TIP ถึงเวลาเปลี่ยนแปลง หลังประกันวินาศภัยไม่โตดั่งใจ
จุดเปลี่ยนของ “ทิพยประกันภัย” หรือ TIP สู่องค์กร “โฮลส์ดิ้งคอมพานี” ก็เพื่อหนี้ธุรกิจที่กำลังเติบโตอย่างจำกัด ทั้งกำไรการรับประกัน กำไรจากการลงทุน และธุรกิจประกันภัยที่อาจถูกดิสรัปชั่นในอนาคตอันใกล้ ทำให้การปรับโครงสร้างธุรกิจถึงเวลาต้องเปลี่ยน
“จริงๆแล้วแผนโฮลดิ้งคอมพานี เป็นแนวทางที่วางไว้มาหลายปีแล้ว และโควิด-19 ก็เป็นหนึ่งในตวเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ นอกเหนือจากเรื่องของกำไรการรับประกันที่ลดลง กำไรจากการลงทุนที่หาได้ยากขึ้นในภาวะดอกเบี้ยต่ำ และการเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจในยุคดิจิทัล” สมพร สืบถวิลกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือ TIP กล่าว
ข้อมูลจากสมาคมประกันวินาศภัยไทย สะท้อนออกมาว่ากำไรจากการรับประกันภัยของภาคธุรกิจลดลงตั้งแต่ปี 2556 ที่มีกำไรจากการรับประกันภัย 20,623 ล้านบาท และกำไรค่อยๆลดลงต่อเนื่อง ปี 2557 อยู่ที่ 16,114 ล้านบาท ปี 2558 อยู่ที่ 11,694 ล้านบาท ปี 2559 อยู่ที่ 6,975 ล้านบาท ปี 2560 อยู่ที่ 5,949 ล้านบาท และปี 2561 อยู่ที่ 4,938 ล้านบาท กำไรจากการรับประกันที่ลดลงอย่างมากสะท้อนการแข่งขันที่รุนแรงของภาคธุรกิจด้วยการเล่นสงครามราคา
สมพร บอกว่า อดีตสามารถขาดหวังกำไรจากการรับประกันภัยได้ 8-12%แต่วันนี้ทำได้ 5% ก็ยังถือว่ายาก และยิ่งกำไรจากการลงทุนในช่วงที่ตลาดหุ้นมีความผันผวนสูง และอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำไปอีกพักใหญ่เช่นนี้ ยิ่งทำให้กำไรของภาคธุรกิจประกันวินาภัยบางมากขึ้นไปอีก
และนี่คือสาเหตุที่ทำให้ TIP ปรับเปลี่ยนธุรกิจไปสู่ บมจ. ทิพย กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ เพื่อเปิดโอกาสในการขยายธุรกิจที่มีแนวโน้มเติบโตดี และสนับสนุนการดำเนินงานของธุรกิจอย่างประกันวินาศภัย ซึ่งแผนงานจะแล้วเสร็จในไตรมาสแรกของปี 2564
สมพร เล่าว่า TIPจะมีข้อจำกัดด้านการลงทุน ซึ่งทำให้การเติบโตทางธุรกิจถูกจำกัดไปด้วย เพราะบริษัทมีแผนในการเข้าไปขยายธุรกิจต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศในกลุ่ม CLMV รวมถึงธุรกิจสตาร์ทอัพที่สามารถเข้ามาสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจหลักอย่างประกันวินาศภัยได้
TIP มีแผนที่จะขยายตลาดประกันภัยบนแพลตฟอร์มออนไลน์ 100% แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ทำตลาดแบบดั่งเดิม (Traditional) เพราะลูกค้ามีความต้องการหลากหลาย บางรายยังต้องการบริการจากพนักงานของบริษัท ซึ่งTIP ก็สนองบริการให้ได้ แต่ช่องทางออนไลน์คือโอกาสในอนาคตที่ยังไงก็ต้องเดินไป ดังนั้นการเข้าลงทุนในสตาร์อัพที่สามารถสนับสนุนธุรกิจประกันวินาศภัยจึงเป็นการสร้างการเติบโต
เช่นเดียวกัน การขยายตลาดออกไปต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีธุรกิจประกันภัยใน สปป.ลาว และกำลังเดินหน้าขยายตลาดในกัมพูชา ซึ่งเป็นแผนที่เตรียมการไว้ตั้งแต่ก่อนเกิดโควิด-19 ซึ่งปัจจัยดังกล่าวทำให้ TIP ต้องชะลอแผนออกไป แต่คาดว่าในปี 2564 จะเห็นความชัดเจนในการขยายตลดาประกันภัยในกัมพูชามากขึ้น
