โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

จุดกำเนิดพ่อค้าชาว "จีน" กับธุรกิจ "โรงสีข้าว" ยุคแรกในสยาม จากความมั่งคั่งสู่การล้มละลาย

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 18 ก.ค. 2566 เวลา 12.25 น. • เผยแพร่ 18 ก.ค. 2566 เวลา 10.04 น.
โรงสีข้าวในอดีต

ชาวจีนอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งลงทุนทางอุตสาหกรรมการค้าข้าว และ โรงสีข้าว คือพวกพ่อค้าตามเมืองท่า

พวกนี้ผิดกับพวกนายอากร เพราะไม่ได้รับการอุปถัมภ์ทางการเมืองหรือได้รับการแต่งตั้งจากรัฐบาลในเมืองไทย พวกนี้ขยายธุรกิจด้วยการตั้งระบบตลาดให้โยงกัน และมีระบบการเงินที่สื่อถึงกันโดยการค้าทางทวีปเอเชีย ส่วนใหญ่อาศัยเมืองท่าที่สําคัญ 3 เมือง คือ ซัวเถา ฮ่องกง และสิงคโปร์ พวกนี้มีสาขาหรือสํานักงานใหญ่นอกกรุงเทพฯ และส่งสินค้าต่าง ๆ เข้ามา พร้อมทั้งส่งข้าวและสินค้าพื้นเมืองออกไปขายต่างประเทศ จนถึงยุโรปและเมืองจีน โดยผ่านเมืองท่าทั้งสามนั้น

กอม้าหัว และบริษัท หรือที่เรียกตามภาษาจีนว่า ห้างง่วนฮวดเส็ง เป็นแบบอย่างที่ดี บริษัทนี้ตั้งขึ้นโดยนายกอม้าหัว ซึ่งเป็นชาวแต้จิ๋ว เกิดที่อําเภอเท่งไฮ้ มณฑลกวางตุ้ง เขาเข้ามากรุงเทพฯ ในรัชกาลที่ 4 และทํางานการค้ากับพวกพิศาลบุตร ในต้น ค.ศ. 1870 เขาเข้าหุ้นกับพวกพิศาลบุตรด้วยการตั้ง โรงสีข้าว ที่ใช้เครื่องจักรไอน้ำเป็นแห่งแรกของคนจีน

นายกอม้าหัวเริ่ม โรงสีข้าว ด้วยอัตรากําลังเพียง 10 เกวียน หรือ 10 ตันต่อวัน ต่อมาขยายเป็นสีได้ 100 ตันต่อวัน ใช้ยี่ห้อว่า ง่วนฮวดเส็ง ลูก ๆ ของเขาสืบมรดกธุรกิจด้านโรงสีข้าวและขยายออกไปด้วยการสั่งสินค้าฝรั่งเข้ามาขายจากสิงคโปร์

จากการสํารวจบรรดาโรงสีข้าวต่าง ๆ ใน ค.ศ. 1898 นั้น กอม้าหัวและบริษัทมีโรงสีอย่างน้อย 3 โรง ในบรรดาทั้งหมด 42 โรงในกรุงเทพฯ ถือได้ว่าใหญ่เป็นที่สองของบรรดาโรงสีชั้นนําที่อาจผลิตข้าวได้เป็นอย่างมาก รองลงมาแต่ของสกุลพิศาลบุตรเท่านั้น (ก๊กนี้ใช้ยี่ห้อว่า กอฮ่องหลี) ครั้นถึง ค.ศ. 1908 นั้น กอม้าหัวและบริษัทมีโรงสีข้าวอย่างใหญ่ถึง 4 โรงในกรุงเทพฯ คือ ง่วนฮวดเส็ง ง่วนฮงเส็ง ง่วนเชียงเส็ง และง่วนฮั่วเส็ง มีลูกจ้างรวมทั้งสิ้นพันคน

มาถึงตอนนี้กอม้าหัวและบริษัทผลิตข้าวทุกระดับตั้งแต่เกรด 1 ที่ขายส่งออกไปยุโรป จนถึงข้าวชนิด (คาโก) ที่ขายลงเรือไปยังตลาดต่าง ๆ ในเอเชีย การขยายธุรกิจของบริษัทขึ้นอยู่กับพาณิชยการและระบบการสื่อสารของเขา ซึ่งมีทั่วทั้งเอเชีย ดังมีรายงานของฝรั่งเมื่อ ค.ศ. 1908 ว่า

