โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

ถ้าอยากปลูก"ถั่วฝักยาว"แล้วรวย...ต้องอ่าน!!

รักบ้านเกิด

อัพเดต 14 ส.ค. 2563 เวลา 04.48 น. • เผยแพร่ 14 ส.ค. 2563 เวลา 04.48 น. • รักบ้านเกิด.คอม

ถั่วฝักยาว เป็นพืชตระกูลถั่วที่นิยมบริโภคในรูปของพืชผักกันอย่างแพร่หลาย สามารถเพาะปลูกได้ตลอดปี มี 2 สายพันธุ์หลัก ๆ คือ พันธุ์ถั่วเนื้อ(ฝักอวบ ไม่ยาวมาก เนื้อเยอะ) และ พันธุ์ถั่วเส้น(มีฝักเรียว ยาวสวย เนื้อไม่เยอะ ) จากพันธุ์ตั้งต้นได้มีการแตกออกเป็นอีกหลายสายพันธุ์ ตามแต่วัตถุประสงค์ของผู้พัฒนา โดยสายพันธุ์ถั่วฝักยาวส่วนใหญ่ในประเทศไทย จะปลูกและให้ผลผลิตดีในช่วงฤดูฝน ฤดูร้อน-หนาวมักให้ผลผลิตน้อย นอกจากนี้ยังเป็นพืชที่พบว่ามีโรค-แมลงรบกวนมาก จึงมีการใช้สารเคมีเข้าไปจัดการกันมาก เมื่อมีการสุ่มสำรวจพืชผักที่มีสารพิษตกค้างในทุกๆ ปี ถั่วฝักยาวจึงเป็นพืชที่มีสารเคมีตกค้างติดอันดับ 1 ใน 10 ของตัวอย่างที่ทำการสุ่มตรวจ โดยในปี 2559 ที่ผ่านมา ผลการสำรวจสารพิษตกค้างของ Thai-Pan พบว่าในถั่วฝักยาวมีสารพิษตกค้างติดอันดับที่ 3 (มีสารพิษสูงถึง 66.7% ) ในขณะที่ผู้คนนิยมบริโภคกันมากเป็นอันดับต้น ทั้งยังมีราคาดี ราคาขายเฉลี่ยจากหน้าสวนอยู่ที่ 25-45 บาทต่อกิโลกรัม หากมีการจัดการแบบอินทรีย์ได้ ราคาขายจะพุ่งขึ้นไปไม่ต่ำกว่า 70 บาทต่อกิโลกรัม ทั้งนี้ทั้งนั้นมาจากความยากในเรื่องของการจัดการกับแมลงศัตรูพืชที่เผลอไม่ได้ และจัดว่าเป็นพืชปราบเซียนที่ปลูกง่ายแต่ดูแลยาก ทำให้ผลผลิตถั่วฝักยาวยังคงเป็นที่ต้องการอย่างต่อเนื่องและไม่เคยมีปัญหาเรื่องผลผลิตล้นตลาด

Hilight-Kaset/31_1_31_1_52451_1.jpg

ถั่วฝักยาว

วงศ์ : Leguminoceae
ชื่อสามัญ : Yard-long bean
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Vigna sesquidedalis Koern
ลักษณะจำเพาะของถั่วฝักยาว :
- มีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศจีนและอินเดีย
- นิยมบริโภคเป็นผัก นอกจากนี้ยังคงเป็นถั่วฝักยาวกระป๋องและแช่แข็งส่งออก ตลาดต่างประเทศ ที่สำคัญ คือ ฝรั่งเศส อังกฤษ เยอรมันตะวันตก และ แถบตะวันออกกลาง ขายได้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะฮ่องกง สิงคโปร์ นิยมบริโภคกันมาก
- ใน ปี พ.ศ.2554 มีปริมาณการส่งออกถั่วฝักยาว ประมาณ 500 ตัน มีมูลค่าประมาณ 19 ล้านบาท ตลาดต่างประเทศที่สำคัญ ได้แก่ สหราชอาณาจักร สวิตเซอร์แลนด์ฝรั่งเศส และ เยอรมนีเป็นต้น / ข้อมูลจากกลุ่มบริการส่งออกสินค้าเกษตร สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร กรมวิชาการเกษตร
- ชอบอากาศค่อนข้างร้อน กลางวัน 20-30 องศา / กลางคืน 16 - 24 องศา ชอบแสงแดดตลอดวัน ลำต้นเป็นเถาเลื้อย เลื้อยเกาะแบบทวนเข็มนาฬิกา ปลูกแบบขึ้นค้างให้ผผลผลิตดีกว่า
- เป็นพืชตระกูลถั่ว ฤดูเดียว มีอายุสั้น ปลูกเพียง 2 เดือน ก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ และสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ทุกวัน
- มีรากแก้วลึกเพียง 6-8 นิ้ว มีรากแขนงแผ่กระจายตามผิวดิน มีปมรากถั่ว (ไรโซเบียม ตรึงไนโตรเจนจากอากาศ)
- ดอก เป็นแบบสมบูรณ์เพศ เหมือนพืชตระกูลถั่วทั่วไป เกิดเป็นช่อระหว่างข้อบนลำต้น ความชื้น ความเข้มและความยาวของแสง(วันสั้น-วันยาว) มีอิทธิพลต่อการออกดอก
- ดอกถั่วฝักยาวจะบานในช่วงเช้า แล้วหุบในตอนบ่ายวันเดียวกัน ถั่วฝักยาวจะพร้อมผสมเกสรในวันที่ดอกบาน
- หลังจากผสมเกสรแล้ว กลีบดอกจะร่วง และจะมีการพัฒนาเป็นฝักต่อไป
- เมล็ดอ่อนมีสีเขียว เมล็ดแก่มีสีน้ำตาลแดง - ขาว - ดำ - แดงสลับขาว ตามแต่สายพันธุ์
- ปลูกในสภาพแล้งหรือน้ำน้อยได้
- ปลูกได้ตลอดทั้งปี ให้ผลผลิตดีสุดช่วงเดือนกุมภาพันธ์-พฤศจิกายน
- ในปี พ.ศ. 2552 - 2553 มีพื้นที่ปลูกถั่วฝักยาวทั่วประเทศ ประมาณ 6,500 ไร่ ผลผลิตโดยรวมประมาณ 110,000 ตัน ผลผลิตเฉลี่ย ประมาณ 1,500 กิโลกรัมต่อไร่(ข้อมูลการผลิตพืชรายจังหวัด กรมส่งเสริมการเกษตร)
- พื้นที่ปลูกถั่วฝักยาวที่สำคัญ ได้แก่ ราชบุรี นครปฐม สระบุรี ปทุมธานี อ่างทอง นครนายก นครราชสีมา หนองคาย อุดรธานี บุรีรัมย์ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี ตรัง นครสวรรค์ เชียงใหม่ ลำปาง