สมพร บอกว่า กัมพูชาเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง มีนักลงทุนต่างชาติเข้ามาขยายธุรกิจ มีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมาก ดังนั้นจึงเป็นโอกาสของภาคธุรกิจ ส่วนแผนการเข้าไปลงทุนก็มีโอกาได้ทั้งร่วมทุนกับบริษัทในพื้นที่ รวมถึงดึงพันธมิตรของTIPที่มีอยู่แล้วเข้าไปลงทุน
อย่างไรก็ตามการขยายโอกาสทางธุรกิจด้วยรูปแบบการลงทุนใหม่ ไม่ได้แปลว่าตลาดประกันภัยในไทยไม่น่าสนใจแล้ว สมพร บอกว่า ในส่วนของแบบประกันภัยที่ยังทำกำไรได้สูงก็ยังมีอยู่ โดยเฉพาะแบบประกันอัคคีภัย ที่ปัจจุบันเป็นผลิตภัณฑ์ที่ให้กำไรจากการรับประกันภัยสูงที่สุด ขณะที่ประกันภัยรถยนต์ ซึ่งเป็นพอร์ตงานส่วนใหญ่ของภาคธุรกิจกลับเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทำกำไรได้น้อยสุด
“ประกันอัคคีภัยแม้จะทำกำไรได้มาก แต่เป็นผลิตภัณฑ์ที่ไม่ค่อยได้รับความสนใจจากลูกค้านัก และลูกค้าส่วนใหญ่เป็นรายย่อยทำให้การขยายตลาดไม่ได้เติบโตรวดเร็ว ต่างจากประกันภัยรถยนต์ที่เป็นรายย่อยแต่ทุกคนให้ความสำคัญ ส่วนประกันภัยที่เกี่ยวกับงานวิศวกรรมที่ล้อไปกับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ซึ่งแม้กำไรจากการรับประกันภัยดี แต่ก็มีความเสี่ยงสูงโดยเฉพาะหากเกิดเหตุขึ้นมาแต่ละครั้งจะเป็นความเสียหายขนาดใหญ่”
สำหรับ TIP ภายใต้สถานการณ์โควิด-19 แม้จะผ่านไปได้ดี ด้วยผลประกอบกานครึ่งปีแรกโตสวนกระแสเศรษฐกิจ ทำกำไรสุทธิทะลุ 1,052.57 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% เบี้ยประกันภัยรับรวม 11,615.54 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24.86% ส่วนครึ่งปีหลังยังมั่นใจว่าสามารถเติบโตได้ตามเป้าหมายที่ 6% เนื่องจากงานรับประกันของTIP ในครึ่งปีแรกเติบโตทุกส่วน
แม้กระทั้งประกันภัยรถยนต์ที่สามารถโตได้ราว 34% ในช่วงวิกฤติโควิด-19 ที่มีการล็อกดาวน์เมืองจนทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดลง ยอดขายรถใหม่ตก แต่เพราะการขยายตลาดทางตรง (Direct) จึงทำให้การเติบโตของประกันภัยรถยนต์ดีขึ้น เช่นเดียวกับประกันโควิด ของTIP
สมพร มีมุมมองว่าในปี 2564 วิกฤติโควิดตที่เริ่มคลาย จากการอัดนโยบายจากภาครัฐในการเยียวยาฟื้นฟูต่างๆ ดังนั้นแม้ TIP จะไม่ได้มีงานประกันภัยโควิดเข้ามาในปริมาณมากเหมือนต้นปี 2563 แต่จากการทยอยฟื้นตัวของหลายๆ ธุรกิจ ก็จะเป็นปัจจัยบวกต่อประกันภัยด้วยเช่นกัน รวมถึงการตระหนักถึงความเสี่ยงด้านสุขภาพ และค่าใช้จ่ายในการรักษา หลังจากเหตุการณ์โควิด-19เกิดขึ้น เชื่อว่าจะทำให้ผู้บริโภคให้ตระหนักถึงความสำคัญของประกันภัยที่เข้ามาช่วยบริหารจัดการความเสี่ยงด้านการเงินมากขึ้น
ดูเหมือนการเปลี่ยนแปลงของTIPจะสะท้อนถึงการปรับตัวของภาคธุรกิจประกันวินาศภัยในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี ด้วยจำนวนบริษัทราว 60 แห่ง ทำให้เกิดการแข่งขันสูง กำไรจากการรับประกันภัยที่ลดลงทุกปี การลงทุนในภาวะดอกเบี้ยต่ำก็ยากลำบาก ดังนั้นการเป็นผู้อยู่รอดได้ในยุคนี้จึงต้องทำให้มากกว่าการเป็นผู้แข่งขัน นั่นหมายถึงเป็นผู้เริ่มต้นเพื่อก้าวเป็นผู้นำ