เจาะสงคราม “ร้านกาแฟ” ในปั๊มน้ำมัน สู่เชนกาแฟนอกปั๊ม
ปั๊มน้ำมันเวลานี้ไม่ได้ทำรายได้จากการขายน้ำมันเท่านั้นแต่ยังแปลงสภาพกลายเป็น“ศูนย์การค้า” ขนาดย่อมทำเงินจากธุรกิจค้าปลีกอย่างเป็นล่ำเป็นสัน
เป็นการกระจายความเสี่ยง ไม่ต้องพึ่งพารายได้จากการขาย น้ำมันเพียงอย่างเดียว
กว่า10 ปีที่ผ่านมาธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน จึงเลือกวางแพลตฟอร์มการกระจายความเสี่ยงทางธุรกิจผ่านโครงสร้างธุรกิจนอนออยล์ เป็นยุทธศาสตร์หลัก แล้วขับเคลื่อนอย่างหนัก จนสามารถเปลี่ยนจากรายได้เสริมมาถึงจุดที่เป็นรายได้หลักได้สบาย ยักษ์ใหญ่ในธุรกิจที่มีอยู่เกือบทุกแบรนด์ในตอนนี้ ล้วนเลือกวางเป้าหมายที่จะผลักดันสัดส่วนรายได้ระหว่างออยล์และนอนออยล์ให้ถึงระดับ50:50 เหมือนๆ กัน
รายได้กว่า10,000 ล้านของคาเฟ่อเมซอนตัวจุดพลุศึกกาแฟปั๊ม
ร้านกาแฟในสถานีบริการน้ำมันหรือปั๊มน้ำมันเป็นหนึ่งในธุรกิจที่สร้างรายได้และทำกำไรสูงสุด สะท้อนจากคาเฟ่ อเมซอน ร้านกาแฟของปตท.ที่สามารถสร้างรายได้พุ่งขึ้นแตะระดับ10,000 ล้านบาท ในปี2560 พร้อมกับการขึ้นเป็นผู้นำในตลาดร้านกาแฟ ด้วยส่วนแบ่งตลาด40% และจากนี้ คาเฟ่ อเมซอนจะเป็นตัวแปรสำคัญที่จะทำให้ร้านกาแฟในสถานีบริการน้ำมันกลายเป็นแนวรบที่ร้อนแรงขึ้นอย่างแน่นอน
คาเฟ่อเมซอนทำธุรกิจเข้าสู่ปีที่16 สร้างวัฒนธรรมการดื่มกาแฟในปั๊มน้ำมันให้กับคนไทยเป็นที่สำเร็จ ด้วยราคากลางๆ เข้าถึงกลุ่มคนได้ง่ายและมีจำนวนสาขากว่า2,000 แห่ง ตามจำนวนปั๊มปตท. ที่มีอยู่เกือบครบทุกปั๊ม
แต่ละสาขาออกแบบตกแต่งไปในทิศทาเดียวกันเมื่อบวกกับจุดได้เปรียบในเรื่องทำเลที่อยู่ติดถนนใหญ่การเข้าถึงทำได้โดยง่ายจากกลุ่มนักเดินทางขยายไปยังกลุ่มคนทั่วไป
ยิ่งจำนวนสถานีบริการของปตท.จากปี2560 มีอยู่ประมาณ1,640 แห่ง จะเพิ่มขึ้นเป็น1,800 แห่ง และจะเพิ่มเป็น2,560 แห่งภายในปี2565 ซึ่งย่อมหมายถึงจำนวน คาเฟ่ อเมซอนที่จะเพิ่มขึ้นในทิศทางเดียวกัน
องค์ประกอบเหล่านี้เองที่ส่งให้คาเฟ่อเมซอนได้เปรียบในแง่การเข้าถึงผู้บริโภคและสร้างให้แบรนด์เป็นที่จดจำและความคุ้นเคยในการใช้บริการ