Hilight-Kaset/31_2_51773_1.jpg

ถั่วเนื้อ

พันธุ์ มี 2 ชนิด : คือ
- พันธุ์ถั่วเนื้อ(ฝักไม่ค่อยตรงสวย-สั้น)ฝักมีสีเขียวสด เนื้อหนา กรอบอร่อย รสชาติดี ติดฝักมาก ลำต้นแข็งแรง ทนโรค โตเร็ว ผลผลิตสูง ปลูกได้ทั่วไป ตลอดทั้งปี บางพันธุ์ไม่ต้องขึ้นค้าง เช่น สุดสาคร Super SJ ,K-Y BUSH693 (ไร้ค้าง) เจ้าพระยา 697, สายฟ้า เบอร์5-698,ลุ่มน้ำชี,ลุ่มน้ำโขง,ลุ่มนำพอง,ลุ่มน้ำมูล,พนมรุ้ง,นาคา,พิจิตร 2,พิจิตร 84-3 ฯลฯ
ตัวอย่างถั่วฝักยาวพันธุ์เนื้อที่นิยมปลูกในปัจจุบัน
1. ถั่วฝักยาวพันธุ์พิจิตร 2 เป็นพันธุ์แนะนำจากกรมวิชาการเกษตร เหมาะสำหรับบริโภคภายในประเทศและส่งออกในรูปฝักสด คัดได้จากการผสมข้ามระหว่าง ถั่วฝักยาวพันธุ์ YB 7 กับพันธุ์ YB 12 โดยทำการปรับปรุงพันธุ์ตามขั้นตอนของกรมวิชาการเกษตรตั้งแต่ปีพ.ศ.2540-2545 ได้พันธุ์ที่มีคุณสมบัติตามต้องการ มีลำต้นเป็นสัน 6 เหลี่ยม ดอกมีขนาด 1.50x3.01 เซนติเมตร ปลายฝักมน สีเหลืองอมเขียว(ไม่เขียวมาก) ฝักมีขนาด 0.6 x0.45 เซนติเมตร ผิวเรียบ เมล็ดสีน้ำตาลแดงเป็นรูปไต ขนาด 0.56xl.19x4.03 มิลลิเมตรน้ำหนัก 100 เมล็ดหนัก 20.7 กรัม ออกดอก 50 เปอร์เซ็นต์ ภายใน 35 วัน และ เริ่มเก็บเกี่ยว 46 วันหลังจากเมล็ดงอก ช่วงเวลาเก็บเกี่ยว 38 วัน จำนวน 49 ฝักต่อต้น น้ำหนักฝัก 11.5 กรัม ความหนาเนื้อ 2.2 มิลลิเมตร ให้ผลผลิตเฉลี่ย 2,617 กิโลกรัมต่อไร่สูงกว่าพันธุ์อื่น ๆ ที่เกษตรกรนิยมปลูกมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ได้แก่ใยอาหาร ร้อยละ 4.85 และมีฤทธิ์ของสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) เทียบเท่ากับสาร Trolox 1.183 มิลลิกรัมต่อฝักสด 1 กิโลกรัม พื้นที่เหมาะสม คือ เขตภาคเหนือตอนบนและตอนล่าง หรือในเขตพื้นที่ที่มีอุณหภูมิเฉลี่ย 25-28 องศาเซลเซียส
2. ถั่วฝักยาวพันธุ์พิจิตร 3 หรือ 84-3เป็นพันธุ์แนะนำจากกรมวิชการเกษตรใหม่ล่าสุด เหมาะสำหรับบริโภคภายในประเทศและส่งออกในรูปฝักสด ตั้งชื่อเพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา 84 พรรษา คัดได้จากการผสมข้ามระหว่างถั่วฝักยาวพันธุ์พิจิตร 2 (ขนาดฝักสมํ่าเสมอ ผิวฝักเรียบ ปลายฝักมน มีอายุการวางตลาดนานและปรับตัวได้ดีในสภาพแวดล้อมของประเทศไทย) กับพันธุ์ YB 15 (เป็นพันธุ์จากจังหวัดเชียงใหม่ซึ่งนำมาปลูกในแปลงรวบรวมและศึกษาพันธุ์ถั่วฝักยาวที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรพิจิตรในปีพ.ศ.2540 ซึ่งพบว่าถั่วฝักยาวพันธุ์ YB15 มีฝักสดสีเขียวเนื้อหนา และผิวฝักย่น) ซึ่งถั่วฝักยาวพันธุ์พิจิตร 84-3 นี้มีเนื้อฝักมากกว่าพันธุ์พิจิตร 2 อายุการเก็บเกี่ยวสั้น และให้ผลผลิตสูง พื้นที่ที่มีความเหมาะสม ตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร คือ เขตภาคเหนือตอนล่าง ในจังหวัดพิจิตรและจังหวัดอุตรดิตถ์ มีลักษณะเฉพาะ คือ ต้นกล้า มีสีลำต้นใต้ใบเลี้ยงสีเขียว ใบรูปหอกแกมรูปไข่ ใบสีเขียว ความกว้างใบ 9.1 เซนติเมตร ความยาวของใบ 15.5 เซนติเมตร ก้านใบสีเขียว ดอกมีสีม่วง ดอกแรกจะบานที่ตำแหน่งข้อที่ 7 ฝักสดมีสีเขียว ปลายฝักมน มีความยาวฝักเฉลี่ย 45.3 เซนติเมตร ความกว้างเฉลี่ย 0.98 เซนติเมตร นํ้าหนักเฉลี่ย 21.3 กรัม ฝักมีลักษณะตรง ความหนาเนื้อฝักเฉลี่ย 3.02 มิลลิเมตร ผิวฝักย่นเมล็ดสีนํ้าตาล มีลายบนเปลือกเมล็ด สีขั้วเมล็ดมีสีขาวหรือสีครีม มีจำนวนเมล็ด 16 เมล็ดต่อฝัก มีนํ้าหนัก 23.1 กรัมต่อ 100 เมล็ด มีอายุออกดอก 50% เฉลี่ย 34 วัน อายุเก็บเกี่ยวฝักสดหลังปลูกเฉลี่ย 43 วัน ช่วงเวลาเก็บเกี่ยวเฉลี่ย 26 วัน ความยาวลำต้นหลัก 41.3 เซนติเมตร ผลผลิตเฉลี่ย 3,861 กิโลกรัมต่อไร่