นายกอม้าหัวเป็นชาวซัวเถาจากเมืองจีน บัดนี้นายกอกีสูน บุตรชาย สืบทอดตําแหน่งต่อ ถือกันว่าบุคคลผู้นี้เป็นผู้รู้คนสําคัญ ส่วนใหญ่เขาจะอยู่ที่ฮ่องกง แต่มักไปเยือนเมืองท่าต่าง ๆ เท่าที่ธุรกิจการค้าต้องการเขา..ศูนย์บัญชาการของบริษัทที่ฮ่องกงนั้นเป็นอาคารแบบจีนที่มีชื่อเสียงมาก เรียกกันว่ายวนฟัตหอง สาขาที่สิงคโปร์ใช้ยี่ห้อว่า ชอบง่วนฮวดจั่น สํานักงานต่าง ๆ ทางกรุงเทพฯ นั้นอยู่ตรงริมแม่น้ำ (ฝั่งธนบุรี) ตรงข้ามกับฟากที่มีธุรกิจ (ฝั่ง กรุงเทพฯ) (Arnold Wright & Oliver T. Breaks pear : Twentieth Century Impression of Siam. Its History, People, Commerce, Industries and Resources, London, Lloyd’s, 1908.)

ในช่วงสี่ทศวรรษจาก ค.ศ. 1890 ถึง 1930 ถือได้ว่ากอม้าหัวและบริษัทเป็นหนึ่งในสามของโรงสีข้าวที่ใหญ่ที่สุดในเมืองไทย

จากการสํารวจของบริษัทการค้าญี่ปุ่นใน ค.ศ. 1920 ว่าด้วยโรงสีข้าวในกรุงเทพฯ และจังหวัดใกล้เคียง ปรากฏว่ากอม้าหัวและบริษัทมีโรงสีอย่างใหญ่ห้าโรง รวมกันแล้วผลิตข้าวสารได้วันละ 990 เมตริกตัน หรือ 13% ของข้าวทั้งหมดที่ผลิตได้จากทุกโรงสีที่สํารวจได้ในเวลานั้น

ตัวเลขดังกล่าวแสดงว่ากอม้าหัวและบริษัทใหญ่เป็นที่สอง รองลงไปจากกลุ่มหลีเต็กโอเท่านั้น ในปีเดียวกันนี้ (ตุลาคม 1920) กอม้าหัวและบริษัทตกลงซื้อโรงสีข้าวที่เก่าแก่สุดอีกหลายโรง คือโรงสีติ๊ดหลี จากกิม พิศาลบุตร เชื้อสายของพ่อจินสือ

เพราะความสําเร็จทางด้านอุตสาหกรรมการค้าข้าวนี้เองที่บุตรนายกอม้าหัวที่ชื่อ กอฮุยเจี๊ยะ (หลวงประดิษฐ์ภัทรากร) ได้กลายเป็นผู้นําชุมชนจีนที่เด่นเป็นพิเศษ เมื่อตั้งหอการค้าจีนขึ้นในกรุงสยาม ใน ค.ศ. 1910 นั้น หลวงประดิษฐ์ภัทรากรเป็นผู้ริเริ่มและเป็นประธานหอการค้าจีนอยู่ถึงสี่ปี และเขาได้เป็นบุคคลสําคัญในการก่อตั้งสมาคมโรงสีข้าวไทยใน ค.ศ. 1911 ทั้งยังได้ตั้งโรงพยาบาลเทียนฮั้ว (อันเป็นโรงพยาบาลจีนที่เก่าแก่สุด) และโรงเรียนเผยอิง (อันเป็นโรงเรียนแต้จิ๋วที่เก่าแก่สุดในเมืองไทย) อีกด้วย

ข้อเท็จจริงดังกล่าวส่อว่าเริ่มแต่ ค.ศ. 1910 กลุ่มพ่อค้าพวกนี้ได้เจริญงอกงามขึ้นจนถึงระดับที่อาจผันความเป็นผู้นําของตนให้ปรากฏในชุมชนธุรกิจของชาวจีน

