรยายในหัวข้อ “การคาดการณ์สถานการณ์โควิด-19 ในประเทศไทย” ตอนหนึ่งว่า การแพร่ระบาดของโรค มีหลายโรคด้วยกัน ที่รู้จักกันดี เช่น HIV หรือ โรคเอดส์ ซึ่งโคโรนาไวรัสก็เข้าขั้นเดียวกัน เมื่อเส้นกราฟยอดผู้ติดเชื้อพุ่งสูงขึ้นมากก็จะไม่สามารถเอาอยู่ แต่ถ้าเส้นกราฟเตี้ย เราจะเอาอยู่ สิ่งสำคัญคือ 1.ระยะห่าง และ 2.ระยะเวลาที่เหมาะสม เพราะเมื่อติดเชื้อแล้ว มีโอกาสที่จะยังไม่แสดงอาการ เมื่อแสดงอาการแล้ว มีโอกาสแพร่เชื้อต่อไปอีก โดยระยะเวลาที่เหมาะสม คือ 14 วัน หรือมากกว่านั้นอีกเล็กน้อยเพื่อไม่ให้เกิดการแพร่เชื้อ

“จากกราฟแสดงให้เห็นว่า 16-18 วันแรก ผู้ป่วยโควิด-19 รายใหม่ จะเดินทางมาจากเมืองจีน หรือนำเข้าแทบทั้งสิ้น จากนั้นเริ่มมีเคสภายในประเทศ คือคนที่เข้ามา และนำเชื้อมาแพร่ต่อ ซึ่งมีอยู่ประปราย หลายวันจึงมีเคสใหม่ จึงยังสบายใจได้อยู่ แต่ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา จะเห็นว่ามีเคสใหม่ทุกวัน จาก 10 เป็น 20 และระดับ 30 เคส เมื่อดูลักษณะการสะสมของคนไข้จะเห็นว่าการระบาดเริ่มเพิ่มขึ้นแล้ว เมื่อดูสถานการณ์ต่างประเทศ จะพบว่ามี 2 กลุ่ม คือ 1.ประเทศมี่มีจำนวนผู้ติดเชื้อมากเป็นหลักแสน และ  2.ประเทศที่มึจำนวนผู้ติดเชื้อน้อย

กลุ่มที่มีการติดเชื้อจำนวนมาก จอห์น ฮอปกิ้นส์ กล่าวว่า ค่าเฉลี่ยอัตราการเพิ่มขึ้นของผู้ป่วย จะเพิ่มขึ้น 33 เปอร์เซ็นต์ แต่หากเป็นอีกกลุ่มที่มีการสั่งปิดโรงเรียน ปิดประเทศ ดำเนินการมาตรการต่างๆ ยอดจะค่อนข้างต่ำมาก ซึ่งอาจต่ำกว่า 10-20 เปอร์เซ็นต์ โดยไทยเพิ่งขึ้น 100-200 ในช่วงระยะแรก เป็น golden period หมายความว่า เราจะไปอย่าง อังกฤษ สเปน อีหร่าน หรือ เราอยากไปแบบ สิงคโปร์ ฮ่องกง เราเลือกได้

ส่วนสถานการณ์ของประเทศไทย ถ้าหากเราขึ้นวันละ 33 เคส เหมือนอย่างที่เป็นมาเมื่อ 3-4 วันก่อน เราจะขึ้นไปถึง ประมาณ 1,000 ราย ในอีก 20 วันหลังจากนี้ แต่ถ้ายอดขึ้นไปตาม 32.7 เปอร์เซ็นต์ แบบทวีปยุโรป เช่น อิหร่าน จีน หรือ เกาหลี  เราจะไปตามเส้นกราฟของ เยอรมนี ซึ่งทุกท่านคงทราบแล้วว่าเมื่อวานยอดเพิ่มขึ้นเป็น 60 หมายความว่าเราเข้า 33 เปอร์เซ็นต์นี้ไปเรียบร้อยแล้ว ขึ้นอยู่กับว่า เราจะช่วยกันหรือไม่ที่จะยับยั้งให้ตัวเลขอยู่แค่นี้ มาตามเส้นสีเหลือง (แบบเยอรมันนี) แล้วไปอย่างต่ำๆ ที่ทรัพยากรทางการแพทย์ยังรองรับผู้ป่วยที่มีความรุนแรงและต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ หรือต้องใช้ห้อง ICU ได้ ขอเน้นว่าทุกท่านช่วยได้ แต่ถ้าเราปล่อยให้เลยเถิดแบบนี้ก็จะเอาไม่อยู่ ไม่ว่าจะ เกาหลี อิหร่าน อิตาลี ก็แทบจะเอาไม่อยู่”