3. ถั่วฝักยาวพันธุ์ลายเสือจักรพันธ์ เบอร์ 1 เป็นพันธุ์ที่ได้รับการปรับปรุงพันธุ์จากมูลนิธิชัยพัฒนา เกิดจากการผสมข้ามระหว่างสายพันธุ์แม่ คือ Y017(ฝักสีเขียว ให้ผลผลิตจำนวนฝักสูง ออกดอกเร็ว) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ได้จากการรวบรวมพันธุ์ จาก อ.แม่สาย จ.เชียงราย ผสมกับสายพันธุ์พ่อ Y023 ( ฝักมีสีเขียวอ่อน ลายสีแดง ฝักค่อนข้างสั้น เปลือกหนา ผิวฝักมีลักษณะหยาบกระด้าง) ซึ่งเป็นพันธุ์พื้นเมืองจากชนเผ่าอาข่า จ. เชียงราย ผสมข้ามเมื่อปี 2551 ทำการคัดเลือกพันธุ์โดย สำนักฟาร์มมหาวิทยาลัยแม่โจ้ อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ จำนวน 6 รอบ กว่าจะได้ถั่วฝักยาวที่มีความคงที่ทางพันธุกรรม จากนั้นทำการปลูกทดสอบเพื่อเก็บข้อมูล ร่วมกับสายพันธุ์อื่นๆ ต่อมาสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามมุงกุฎราชกุมารี ได้เสด็จและทรงคัดเลือกพันธุ์และพระราชทานนามว่า "ถั่วฝักยาวพันธุ์ลายเสือจักรพันธ์เบอร์ 1" เมื่อวันที่ 21มิถุนายน 2555 เป็นพันธุ์ที่เหมาะสำหรับบริโภค เติบโตแบบขึ้นค้างได้ดี ใบ รูปหอกค่อนข้างกว้าง ขนาดใบย่อยส่วนปลายความกว้างใบ10.14 เซนติเมตร ความยาวใบ 17.77 เซนติเมตร ก้านใบสีเขียว ดอก มีสีขาวอมม่วงเล็กน้อย ฝักสดเป็นสีเขียวลายม่วง ปลายฝักมนมีสีเขียว ความยาวฝักประมาณ 63.50 เซนติเมตร ความกว้างฝักประมาณ 0.65 เซนติเมตร น้ำหนักฝักประมาณ 21.55 กรัม ความหนาเนื้อประมาณ 0.13 มิลลิเมตร ผิวฝักมีลักษณะย่น เมล็ดสีดำมีจุดสีน้ำตาล สีขั้วเมล็ดขาวหรือครีม เมล็ด มีประมาณ 12 เมล็ดต่อฝัก น้ำหนัก 100 เมล็ด เท่ากับ 24.75 กรัม
4. ถั่วฝักยาวเพชรขจี(พันธุ์เนื้อ- เมล็ดแดง) เป็นพันธุ์ทางการค้าของ บริษัท ที เอส เอ จำกัด ผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ ตรางอบทอง เหมาะสำหรับการบริโภคสด ใบมีสีเขียวเข้ม มีจั่นคู่ดก ฝักแน่น สีเขียวสด อายุการเก็บรักษานานกว่าพันธุ์อื่น ไม่ค่อยมีหางหนู (ฝักที่ปลายลีบเหมือนหางหนู) ให้ผลดก สม่ำเสมอ ฝักสีเขียวปลายสีม่วง ความยาวฝัก 50-60 ซม. เมล็ดสีน้ำตาลแดง มีลายสีเข้ม อายุเริ่มเก็บเกี่ยว 50-60 วัน
5. ถั่วฝักยาวสีม่วงพันธุ์ชนก 1 เป็นพันธุ์ที่ได้รับการปรับปรุงพันธุ์โดยศูนย์ปฏิบัติการวิจัยและเรือนปลูกพืชทดลอง คณะเกษตร กำแพงแสน ม.