อีกกรณีที่น่าสนใจคือ หลีเต็กโอ (หรือนายถมยา) แห่งกลุ่มลี่คุณเส็ง บุคคลผู้นี้ก็มีบรรดาศักดิ์เป็นหลวงจิตรจํานงวาณิช ทั้ง ๆ ที่เขาไม่เคยเป็นนายอากรมาก่อน และไม่รู้กําพืดเดิมของเขา แม้จนการเริ่มกิจการของเขาว่าเป็นอย่างไร ก็ไม่ทราบกัน หากมีชื่อเขาปรากฏในเอกสารหลายฉบับหลัง ค.ศ. 1907/8

จากเอกสารเหล่านี้ แสดงว่าในปี 1908 หลีเต็กโอกลายมาเป็นหุ้นส่วนคนสําคัญและเป็นผู้จัดการใหญ่ของโรงสีขนาดใหญ่ถึงสองแห่งในกรุงเทพฯ คือโรงสีหลีเช็งจั่นและโรงสีนายถมยา สองโรงนี้สีข้าวทุกชนิดได้วันละ 500 ตัน สําหรับลงเรือไปขายยังฮ่องกง สิงคโปร์ สหราชอาณาจักร และเมืองท่าอื่น ๆ ในยุโรป นอกจากเป็นเจ้าของโรงสีดังกล่าวแล้ว นายถมยายังเป็นเจ้าของโรงผลิตอิฐและเป็นเจ้าของที่ดินคนสําคัญของกรุงเทพฯ อีกด้วย

ใน ค.ศ. 1908 หลีเต็กโอตั้ง ธนาคารจีโนสยาม ขึ้น ทุนจดทะเบียน 3 ล้านบาท ร่วมกับนายเซียวยู่เส็ง (ซึ่งได้บรรดาศักดิ์เป็นนายฉลอง นัยนาถ) ซึ่งเป็นเจ้าของธนาคารยู่เซ่งเฮงมาก่อน ผู้ร่วมหุ้นนอกจากนี้ก็หลวงโสภณเพชรรัตน์ แห่งบริษัทกิมเซ่งหลีและนายตันเซี่ยงกี่จั่น ซึ่งเป็นเจ้าของโรงสีข้าวหลายโรงและเป็นนายอากรด้วย ธนาคารพาณิชย์จีนที่ว่านี้ตั้งขึ้นด้วยจุดมุ่งหมายใหญ่ที่จะช่วยพวกโรงสีข้าวของนายหลีเต็กโอเป็นพิเศษ

สามปีต่อมา (มีนาคม 1911) นายหลีเต็กโอกับคณะบุคคลในธนาคารจีโนสยาม ได้เริ่มธุรกิจใหม่เพื่อขยายโรงสีข้าวและการขายข้าวสารส่งออกให้ยิ่งขึ้น ชื่อ บริษัทโรงสีข้าวสยาม ทุนจดทะเบียน 2 ล้านบาท หากครึ่งหนึ่งยืมมาจากพระคลังข้างที่ อีกครึ่งหนึ่งได้มาจากนายเซียวยู่เส็ง บริษัทกิมเซ่งหลีและตันเซี่ยงกี่จั่น

นายหลีเต็กโอรับผิดชอบโดยตรงกับการบริหารงานของบริษัทโรงสีข้าวสยามนี้ในฐานผู้จัดการใหญ่ ในขณะที่นายเซียวยู่เส็งรับผิดชอบเฉพาะด้านการเงิน ข้าวที่สีได้ขายส่งออกไปยังบริษัทดีแอนด์ฮอห์น ซึ่งเป็นตัวแทนจําหน่ายแต่ผู้เดียวในยุโรปของบริษัทโรงสีข้าวสยาม

เมื่อเริ่มกิจการใน 33 เดือนแรก บริษัทโรงสีข้าวสยามได้กําไรถึง 1,120,000 บาท และกล่าวกันว่า นายหลีเต็กโอคุมการค้าข้าวในเมืองไทยไว้ถึง 40% ในระหว่าง ค.ศ.1910-1911 แต่เกิดวิกฤตการณ์ด้านข้าวขึ้นในช่วง ค.ศ. 1919–1920 เป็นเหตุให้กระทบถึงธุรกิจโรงสีข้าวในกรุงเทพฯ อย่างแรง โรงสีข้าวของฝรั่งและของพวกนายอากรจีนหลายโรงต้องเลิกกิจการ บริษัทโรงสีข้าวสยามเองก็เผชิญกับปัญหาทางการเงินจนต้องเลิกกิจการ

