กระทบหนัก! โลกร้อนทำน้ำแข็งเทือกเขา ‘หิมาลัย-ฮินดูกูช’ 1 ใน 3 ละลาย
นักวิทยาศาสตร์เปิดเผยว่าภาวะโลกร้อนจะทำให้น้ำแข็งบนเทือกเขาหิมาลัยและฮินดูกูชไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ละลายหายไปภายในศตวรรษนี้ ซึ่งจะส่งผลกระทบกับระดับน้ำในแม่น้ำสายสำคัญของเอเชียและการปลูกพืชผลเพื่อการเกษตร
นักวิทยาศาสตร์ระบุว่าปริมาณน้ำแข็งในธารน้ำแข็งหรือกลาเซียร์ที่ปกคลุมยอดเขาในพื้นที่เทือกเขาหิมาลัยและฮินดูกูช ซึ่งเป็นที่ตั้งของยอดเขาที่สูงที่สุดในโลกคือเขาเอเวอร์เรสและเค2 มีมากจนทำให้สามารถเรียกพื้นที่ดังกล่าวว่าเป็นขั้วโลกแห่งที่ 3 เพราะมีปริมาณน้ำแข็งเป็นรองเพียงจากขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้เท่านั้น
อย่างไรก็ดีภาวะโลกร้อนกำลังทำให้ปริมาณน้ำแข็งที่ปกคลุมยอดเขาในพื้นที่ดังกล่าวซึ่งกินบริเวณกว้างขวางถึง 8 ประเทศ ประกอบด้วยอัฟกานิสถาน บังกลาเทศ ภูฏาน จีน อินเดีย เมียนมา เนปาล และปากีสถาน จะค่อยๆ หลงเหลือเพียงก้อนหินว่างเปล่าในเวลาเพียงไม่ถึงหนึ่งศตวรรษ
นักวิทยาศาสตร์ชี้ว่า ภายในปี 2100 ปริมาณน้ำแข็งมากกว่า 1 ใน 3 ที่มีอยู่จะละลายไป หากรัฐบาลของประเทศต่างๆไม่ดำเนินมาตรการอย่างจริงจังในการควบคุมการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิโลกตามที่มีการตั้งเป้าหมายไว้ภายใต้สนธิสัญญากรุงปารีส 2015 โดยน้ำแข็ง 2 ใน 3 ของพื้นที่จะหายไปหากรัฐบาลไม่สามารถควบคุมปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของศตวรรษนี้เอาให้ได้ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าห่วงกังวลอย่างยิ่ง
นับตั้งแต่ศตวรรษที่ 1970 ธารน้ำแข็งในพื้นที่ดังกล่าวค่อยค่อยบางลงและละลายหายไป ทั้งนี้หากน้ำแข็งบนเทือกเขาละลายไปทั้งหมดจะส่งผลให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้นถึง 1.5 เมตร
ผลการศึกษาระบุด้วยว่าการละลายของธารน้ำแข็งดังกล่าวจะส่งผลกระทบกับปริมาณของน้ำในแม่น้ำสายสำคัญของเอเชีย อาทิ แม่น้ำแยงซีเกียง แม่น้ำโขง แม่น้ำคงคา และแม่น้ำสินธุ ซึ่งเกษตรกรส่วนใหญ่ล้วนแต่พึ่งพาน้ำจากแม่น้ำสำคัญเหล่านี้เพื่อการเกษตร ปัจจุบันมีผู้อาศัยอยู่ในพื้นที่บนเทือกเขาราว 250 ล้านคน ขณะที่ชาวบ้านซึ่งอาศัยอยู่ในหุบเขาด้านล่างที่แม่น้ำไหลผ่านมีสูงถึง 1.6 พันล้านคน
การเปลี่ยนแปลงปริมาณการไหลของแม่น้ำยังอาจส่งผลกระทบกับเขื่อนพลังน้ำซึ่งใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้า ทั้งยังทำให้เกิดการกัดเซาะของดินและเกิดดินถล่มในพื้นที่ภูเขามากขึ้นอีกด้วย