เกษตรศาสตร์ เกิดจากการนำถั่วฝักยาวสายพันธุ์ 157 (มีฝักยาวสีม่วงเข้ม ผลผลิตปานกลาง) มาผสมกับถั่วฝักยาวสายพันธุ์ 89 (มีฝักสั้น สีม่วงอ่อน ผลผลิตสูง) โดยทำการคัดเลือกสายพันธุ์แบบบริสุทธิ์ ถั่วฝักยาวสีม่วง พันธุ์ชนก 1 ที่ได้จึงมีใบสีเขียวเข้ม ปลายใบแหลม ดอกสีม่วง ดอกใหญ่ ฝักมีสีม่วงเข้ม ปลายฝักมน ผิวฝักเรียบ ฝักยาวเฉลี่ย 65 เซนติเมตร เมล็ดมีสีน้ำตาลแดง น้ำหนักเมล็ด 100 เมล็ด หนัก 16.4 กรัม จะออกดอก 50เปอร์เซ็นต์หลังจากเมล็ดงอก 35 วัน และมีช่วงเก็บเกี่ยวนานประมาณ 1 เดือน โดยให้ผลผลิตฝักสดเฉลี่ย 2,800 กิโลกรัมต่อไร่ หรือประมาณ 40 ฝักต่อต้น น้ำหนักฝักประมาณ 23 กรัม ฝักหนาประมาณ 2.5 มิลลิเมตร เป็นพันธุ์ที่ให้ผลผลิตค่อนข้างสูง ฝักยาวสีม่วงเข้ม พองช้า คุณภาพดี มีปริมาณสารแอนโธไซยานินสูง (จากฝักและเมล็ดที่มีสีม่วง) ทำให้ช่วยป้องกันอนุมูลอิสระ รสชาติดีเหมือนทั่วฝักยาวสีเขียวทั่วไป สามารถนำไปบริโภคได้ทั้งฝักสดและสามารถนำไปประกอบอาหารได้ นอกจานี้ ถั่วฝักยาวสายพันธุ์นี้จะให้ผลผลิตดก ฝักสีม่วงเข้ม พองช้า เป็นที่ต้องการของตลาด และปลูกได้ตลอดปี
6. ถั่วฝักยาวไร้ค้างสายพันธุ์ CLGC#30เป็นพันธุ์ที่ได้รับการปรับปรุงพันธุ์โดยศูนย์ปฏิบัติการวิจัยและเรือนปลูกพืชทดลอง คณะเกษตร กำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เหมาะสำหรับการผลิตฝักสด มีทรงต้นเป็นพุ่มเตี้ย ไม่เลื้อยขึ้นค้าง ต้านทานต่อโรคราสนิม ฝักเขียวเข้มปานกลาง หวานกรอบ ฝักยาว 46 เซนติเมตร เริ่มออกดอกแรกเมื่ออายุ 32 วัน ดอกบานเฉลี่ย 50 เปอร์เซ็นต์ เมื่ออายุ 36 วัน เก็บฝักแรกเมื่ออายุ 42 วัน ถั่วฝักยาวไร้ค้างสามารถเก็บฝักสดหลังดอกบาน 9 วัน และจะเก็บได้ ทุกๆ 3- 4 วัน
7. ถั่วฝักยาวพันธุ์ลำน้ำโขง เป็นพันธุ์ที่ได้รับการปรับปรุงพันธุ์โดยบริษัท อีสท์เวสท์ซีด จํากัด เกิดจากการผสมพันธุ์แบบลูกผสม และคัดเลือกสายพันธุ์แบบจดบันทึกประวัติพันธุ์ลำน้ำชี ซึ่งเป็นพันธุ์แท้เป็นต้นแม่และใช้พันธุ์ เอส เจ วัน เป็นต้นพ่อ ณ สถานีวิจัยฟาร์มเลิศพันธุ์ อําเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ พ.ศ. 2533-2547 จนได้ลูกผสมชั่วที่ 1(F1) แล้วนำไปผสมกลับ อีกครั้งโดยใช้พันธุ์เขียวดกเบอร์ 4 ซึ่งเป็นสายพันธุ์แท้เป็นต้นพ่อ ทําการคัดเลือกสายพันธุ์แบบจดบันทึกประวัติทําการคัดเลือก 7 ชั่วรุ่น จนได้สายพันธ์แท้ให้ชื่อว่าพันธุ์ลำน้ำโขง ที่เติบโตดีแบบขึ้นค้าง ใบไม่มีขน ก้านใบสีเขียว กลีบดอกคู่ข้าง สีขาว โคนด้านในสีม่วง กลีบกลางสีขาว โคนกลีบดอกสีเหลืองและม่วง ฝักสดสีเขียว ปลายฝักมนสีม่วง เมล็ดมีสีน้ำตาลแดง ส่วนปลายเมล็ดสีขาว มีลายบนเปลือกเมล็ด ขั้วเมล็ดสีขาว
8. ถั่วฝักยาวพันธุ์หยกขาว(ให้ผลผลิตตลอดทั้งปี เก็บเมล็ดทำพันธุ์ต่อได้) เป็นผลงานการปรัปปรุงพันธุ์ของ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เกิดจากการผสมพันธุ์ระหว่างถั่วไร้ค้าง พันธุ์จีนแดง (แม่) และถั่ว ไร้ค้างพันธุ์มข. 25 (พ่อ) ณ ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตร มหาวิทยาลัยขอนแก่น จ.ขอนแก่น พ.ศ. 2541-2547 ซึ่งมีการนำถั่วฝักยาวสายพันธุ์ไร้ค้าง จากประชาชนจีน มาปลูกในปี 2541 แล้วทำการคัดเลือกต้นที่มีลักษณะทรงต้นพุ่ม ขนาดฝักสั้น สีเขียวอ่อน ผิวเรียบ สามารถ เจริญเติบโตได้ดีในฤดูหนาว ที่มีลักษณะเด่นมาทำการผสมข้ามกับถั่วฝักยาวไร้ค้างพันธุ์ มข.25 ( ฝักยาว เนื้อหนา แต่ไม่ทนต่อโรคในฤดูหนาว) ซึ่งเป็นพันธุ์เดิมของมหาวิทยาลัย จนได้สายพันธุ์ใหม่ที่มีลักษณะเด่น คือ เป็นพันธุ์ที่เติบโตแบบกึ่งขึ้นค้าง เจริญเติบโตดี มีฝักสีเขียวนวล รสชาติหวานกรอบ ให้ผลผลิตดีตลอดทั้งปี มีอายุการเก็บเกี่ยวยาวนาน ทนทานต่อโรคโคนเน่า มีผลผลิตก่อนเก็บเกี่ยวผลผลิตเฉลี่ย 25 กก./ไร่ และผลผลิตหลังเก็บเกี่ยวผลผลิตทุกสัปดาห์ 5-10 กก./ไร่ นอกจากนี้ยังสามารถเก็บไว้ทำพันธุ์ขยายเพื่อปลูกในฤดูถัดไปได้ด้วย
