โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

FA ย้ำ SFT เข้าเทรดแค่จุดเริ่มต้น ผู้บริหารคาดรายได้โตเกิน 10%

Wealthy Thai

อัพเดต 01 ส.ค. 2566 เวลา 19.39 น. • เผยแพร่ 15 ม.ค. 2564 เวลา 14.48 น.

SFT หนึ่งในผู้นำการให้บริการ Labeling Solutions แบบครบวงจร ได้เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ วันนี้เป็นวันแรก ทำราคาเปิดการซื้อขายที่ 3.72 บาท ลดลง 2.1% จากราคาไอพีโอที่ระดับ 3.80 บาท แต่หลังจากนั้นราคาหุ้นก็ปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนล่าสุดทำราคาเหนือจองไอพีโอแล้ว

นายคมกฤต มีคำสัตย์ กรรมการผู้จัดการ สายงานตลาดทุน บริษัทหลักทรัพย์ อาร์เอชบี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้น บริหาร บริษัท ชริ้งเฟล็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ SFT กล่าวว่า จากราคาหุ้นเกิดจากหลายๆ ปัจจัย ทั้งในประเทศที่มีประเด็นทางการเมือง ส่วนต่างประเทศก็เกิดการระบาดของ COVID-19 แต่ด้วยราคาเปิดดังกล่าว เรามองว่าจะไม่สะท้อนศักยภาพของ SFT โดยไตรมาส 3 ยังถือว่าจะมีผลงานที่ดีอีกด้วย

ทั้งนี้การเข้าตลาดหุ้นเป็นเพียงจุดเริ่มต้น อยากให้มองระยะยาว เพราะธุรกิจของบริษัทอยู่ในเทรนด์สินค้าอุปโภคบริโภค โดยฉลากฟิล์มไม่เพียงแค่ทำให้สินค้าสวยงาม แต่การที่จะนำสินค้าไปงวางจำหน่ายต้องมีการบอกรายละเอียดต่างๆ จำนวนมาก ทำให้สินค้าทุกชนิดต้องใช้ฉลาก

SFT เป็นบริษัทที่มีศักยภาพดำเนินธุรกิจที่แข็งแกร่ง โดยเป็นหนึ่งในผู้นำการให้บริการ Labeling Solutions ด้วยผลิตภัณฑ์ฉลากฟิล์มหดรัดรูปแบบครบวงจร ตั้งแต่การให้คำปรึกษาเกี่ยวกับบรรจุภัณฑ์ การเลือกรูปทรงบรรจุภัณฑ์และการออกแบบฉลากผลิตภัณฑ์ รวมถึงให้คำปรึกษาด้านเทคนิคการหดตัวของฉลากฟิล์ม (ชริ้ง) เพื่อตอบสนองความต้องการลูกค้าในหลากหลายอุตสาหกรรม อาทิ กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์ความงามและของใช้ในครัวเรือน

ทั้งนี้ SFT ยังเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันทางธุรกิจ จากแผนลงทุนขยายกำลังการผลิตและเพิ่มไลน์ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ช่วยให้ประสิทธิภาพการบริหารจัดการต้นทุนด้านการผลิตที่ดี รวมถึงแนวทางดำเนินงานที่มีทีมบุคลากรทำงานร่วมกับลูกค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อพัฒนาฉลากฟิล์มหดรัดรูปให้เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์ของลูกค้าที่มุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มให้แบรนด์สินค้า เป็นผลให้ที่ผ่านมา SFT ได้รับความไว้วางใจจากผู้ประกอบการรายใหญ่หลายรายมายาวนาน อาทิ บริษัท โออิชิ เทรดดิ้ง จำกัด, บมจ.อิชิตัน กรุ๊ป, บมจ.ศรีนานาพร มาร์เก็ตติ้ง, บริษัท คอสมอส บริวเวอรี่ (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท เบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท ไลอ้อน (ประเทศไทย) จำกัด เป็นต้น

และด้วยปัจจัยดังกล่าว ทำให้ผลการดำเนินงานที่ผ่านมาของ SFT มีอัตราเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (ปี 2560-2562) มีอัตราเติบโตของกำไรสุทธิเฉลี่ย (Compound Average Growth Rate: CAGR) ร้อยละ 70.65 สะท้อนความแข็งแกร่งด้านผลประกอบการ จึงเชื่อมั่นว่า เมื่อ SFT เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ นั้น จะเป็นหุ้น Growth Stock ที่ได้ความสนใจจากนักลงทุนอย่างแน่นอน

นายซุง ชง ทอย ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SFT เปิดเผยว่า บริษัทมีจุดแข็งด้านประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมผลิตฉลากฟิล์มหดรัดรูปมานานกว่า 12 ปี เข้าไปช่วยตอบโจทย์ทางการตลาดสร้างภาพลักษณ์และมูลค่าให้แก่แบรนด์สินค้า (Brand Identity) ผ่านการให้บริการฉลากฟิล์มหดรัดรูปแบบครบวงจร ทำให้ SFT ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้ามาอย่างยาวนาน