กระทั่งเวลานี้คาเฟ่อเมซอนสามารถต่อยอดจากร้านกาแฟไปปั๊มไปสู่การสาขานอกปั๊มขยายสาขาในศูนย์การค้าไฮเปอร์มาร์เก็ตตลอดจนย่านชุมชนด้วยไซส์ขนาดเล็กห้องแถวเดียวทำให้การขยายได้ง่ายขึ้นก้าวไปสู่การเป็นผู้เล่นในตลาดกาแฟนอกบ้านรวมทั้งกาแฟเทคโฮมซึ่งมีมูลค่าถึง26,700 ล้านบาท เฉพาะตลาดร้านกาแฟ มีมูลค่า17,000 ล้านบาท ซึ่งคาเฟ่อเมซอนได้กลายเป็นหนึ่งในแบรนด์ทางเลือกของผู้บริโภคที่ชื่นชอบกาแฟสดในราคาไม่สูงมาก
สตาร์บัคส์“หยั่งเชิง” ธุรกิจร้านกาแฟในปั๊มไทย
การเติบโตของธุรกิจร้านกาแฟในปั๊มน้ำมันอย่างที่มีนัยสำคัญเป็นการสะท้อนถึงไลฟ์สไตล์การดื่มกาแฟของคนไทยที่ขยายวงกว้างขึ้นอย่างชัดเจน ประกอบกับร้านกาแฟระดับพรีเมี่ยมในปั๊มน้ำมันยังเป็นช่องว่างที่ไม่มีแบรนด์ใดครองตลาดได้เบ็ดเสร็จ
เหล่านี้น่าจะเป็นปัจจัยกระตุ้นให้สตาร์บัคส์ตัดสินใจเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงลูกค้าในปั๊มน้ำมันโดยร่วมมือกับเอสโซ่ เปิด3 สาแรกที่เอสโซ่ สาขาบางบัวทอง นนทบุรี, วังมะนาวเพชรบุรีและกาญจนบุรี
นับเป็นความลงตัวในฐานะพันธมิตรระหว่างเอสโซ่กับสตาร์บัคส์แบรนด์อเมริกันที่มีจุดขายความ“พรีเมี่ยม” เพื่อยกระดับธุรกิจให้อยู่เหนือการแข่งขันที่รุนแรง ซึ่งแผนการขยายปั๊มน้ำมันของเอสโซ่ปี2561 จะเปิดเพิ่ม80 แห่ง จากสิ้นปีที่ผ่านมามีจำนวน553 แห่ง50 แห่งเป็นการเปลี่ยนจากเพียวมาเป็นเอสโซ่ ผ่านการควบรวมธุรกิจและอีก30 แห่งสถานีบริการใหม่
ปัจจุบันสตาร์บัคส์ มีจำนวนสาขาประมาณ321 แห่งทั่วประเทศ ในรูปแบบสาขามาตรฐานในห้างสรรพสินค้า สาขาเดี่ยว(Stan alone) ตามพื้นที่ชุมชน ย่านธุรกิจ ย่านเมือง และสาขาเป็นโมเดลพิเศษลักษณะUnique ในทำเลที่โดดเด่นและมีเรื่องราว
ล่าสุดสตาร์บัคส์วางแผนเข้าเจาะช่องทางใหม่ๆเพิ่มขึ้นอาทิสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินโครงการคอนโดมิเนียมและรวมถึงในปั๊มเอสโซ่โดยมีเป้าหมายเดินหน้าตามแผนเปิดร้านสาขาให้ครบ400 สาขา ภายในปี2562 โดยในปี2560 สตาร์บัคส์มีรายได้รวม7,006 ล้านบาท เพิ่มขึ้น15.78% ซึ่งเป็นระดับการขยายตัวที่สูงที่สุดในรอบ20 ปี
สงคราม “ร้านกาแฟ” ที่ปั๊มน้ำมัน
สำหรับธุรกิจร้านกาแฟในปั๊มน้ำมันขณะนี้ต้องถือ“ดุเดือด” จากบรรดาผู้ท้าชิงที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นทุกขณะแต่ละแบรนด์ต่างเร่งเติมแนวรุกกันอย่างไม่ลดละโดยเฉพาะแผนการขยายสาขาซึ่งถือเป็นความได้เปรียบของร้านกาแฟระดับกลางที่สัดส่วนกำไรต่อหน่วยไม่สูงจึงต้องสร้างวอลุ่มในการขาย