9. ถั่วฝักยาวพันธุ์น่าน 1 เป็นพันธุ์แนะนำจากกรมวิชาการเกษตร เหมาะสำหรับบริโภคสด ได้จากการนำถั่วฝักยาวพันธุ์พื้นเมืองของจังหวัดหนองคาย ซึ่งมีลักษณะฝักยาวสีเขียวเข้ม ผลผลิตปานกลาง มาผสมข้ามกับถั่วฝักยาวพันธุ์พื้นเมืองของจังหวัดพิจิตร ซึ่งมีลักษณะฝักสั้น สีเขียว ผลผลิตสูงและผสมข้ามกับถั่วพุ่มซึ่งมีฝักสีม่วง แล้วคัดเลือกจนได้สายพันธุ์บริสุทธิ์ เป็นถั่วฝักยาวพันธุ์น่าน 1 ที่ให้ผลผลิตสูงกว่าพันธุ์การค้าเฉลี่ย 27.9 เปอร์เซ็นต์ คุณภาพของฝักดี ฝักเรียบ เนื้อแน่น ทำการคัดเลือกและประเมินพันธุ์ตามขั้นตอนการปรับปรุงพันธุ์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2534 - 2546 รวมระยะเวลาการวิจัย 13 ปี ซึ่งถั่วฝักยาวพันธุ์น่าน1 นี้จะเริ่มออกดอกประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ หลังจากเมล็ดงอก 43 วัน จำนวนผลผลิตฝัก 48 ฝักต่อต้น ขนาดฝักกว้าง 09.8 มีความยาว 50.8 เซนติเมตร ความหวาน 5.4 Bricks เริ่มเก็บเกี่ยวหลังจากเมล็ดงอกประมาณ 55 วัน ให้ผลผลิตเฉลี่ย 3,290 กิโลกรัมต่อไร่ เมื่อปลูกในฤดูแล้ง ฝักสดสีม่วงแดง แตกต่างไปจากที่มีอยู่ในท้องตลาด มีปริมาณแอนโธไซยานินสูงรสชาติหวานมัน กรอบ เนื้อแน่น ฝักเรียบ ฝักตรง ความยาวเฉลี่ย 50 เซนติเมตร ให้ฝักสดผลผลิตเฉลี่ย 3,290 กิโลกรัมต่อไร่ ซึ่งสูงกว่าพันธุ์เปรียบเทียบ 27.9 % ผลผลิตสูงเมื่อปลูกปลายฝนต้นหนาว (กันยายน- พฤศจิกายน) ซึ่งโดยทั่วไปผลผลิตถั่วฝักยาวจะต่ำในฤดูหนาว เหมาะสำหรับภาคเหนือตอนบน เช่น จังหวัดน่าน และภาคเหนือตอนล่าง เช่น จังหวัดพิจิตร **ไม่ควรปลูกในฤดูฝน (มิถุนายน - สิงหาคม) เนื่องจากจะทำให้ผลผลิตลดลง เพราะเกิดอาการเฝือใบ
10. ถั่วฝักยาวพันธุ์พนมรุ้งเป็นพันธุ์กึ่งเนื้อคัดพิเศษ ต้นแข็งแรง ติดฝักดกมาก ฝักสีเขียวอ่อน ฝักยาว 50 - 60 ซม. รสชาติดี ปลูกได้ตลอดปี เมล็ดสีขาวล้วน ตรงตามความต้องการของตลาด
11. ถั่วฝักยาวพันธุ์นาคาเป็นพันธุ์ถั่วเนื้อคัดพิเศษ ฝักสีเขียวสด ติดฝักดกมาก ฝักอ้วนใหญ่ น้ำหนักดี ให้ผลผลิตสูงเมล็ดสีแดงล้วน อายุเก็บเกี่ยว 55 - 60 วัน หลังหยอดเมล็ด ปลูกได้ตลอดปี
ถั่วพันธุ์ช่องาม จาก บ.กำไลทองการเกษตร เป็นพันธุ์ถั่วเนื้อ ฝักใหญ่ สีเขียวสด ดก ยาว 55-60 ซม. ต้นแข็งแรง แขนงเยอะ
12. ถั่วฝักยาวพันธุ์นิโกร จาก บ.กำไลทองการเกษตร เป็นพันธุ์ถั่วเนื้อ เมล็ดสีดำ ฝักแน่น สีเขียวเข้ม ดก ยาว 55-60 ซม.
13. ถั่วฝักยาวพันธุ์พรชัย จาก บ.กำไลทองการเกษตร เป็นพันธุ์ถั่วเนื้อ ฝักใหญ่มาก แน่น สีเขียวสด ยาว 55-60 ซม. ต้นแข็งแรง แขนงเยอะ
14. ถั่วฝักยาวพันธุ์แม่สาย จาก บ.กำไลทองการเกษตร เป็นพันธุ์ถั่วเนื้อ ฝักสีเขียวอ่อน เมล็ดสีขาว ยาว 55-60 ซม. รสชาติดี กรอบ หวาน
15. ถั่วฝักยาวพันธุ์วังหลวง จาก บ.กำไลทองการเกษตร เป็นพันธุ์ถั่วเนื้อ สีเขียวสดดก ยาว 55-60 ซม. ต้นแข็งแรง แขนงเยอะ