รศ.ดร.พญ.ภัทรวัณย์ กล่าวต่อว่า หากดูจากเส้นกราฟ จะพบว่าอีก 4 วัน เราจะแตะ 1,000 อีก 10 วันจะแตะ 5,000 และอีก 14 วัน จะทะลุหมื่น เป็นตัวเลขที่คิดว่าไม่มีใครรับได้ เราคงไม่อยู่ในสถานการณ์แบบนี้ เราไม่มีทรัพยากรเพียงพอที่จะดูแลผู้คนที่มีปัญหา หากดูยอด (absolute number) ของทางยุโรป ที่พุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งอาจจะไม่ใช่แค่หลักหมื่น แต่อาจพุ่งไปถึงหลักแสน เราคงไม่อยากได้อย่างนั้น เรากดลงมาสัก 20 เปอร์เซ็นต์ได้หรือไม่ หากสามารถกดให้อัตราการแพร่กระจายของเชื้อ หรือยอดผู้ป่วยใหม่ขึ้นเป็น 20 เปอร์เซ็นต์ จาก 350,000 ราย ก็อาจจะเหลือ 20,000 ราย ใน 30 วันนับจากนี้ ซึ่งยังดีกว่า 33 เปอร์เซ็นต์

“จะเกิดอะไรขึ้นหากผู้ป่วยจำนวนมาก โดยเฉพาะ 15 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นผู้ป่วยที่ต้องอยู่ในโรงพยาบาลไม่สามารถอยู่ที่บ้านได้ หากยอดเราเป็น 350,000 ผู้ป่วยนอนอยู่โรงพยาบาล 50,000 คน อาจมีปัญหาต้องอยู่ห้อง ICU อีก 17,000 คน ซึ่งโรงพยาบาลก็คงรองรับไม่ไหว หากยอดขึ้นเป็น 20 เปอร์เซ็นต์ เราจะแตะที่ 24,000 ราย คนไข้อยู่โรงพยาบาล 3,600 อยู่ ICU 1,200 คน ก็พอไหว แต่ถ้าไม่ถึงจำนวนนี้จะดีมาก การสาธารณสุขไทยเราอาจจะบอกว่ามีหมอมาก มีเตียงมาก อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยต้องเรียนให้ทุกท่านทราบว่า เตียงก็ต้องรับผู้ป่วยอื่นที่มีความจำเป็น เช่น ผู้ป่วยหัวใจวาย เส้นเลือดในสมองตีบ เส้นเลือดในสมองแตก  คนไข้ที่จำเป็นต้องรักษา โรงพยาบาลไม่สามารถรับคนไข้โควิด-19 ทั้งหมดได้ นอกจากนี้ บุคลากรทางการแพทย์ที่แม้ว่าจะมีถึง 30,000 คน แต่หมอทุกคนก็ไม่ได้เชี่ยวชาญโรคปอด”

รศ.ดร.พญ.ภัทรวัณย์ กล่าวอีกว่า ทางสมาคมอุรเวชช์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้จำลองโมเดลอัตราการระบาด ซึ่งมีสัดส่วนการติดเชื้อเป็นค่าคงที่ โดยคุณหมอทุกคนพยายามจะชี้ให้เห็นว่าสิ่งเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งยอดผู้ติดเชื้อจะทวีคูณยิ่งขึ้น ดังนั้น ในเรื่องของมาตรการที่ใช้ อยากเรียนให้ทราบว่า เมื่อมีคนติดเชื้อจากข้างนอกเข้ามาสู่เรา เราต้องระวังไม่ให้เขาเข้ามา ไม่อย่างนั้นเราจะรับเชื้อไปและกลายเป็นกลุ่มเสี่ยง ซึ่งเราผ่านพ้นระยะนี้ไปแล้ว ระยะที่ 2 เมื่อรับเชื้อมาแพร่ให้คนของเรา คนของเราก็ถือเป็นกลุ่มเสี่ยง ต้องแยกและเฝ้าระวัง ระยะต่อมา คือ เราเริ่มขยายเป็นวงกว้าง ซึ่งจะต้องยิ่งควบคุมให้ดี ไม่ให้แพร่กระจายมากขึ้นไปอีก

“อย่างประเทศจีนปิดประเทศและควบคุมได้ดีในปัจจุบัน จะเห็นว่าจีนช่วงที่แพร่หนักคือช่วงปีใหม่ถึงปัจจุบัน เพียงไม่นานจีนสามารถยับยั้งได้แม้ยอดจะสูง  แต่ด้วยจีนเป็นประเทศที่สั่งได้ เราเป็นประเทศที่เราต้องช่วยกัน จึงขอฝากทุกท่านให้ร่วมมือ ร่วมใจ ป้องกันไม่ให้เกิดการติดเชื้อ การป้องกันมีความสำคัญมากกว่าการรักษา เพราะการรักษาปัจจุบัน เรายังไม่มีวิธีการรักษาที่สามารถทำให้หายได้ทุกคน ยังไม่มีวัคซีน ตอนนี้ทุกท่าน จึงต้องป้องกันไม่ให้เกิดการแพร่เชื้อ” รศ.ดร.พญ.ภัทรวัณย์ กล่าว

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่

เพิ่มเพื่อน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...