ผิดกับกรณีของบริษัทกิมเซ่งหลี (ซึ่งล้มละลาย) แม้นายหลีเต็กโอจะเผชิญกับวิกฤตการณ์อย่างแรงแต่ก็ดำรงสถานะทางเศรษฐกิจไว้ได้ เขาและกิจการค้าส่งออกของเขาทางห้างหลีคุณเส็งนั้นกลับฟื้นคืนธุรกิจขึ้นได้ด้วยการรับซื้อบริษัทอื่นและนำออกให้เช่าช่วง จนเขาได้กลายเป็นเจ้าของ โรงสีข้าวและบริษัทส่งออกที่ใหญ่ที่สุดในเมืองไทย ในปี ค.ศ. 1920

กล่าวคือ นายหลีเต็กโอหรือกลุ่มห้างหลีคุณเส็งของเขาเป็นเจ้าของหรือเช่าช่วงโรงสีใหญ่มาดําเนินกิจการถึง 10 โรง รวมทั้งกวางเฮงเส็ง กวางง่วนหลี และกวางเต็กเล็ง ทั้งหมดนี้อาจสีข้าวได้วันละ 1,360 เมตริกตัน หรือ 18% ของบรรดาอํานาจการผลิตข้าวสารของทั้ง 72 โรงสี ที่ตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ และจังหวัดใกล้เคียง

นอกจากอุตสาหกรรมโรงสีข้าวแล้ว นายหลีเต็กโอยังค้าข้าวสารส่งออกอย่างแข็งแรง เขามีสาขาที่สำคัญนอกประเทศ 2 แห่ง คือกวางง่วนเส็งที่ฮ่องกง และเม่งซุ่นเส็งที่สิงคโปร์ เขาส่งข้าวสารออกจากเมืองไทยให้โรงสีข้าวอื่น ๆ ที่ไม่มีสาขาในต่างประเทศด้วย

นายหลีเต็กโอคงคุมตลาดการค้าด้านโรงสีข้าวและการส่งออกอยู่อย่างใหญ่ยิ่งที่สุด จน ค.ศ. 1929 ซึ่งกล่าวกันว่าเขาคุมการส่งข้าวสารออกจากเมืองไทยถึง 60% แต่วิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจที่เริ่มแต่ ค.ศ. 1929 ที่เกิดจากการเงินในสหรัฐฟุบแฟบลง ทำให้เขาต้องให้เช่าโรงสีข้าวไปเสีย 2 โรง และต้องเลิกกิจการด้านโรงสีข้าวอีก 2 โรงด้วย ครั้นถึง ค.ศ. 1930 เขาก็ล้มละลาย เป็นหนี้อยู่ถึง 444,651 บาท (ตัวเลขจริงนั้น 2 ล้านบาท) ศาลประกาศให้เขาเป็นบุคคลล้มละลายเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 1931

วิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจของโลกขยายตัว จาก ค.ศ. 1930 ถึง 1932 มีผลมาถึงไม่แต่กับกลุ่มห้างหลีคุณเส็ง หากรวมถึงโรงสีข้าวอื่น ๆ ด้วย เช่น กิมเซ่งหลี โล่เม่งเส็ง และตันเซี่ยงกี่จั่น และในขบวนการดังกล่าว พวกนายอากรเก่า ๆ ก็ได้ปลาสนาการไปสิ้นจากธุรกิจการค้าข้าว พร้อมกันนั้นกอม้าหัวและบริษัทก็ล้มละลายลง เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 1931 ด้วย ดังโรงสีข้าวใหญ่อีกแห่งคือ กวางฮับเส็ง ก็ปิดกิจการลง เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 1931 เกิดพวกโรงสีข้าวอย่างใหม่ขึ้นมาแทนที่

พวกนี้สร้างกิจการขนาดยักษ์และจักรวรรดิทางธุรกิจโดยอาศัยอุตสาหกรรมการค้าข้าวที่เริ่มศักราชใหม่ จาก ค.ศ. 1930 เป็นต้นมา

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

หมายเหตุ :

แปลจาก Capital Accumulation in Thailand 1855-1985 by Suehiro Akira, The Centre for East Asian Cultural Studies,Tokyo 1989. หน้า 83-87

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 24 มกราคม 2563

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...