Hilight-Kaset/31_3_IMG_1661.JPG

ถั่วเส้น

- พันธุ์ถั่วเส้น(ฝักยาว-ตรงสวย) มีสีเขียวสดและม่วงในบางพันธุ์ ติดฝักมาก ฝักยาวตรงสวย กรอบอร่อย รสชาติดี ฝักฝ่อช้า ลำต้นแข็งแรง ทนร้อนได้ดี ทนทานโรค โตเร็ว ผลผลิตสูง ปลูกได้ทั่วไปตลอดปี จำเป็นต้องขึ้นค้าง เพราะฝักมีความยาวกว่าพันธุ์เนื้อ ได้แก่ เยาวราช,ไผ่ขวาง,สินสมุทร,เอเวอร์กรีน 694,สายฟ้า,ไวโอเลท 696(สีม่วง),สายฝน 699,เขียวดก 4 และ 5
ตัวอย่างถั่วฝักยาวพันธุ์ถั่วเส้นนิยมปลูกในปัจจุบัน :
1. ถั่วฝักยาวพันธุ์เขียวดกโกลด์ ปรับปรุงพันธุ์โดยบริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด จำกัด เกิดจากการผสมพันธุ์แบบลูกผสมและคัดเลือกสายพันธุ์แบบจดบันทึกประวัติ ระหว่างสายพันธุ์ KD #5 เป็นต้นแม้ (ฝักมีสีเขียว ยาวและตรง ความยาวเฉลี่ยของฝักอยู่ที่ 65 - 70 เซนติเมตรให้น้ำหนักของผลผลิตต่อไร่ค่อนข้างสูง ซึ่งตรงตามความต้องการของตลาด แต่ มีข้อเสียคือ ในช่วงฤดูฝนมีลักษณะบ้าใบทำให้เก็บผลผลิตในครั้งแรกได้ช้า) และ สายพันธุ์ KD Phijit 2 เป็นต้นพ่อ (เก็บเกี่ยวผลผลิตครั้งแรกได้ค่อนข้างเร็ว ไม่มีปัญหาของอาการบ้าใบในฤดูฝน แต่มีข้อเสียคือไม่เป็นที่ต้องการของตลาด เนื่องจากฝักมีสีเขียวอ่อน และสั้น ความยาวเฉลี่ยของฝักอยู่ที่ประมาณ 40 - 45 เซนติเมตร) ณ สถานีวิจัยฟาร์มเลิศพันธุ์ อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ พ.ศ. 2549 -2553 เพื่อหาถั่วฝักยาวพันธุ์ใหม่ที่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตครั้งแรกได้เร็วกว่าสายพันธุ์ทั่วๆ ไป ฝักมีคุณภาพตรงตามความต้องการของตลาดและให้น้ำหนักผลผลิตที่สูง ดังนั้นจึงมีการผสมพันธุ์ระหว่างสองสายพันธุ์นี้ขึ้นเพื่อรวบรวมยีนที่ดีของแต่ละพันธุ์ นำเมล็ดลูกผสมที่ได้มาปลูกเพื่อให้เกิดการกระจายตัวในชั่วที่ 2ทำการคัดเลือกต้นที่มีลักษณะเด่นและน่าสนใจ ทำการเก็บเมล็ดจากต้นที่ได้เลือกไว้ เพื่อนำไปปลูกในชั่วต่อๆ ไป จนถึงชั่วที่ 9 โดยต้องมีการปลูกพันธุ์การค้าเปรียบเทียบทุกครั้ง แล้วเลือกพันธุ์ใหม่ 2 - 3 พันธุ์ ไปปลูกทดสอบที่แปลงเกษตรกร แล้วเลือกพันธุ์ที่ดีที่สุดเพื่อผลิตเป็นพันธุ์การค้าต่อไป เป็นพันธุ์ที่โตดีแบบขึ้นค้าง ใบเป็นแบบกึ่งรูปเงี่ยง สีเขียว ไม่มีขนบนใบ ก้านใบสีเขียว สีกลีบดอกคู่ข้างสีขาว โคนด้านในสีม่วง สีกลีบกลางสีขาว โคนกลีบดอกสีเหลืองและม่วงฝักสดสีเขียว ปลายฝักมนสีเขียว ฝักตรง เมล็ดมีสีน้ำตาลแดง ส่วนปลายเมล็ดสีขาว มีลายบนเปลือกเมล็ด ขั้วเมล็ดสีขาว
2. ถั่วฝักยาวพันธุ์เขียวดกเบอร์ 5เป็นถั่วเส้น ต้นแข็งแรง ติดฝักดก ผิวเรียบและมีรอยย่นเล็กน้อย ฝักสีเขียวสด ยาว 55-65 เซนติเมตร อายุเก็บเกี่ยว 55 - 60 วัน หลังหยอดเมล็ด ปลูกได้ตลอดปี
3. ถั่วฝักยาวพันธุ์สวัสดิ์ชัย จาก บ.กำไลทองการเกษตร เป็นพันธุ์ถั่วเส้น ดกมาก ฝักสีเขียวสดแน่น กรอบ ยาว 50-55 ซม.
4. ถั่วฝักยาวพันธุ์ดาวฤกษ์ จาก บ.กำไลทองการเกษตร เป็นพันธุ์ถั่วเส้น ดก ฝักสีเขียวสดแน่น กรอบ ยาว 65-70 ซม.
5. ถั่วฝักยาวพันธุ์รุ่งโรจน์ จาก บ.กำไลทองการเกษตรเป็นพันธุ์ถั่วเส้น ดกฝักใหญ่สีเขียวสด แน่น กรอบ ยาว 55-60 ซม.
 

Hilight-Kaset/31_4_6898_1.jpg

ถั่วฝักยาวในสภาพแปลงปลูก

การปลูก :
- ในพื้นที่ 1 ไร่ ต้องใช้เมล็ดพันธุ์ 3-4 กก. ปลูกแบบแถวคู่ ระยะห่างระหว่างแถวคือ 80 ซม. ระยะห่างระหว่างหลุม 50 ซม. ขุดหลุมลึก 10-15 ซม. รองก้นหลุมด้วย ปุ๋ยสูตร 15-15-15,13-13-21,12-24-12,6-12-12 หลุมละ ครึ่งช้อนแกง (คลุกดินก้นหลุมก่อนหยอดเมล็ดปลูก)
- พันธุ์เบา ดอกบาน 50% เมื่ออายุ 33-42 วัน พันธุ์ปานกลาง ดอกบาน 50% เมื่ออายุ 43-52 วัน พันธุ์หนัก ดอกบาน 50% เมื่ออายุ 53-60 วัน
- สามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เองได้จากต้นที่แข็งแรงสมบูรณ์
- การเก็บเมล็ดไว้ทำพันธุ์ ต้องปล่อยให้ฝักแห้งคาต้น จนฝักเริ่มเหลืองและพองตัวให้นำมาแกะเมล็ดเก็บไว้ทำพันธุ์ต่อไป
- ในฤดูฝน การปล่อยให้ฝักแก่คาต้นจะเจอปัญหาเมล็ดงอกในฝัก และมีเชื้อราเข้าทำลายเมล็ดให้เสียหาย ควรดูแลและหาจังหวะเก็บเกี่ยวให้ดี
การเตรียมดิน :
- ปลูกได้ดีในพื้นที่ที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลไม่เกิน 800 เมตร สูงกว่านี้จะเกิดความหนาวเย็น ทำให้ไม่โตหรือไม่ให้ผลผลิต
- ต้องการ NPK ในการเติบโต อัตรา 1:1.5-2:1และธาตุอาหารเสริมประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ
สามารถเติบโตในดินทุกชนิด แต่ดินที่ชอบมากที่สุดคือร่วนทราย ต้องเป็นดินที่มีหน้าดินลึก 6-8 นิ้ว (ระดับรากแก้ว) มีความเป็นกรดเล็กน้อย (pH5.5-6.8)
- ทนดินเค็มได้เล็กน้อย (0.15-0.25%) หากดินเค็มมากพืชจะโตช้า ใบสีเข้มขึ้น ใบหนาขึ้น ปลายใบม้วนงอ และผลผลิตลดลง
- ก่อนปลูกควรไถดะ ตากดิน ไว้ 7-14 วัน แล้วไถพรวน 1-2 ครั้ง
- กำจัดวัชพืชและไถคราด ใส่ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกรองพื้น 2-4 ตัน/ไร่ ในขั้นตอนไถคราด
- ในพื้นที่ที่เคยมีโรคเหี่ยวระบาดมาก่อน ให้ใช้ปูนขาวรองพื้น อัตรา 200-400 กก./ไร่
- ยกร่องปลูกกว้าง 1-1.2 เมตร ยาวตามขนาดของพื้นที่ มีร่องกว้างระหว่างแปลงปลูก 0.5-0.8 เมตร
หยอดเมล็ดพันธุ์ 3-4 เมล็ด/หลุม กลบทับด้วยปุ๋ยคอก หนา 5 ซม. คลุมหญ้าแห้งหรือฟาง(ถ้ามี) รดน้ำตามทันที
การให้น้ำ :
- ในพื้นที่ปลูก 1 ไร่ ต้องการน้ำเพื่อการเติบโต 500-1,500 มม./ปี
- เป็นพืชที่ต้องการน้ำอย่างสม่ำเสมอไม่ควรให้ขาดน้ำ และไม่ควรให้น้ำแฉะเกินไปหรือขังแปลง จะทำให้ต้นถั่วตายได้
- การให้น้ำ รดน้ำให้ชุ่มพอประมาณ ช่วง 1-7 วันแรก ควรให้น้ำทุกวันวันละ1 ครั้ง
- ระบบการให้น้ำอาจใช้วิธีการใส่น้ำเข้าตามร่อง หรือ อาจจะใช้วิธีการตักรดโดยตรง (ขึ้นอยู่กับแหล่งน้ำที่มี)
 