ปัจจุบันประเทศไทยถือเป็นฐานการผลิตสินค้ากลุ่มอาหารและเครื่องดื่มเพื่อส่งไปจำหน่ายต่างประเทศ ส่งผลให้ความต้องการฉลากฟิล์มหดรัดรูปถูกนำไปใช้สร้างแบรนด์สินค้าเพิ่มขึ้น ประกอบกับคุณสมบัติผลิตภัณฑ์ฉลากฟิล์มหดรัดรูป ได้รับความนิยมนำไปใช้ทดแทนฉลากประเภทอื่นๆ เป็นผลให้ภาพรวมอุตสาหกรรมฉลากฟิล์มหดรัดรูปขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง

โดยปีนี้ประเมินว่าตลาดจะเติบโต 5% แม้จะมีปัจจัยลบจาก COVID-19 ก็ตาม โดยปริมาณการใช้เฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 8,000 ตันต่อปี ในจำนวนนี้บริษัทจำหน่ายในระดับ 2,000 ตัน โดยคาดว่าปี 2569 อุตสาหกรรมจะเพิ่มเป็น 10,000 ตัน ซึ่งบรัทเจาะตลาดกลาง และตลาดบน เพราะตลาดล่างมาร์จิ้นค่อนข้างน้อย

ดังนั้นจึงเป็นโอกาสของ SFT ที่มีความสามารถด้านการผลิตด้วยเทคโนโลยีทันสมัย ทั้งระบบการพิมพ์แบบกราเวียร์และแบบดิจิทัล เพื่อตอบสนองความต้องการฉลากฟิล์มหดรัดรูปของลูกค้า ทั้งในด้านคุณภาพ ปริมาณและความรวดเร็ว โดยบริษัทฯ มีแผนก่อสร้างโรงงานแห่งใหม่เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 185 ล้านเมตรต่อปี จากเดิมมีกำลังการผลิต 133 ล้านเมตรต่อปี รวมถึงเพิ่มไลน์ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เช่น ฟิล์มหดรัดรูปในกลุ่มฟิล์มใสที่มีความหดตัวสูง (POF Shrink Film) และกลุ่มบรรจุภัณฑ์พลาสติกชนิดอ่อน (Flexible Packaging) ส่งผลให้ฟิล์มหดรัดรูปของ SFT เข้าไปช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่แบรนด์ของลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น

ส่วนเป้าหมายปีนี้ SFT มั่นใจว่าจะเติบโตเป็นเลข 2 หลัก หรือเติบโตไม่ต่ำกว่า 10% แม้มีสถานการณ์ COVID-19 และปัจจัยความอ่อนไหวทางด้านการเมือง โดยปัจจุบันบริษัทมีฐานลูกค้าที่มีการสั่งซื้ออย่างสม่ำเสมอกว่า 300 ราย ซึ่งเป็นลูกค้าในประเทศทั้งหมด โดยเป็นลูกค้ารายใหญ่กว่า 10 ราย และในจำนวนนี้คิดเป็นสัดส่วนรายได้ราว 50% ขณะที่ต้นทุนวัตถุดิบทั้ง PVC และ PET บริษัทถือว่ามีต้นทุนที่ถูกกว่าคู่แข่งอีกด้วย

ส่วนการเข้าซื้อกิจการ และร่วมทุนนั้น หากมีโอกาส และเป็นธุรกิจที่มีศักยภาพ บริษัทก็ไม่ปิดกั้นที่จะขยายการลงทุน แต่อย่างไรก็ตามก็ขึ้นอยู่กับจังหวะ และโอกาสที่เหมาะสม และต้องเป็นบริษัทที่เข้ามาแล้วเป็น 1+1=2 ซึ่งยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดที่ชัดเจนด้วย

“เรามีเป้าหมายเป็นหนึ่งในผู้นำการให้บริการ Labeling Solutions แบบครบวงจร ด้วยผลิตภัณฑ์ฉลากฟิล์มหดรัดรูปในภูมิภาคอาเซียน โดยความมุ่งมั่นนำเสนอสินค้าและบริการที่ครบวงจร เพื่อช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่แบรนด์สินค้าของลูกค้าทั้งรายเดิมและขยายฐานลูกค้ารายใหม่ๆ เพิ่มเติม ส่งผลดีต่อผลการดำเนินงานของเราเติบโตได้อย่างยั่งยืน นอกจากนี้บริษัทมีต้นทางทางการเงินเฉลี่ยระดับ 10 ล้านบาทต่อปี หากนำเงินไปชำระหนี้ทั้งหมดก็จะท้อนผลกำไรที่เพิ่มขึ้น” นายซุง ชง ทอย กล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...