เริ่มที่ บางจากที่ปักหมุดร้านกาแฟอินทนิลขึ้นมาถึง457 สาขาและเข้าแทรกในตลาดร้านกาแฟระดับพรีเมี่ยมด้วยแบรนด์“อินทนิลการ์เด้น” **ได้อีกกว่า40 สาขา ปัจจุบันอินทนิลสร้างรายได้ให้บางจากในกลุ่มนอนออยล์ถึง70% และมีเป้าหมายจะเพิ่มจำนวนภายในสิ้นปี2561 ประมาณ600 สาขา
พีทีจี เป็นอีกค่ายที่วางโรดแมปของธุรกิจกาแฟผ่านการสร้างแบรนด์“พันธุ์ไทย*” *มีจำนวนสาขาขณะนี้150 แห่งและวางแผนจะเปิดสาขาใหม่ปีละ200 สาขาโดยจะรุกทั้งสาขาในและนอกปั๊ม
นอกจากนี้พีทีจีได้ซื้อกิจการของ คอฟฟี่เวิลด์(Coffee World) ในประเทศไทยที่มี 100 สาขาผ่านบริษัทลูกอย่าง บริษัท กาแฟพันธุ์ไทย จำกัด ปิดดีลที่205 ล้านบาท และตั้งเป้าจะขยายเป็น140 สาขา ซึ่งในส่วนนี้จะเป็นธุรกิจพรีเมี่ยมเพื่อผลักดันรายได้ในส่วนของธุรกิจนอกปั๊มน้ำมัน
ส่วน เชลล์ พัฒนาร้านกาแฟ เดลี่คาเฟ่(delicafé) ซึ่งเชลล์ทั่วโลกจะมีร้านเดลี่ คาเฟ่ แต่ในไทยจะแตกต่างเพราะเป็นแห่งแรกของโลกที่ชูคอนเซปต์Breathing Space to Recharge ซึ่งลูกค้าสามารถพักผ่อน ดื่มกาแฟและขนมสูตรเฉพาะ โดยมีแผนจะเปิดร้านเดลี่ คาเฟ่ ปีละอย่างน้อย30 สาขา จากตอนนี้มีอยู่55 สาขา
ในปีที่ผ่านมาเชลล์ลงทุนขยายร้านเดลี่คาเฟ่ใหม่รวม26 แห่ง จากที่ได้รับการยอมรับเพิ่มขึ้นทำให้เชลล์จัดตั้งทีมเพื่อมาดูแลธุรกิจกาแฟโดยเฉพาะ และตั้งเป้า“สร้างแบรนด์” ให้เป็นที่รู้จักให้มากขึ้น ล่าสุดเดลี่คาเฟ่ได้เพิ่มรูปแบบไดรฟ์ทรู เพื่อความสะดวกพร้อมกับขยายผลิตภัณฑ์กาแฟแบบขวดพร้อมดื่มหรือ“เดลี่ทูดริ้งก์” (Deli to Drink) ออกมาทำตลาด ราคาจำหน่ายอยู่ที่ประมาณ45 บาท/ขวด โดยกาแฟเดลี่ทูดริ้งก์จะเน้นไปที่ความสดใหม่ ไม่ใส่สารกันบูดและได้รสชาติกาแฟที่แท้จริง
การวางเกมรุกเพื่อขยายฐานรายได้ของธุรกิจร้านกาแฟในปั๊มน้ำมันขณะนี้ได้ก้าวข้ามจากยุคของธุรกิจรองสู่ธุรกิจหลักในฐานะแม็กเนตที่จะมีผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการเพราะทุกค่ายต่างพยายามเพิ่มจำนวนสาขาสร้างบรรยากาศให้สวยงามแตกต่างพัฒนาเมนูหลักและรองให้มีความโดดเด่นไม่แพ้ร้านกาแฟแบรนด์ดัง
ปัจจัยเหล่านี้นอกจากจะสะท้อนถึงความดุเดือดทางธุรกิจแล้วยังบ่งชี้ถึงไลฟ์สไตล์และรสนิยมการดื่มกาแฟรวมถึงการให้ความสำคัญกับแบรนด์ของคนไทยได้เป็นอย่างดี.