Hilight-Kaset/31_5_11401_1.jpg

การให้ปุ๋ย :
- ต้องการใช้ธาตุฟอสฟอรัส(P) ค่อนข้างสูง ควรใช้ปุ๋ยที่มีไนโตรเจน(N),ฟอสฟอรัส(P),โพแทสเซียม(K) ในอัตราส่วน NPK = 1:2:1
- ในดินร่วน-ร่วนทราย ใช้ปุ๋ยสูตร 12-24-12,15-10-5 ในดินเหนียว ใช้สูตร 15-15-15 ,ดินทราย ใช้สูตร 13-13-21 อัตรา 50 - 100 กก./ไร่ (หากใช้ร่วมกัยปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอก ลดเหลือ 30-50 กก./ไร่) แบ่งใส่ 2 ครั้ง ครั้งแรก รองก้นหลุม ครั้งที่ 2 ใส่เมื่อเริ่มออกดอก ด้วยการหว่านปุ๋ย 2 ข้างแถว แล้วพรวนดินกลบ
- ในพื้นที่ที่พบว่าเคยมีการระบาดของโรคเหี่ยวมาก่อนให้ใช้ปุ๋ยสูตร 12-24-12 อัตรา 20-25 กก./ไร่ แบ่งใส่ 2 ครั้ง ครั้งแรก รองก้นหลุม ครั้งที่ 2 ใส่เมื่อเริ่มออกดอก 2 ข้างแถว แล้วพรวนดินกลบ
การดูแล :
- หลังปลูก 5-7 วันเมล็ดจะเริ่มงอก
- เมื่อต้นอ่อนมีใบจริง 3- 4 ใบ หรือ สูง 10 ซม.( 1คืบ) เลือกถอนต้นที่ไม่สมบูรณ์ทิ้ง เหลือไว้หลุมละ 2ต้น และพรวนดินรอบหลุม
- หลังปลูก15-20 วัน จะเริ่มมีใบจริง 4-5 ใบ เริ่มทอดยอดเลื้อย ให้ขึ้นค้างถั่ว โดยเลือกทำค้างตามวัสดุที่หาได้แต่ควรให้ค้างมีความสูง 2.5-3 เมตร(ตามความเหมาะสม)
- ช่วงแรกให้ให้มือจับยอดถั่วพันไม้ค้างแบบทวนเข็มนาฬิกา
 

Hilight-Kaset/31_6_ค้างถั่ว.jpg

ตัวอย่างค้างถั่วฝักยาวแบบต่างๆ

 

Hilight-Kaset/31_7_ตาราง_ถั่วฝักยาว.jpg

ปฏิทินการปลูก-ดูแลถั่วฝักยาว

 

โรคที่สำคัญ :

- โรคเหี่ยว (Fusarium wilt) เกิดจากเชื้อรา Fusarium oxysporum พืชจะมีอาการต้นเหี่ยวจากใบด้านล่างกระจายเป็นหย่อมๆ ขึ้นไปข้างบน จนสุดท้ายจะเหลืองแห้งตายทั้งต้น โรคนี้จะเริ่มพบเมื่อถั่วฝักยาวมีอายุได้ 1 เดือน และในพื้นที่ดินกรดจัด และ มีความชื้นสูง ป้องกันกำจัดด้วย การหว่านปูนขาว อัตรา 200-400 กก./ไร่ ร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์ 2- 4 ตัน/ไร่ หากยังไม่ระบาดมากป้องกันด้วยการใช้นำปูนใสรดให้ทั่ว ไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมีจัดการ
- โรคราแป้ง(Powdery mildew) เกิดจากเชื้อรา Oidium sp. พืชที่เป็นโรคจะมีอาการที่มองเห็นได้ชัดด้วยตาเปล่า คล้ายว่ามีผงแป้งสีขาวจับอยู่ที่ใบ เป็นกลุ่มๆ ในระยะที่การระบาดยังไม่มากหรือรุนแรง ต่อเมื่อมีการระบาดรุนแรงจะพบว่ามีผงแป้งเคลือบบนใบเต็มไปหมดและสุดท้ายใบจะเริ่มเหลือง ร่วง และ ทำให้ต้นถั่วฝักยาวตายได้อย่างรวดเร็ว ป้องกันกำจัดด้วยกำมะถันผง
- โรคราสนิม(Rust) เกิดจากเชื้อรา Uromyces fabae Pers. พืชที่เป็นโรคจะมีอาการเห็นชัดที่ใบ โดยเริ่มจากมองเห็นเป็นจุดสีเหลืองซีดเล็กๆ ใต้ใบ ต่อมาตรงกลางแผลจะนูน(สัมผัสได้) ส่วนด้านบนใบจะเห็นเป็นสีแผลสีเหลือง หากไม่มีการกำจัดใบจะเป็นจุดจำนวนมากและจะร่วงหล่นไป ป้องกันกำจัดด้วยกำมะถันผง**
- โรคใบด่าง(Yellow leaf curl) เกิดจากเชื้อไวรัส ในกลุ่ม PVY พืชที่เป็นโรคจะมีอาการใบด่างสีเหลืองสลับเขียว ซึ่งจะเห็นอาการของโรคได้ชัดบนใบอ่อน โรคนี้มีเพลี้ยอ่อนถั่วฝักยาวเป็นพาหะ หากพบพืชเป็นโรค ควรเริ่มจากการถอนต้นไปเผาทำลาย และกำจัดเพลี้ยอ่อนถั่วฝักยาว
- โรคใบจุด (Cercospora blight) เกิดจากเชื้อรา Cercospora sp. พืชที่เป็นโรคจะมีแผลบนใบเป็นจุดเนื้อเยื่อแห้งขนาด 1-12 ซม. รูปวงกลมสีน้ำตาล ตรงกลางแผลมีจุดสีดำเล็กๆ ซึ่งเป็นกลุ่มของเชื้อราที่ขึ้นเป็นกระจุกเรียงเป็นวงกลมซ้อนกันจนมองเห็นชัดด้วยตาเปล่า จึงมองเห็นแผลเป็นวงซ้อนกันหลาย ๆ ชั้น มักพบว่าพืชเป็นโรคนี้บนใบแก่ด้านล่าง หากพบพืชเป็นโรค ควรเริ่มจากการถอนต้นไปเผาทำลาย และกำจัดเพลี้ยอ่อนถั่วฝักยาว
** การใช้กำมะถันผงป้องกันกำจัดโรค : ป้องกันด้วยการฉีดพ่นกำมะถันผง อัตรา 30-40 กรัม/น้ำ 20 ลิตร สัปดาห์ละครั้งไม่ควรใช้ในขณะที่มีแสงแดดจัด และห้ามผสมสารเคมีอื่น
 

Hilight-Kaset/31_8_9795_2.jpg

ลักษณะของพืชที่ถูกแมลงประเภทเพลี้ยอ่อนเข้าทำลาย

แมลงศัตรูที่สำคัญ :
- หนอนแมลงวันเจาะต้นถั่ว (Bean fly) ตัวเต็มวัยของแมลงชนิดนี้ จะมีขนาดเล็ก สีดำ ชอบวางไข่ในเนื้อเยื่อถั่วฝักยาว เมื่อหนอนฟักออกจากไข่ ตัวหนอนระยะแรกจะอาศัยเติบโตกัดกินเนื้อเยื่ออยู่ภายใน พบเข้าทำลายในระยะต้นกล้า - ต้นโต หากเป็นต้นกล้าจะทำให้ตาย ถ้าต้นโตจะทำให้ต้นเหี่ยว
- หนอนเจาะฝักถั่วลายจุด (Bean pod borer) ตัวเต็มวัยเป็นผีเสื้อกลางคืนขนาดเล็ก ชอบวางไข่บนกลีบดอกถั่วฝักยาว หนอนระยะแรกมีสีขาวนวล ด้านบนมีสีน้ำตาลดำ เมื่อตัวหนอนออกจากไข่ก็จะเริ่มกัดกินเกสรภายในดอก ทำให้ดอกร่วง เมื่อตัวหนอนเริ่มโตขึ้นจะเข้าไปกัดกินภายในฝักถั่ว การป้องกันให้ไถพรวนพลิกหน้าดินตาก เพื่อกำจัดดักแด้ที่อาศัยอยู่ในดิน
- หนอนกระทู้หอม (Beet armywarm) ตัวเต็มวัยเป็นผีเสื้อกลางคืน วางไข่เป็นกลุ่มสีขาวมีขนปกคลุมอยู่บริเวณใต้ใบถั่ว ซึ่งหนอนกระทู้หอมจะสร้างความเสียหายให้แก่ถั่วฝักยาวรุนแรงมากเมื่ออยู่ในวัยที่ 3 ขึ้นไป หนอนจะกัดกินทุกส่วนของถั่วฝักยาว เมื่อโตเต็มที่จะเข้าดักแด้ในดิน วิถีป้องกันเบื้องต้นให้เก็บกลุ่มไข่และตัวหนอนไปทำลาย และไถพรวนพลิกหน้าดินตาก เพื่อกำจัดดักแด้ที่อาศัยอยู่ในดิน
- แมลงวันหนอนชอนใบ(Leaf miner) ตัวเต็มวัยเป็นเป็นแมลงวันขนาดเล็ก ชอบวางไข่ในผิวใบถั่วฝักยาว หนอนชอนใบ ทำให้เกิดทางสีขาวบนใบ หากมีการระบาดรุนแรงจะทำให้ใบร่วง การป้องกันเบื้องต้นให้เก็บส่วนที่พบว่ามีหนอนแมลงวันหนอนชอนใบไปเผาทำลาย
- หนอนกระทู้ผัก (Common cutworm) ตัวเต็มวัยเป็นผีเสื้อกลางคืน วางไข่เป็นกลุ่มก้อนสีน้ำตาลมองดูคล้ายฟางข้าวนับร้อยฟองตามใต้ใบ ตัวหนอนในระยะแรกจะอยู่รวมกันกัดกินผิวใบเป็นกลุ่ม เมื่อโตขึ้นจะย้ายไปกัดกินส่วนอื่นๆ ให้ได้รับความเสียหายมาก เมื่อหนอนโตเต็มที่จะไปเข้าดักแด้ในดิน การป้องกันให้ไถพรวนพลิกหน้าดินตาก เพื่อกำจัดดักแด้ที่อาศัยอยู่ในดิน
- เพลี้ยไฟ (Thrips)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...