โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

นำเข้า "วัตถุดิบอาหารสัตว์" พุ่ง

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 10 มิ.ย. 2564 เวลา 02.36 น. • เผยแพร่ 10 มิ.ย. 2564 เวลา 07.27 น.

สถานการณ์การผลิตปศุสัตว์ไทยในปี 2564 ยังมีแนวโน้มร้อนแรง จากปัญหาเรื่องของโรคระบาดในวัว หรือโรคลัมปิสกิน และโรคระบาดในสุกร (หมู) ที่สร้างความเสียหายต่อกลุ่มผู้เลี้ยง

ขณะที่ภาพรวมการส่งออกสินค้ากลุ่มปศุสัตว์ในช่วง 4 เดือนแรก ยังอยู่ในภาวะน่าห่วง จากตัวเลขส่งออก 44,417 ล้านบาท ลดลง 6.15% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เช่นเดียวกับสินค้าประมง มีมูลค่า 14,435 ล้านบาท ลดลง 9% นั่นอาจจะส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตอาหารสัตว์และเกษตรกรซึ่งเป็นต้นทางของอุตสาหกรรม

นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย เปิดเผยว่า สถานการณ์ความต้องการอาหารสัตว์ปัจจุบันคาดว่าอยู่ที่ประมาณ 20.6 ล้านตัน เนื่องการแพร่ระบาดของโรคสัตว์ทั้งในหมูและวัวยังไม่กระทบ

อีกทั้งการผลิตอาหารสัตว์ส่วนใหญ่จะอยู่ในกลุ่มผู้เลี้ยงไก่ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกสำคัญของไทยไปทั้งในตลาดยุโรปและญี่ปุ่น ยังเติบโตอย่างต่อเนื่องแม้ทั่วโลกจะได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่ยังคงมีการบริโภคและมีความต้องการนำเข้าต่อเนื่อง

สำหรับทิศทางของวัตถุดิบอาหารสัตว์จากการติดตามมีแนวโน้ม “เพิ่มขึ้น” เช่น ราคาข้าวโพดตลาดโลก กก.ละ 8.50 บาท ส่วนราคาข้าวโพดในไทยวันนี้ กก.ละ 9.50-9.80 บาท ส่วนราคาข้าวสาลีนำเข้า กก.ละ 8.50 บาท แต่เมื่อส่งถึงไทยจะมีราคาเกือบ กก.ละ 10 บาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีราคา กก.ละ 7 บาท

ราคากากถั่วเหลืองนำเข้า กก.ละ 15 บาท ส่งถึงไทย กก.ละ 17 บาท โดยราคาปรับลงเล็กน้อยจากเดือนก่อน แต่เมื่อเทียบกับปีก่อนราคาที่ กก.ละ 13 บาท “ปรับขึ้น” 30-40% เป็นไปตามการเติบโตของการส่งออกในกลุ่มสินค้าอาหารสดแปรรูป โดยเฉพาะไก่สดและแปรรูป

อย่างไรก็ดี ความต้องการวัตถุดิบอาหารสัตว์ของไทยก็ยังไม่เพียงพอ ยังต้องการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ เช่น ข้าวสาลี ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และถั่วเหลือง เนื่องจากผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศปี 2564 คาดว่ามีปริมาณ 4.8 ล้านตัน จากความต้องการปีนี้น่าจะอยู่ที่ 8.4 ล้านตัน

ส่วนต่างที่เหลือไทยจำเป็นต้องนำเข้า ซึ่งส่วนใหญ่จะนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านตามระเบียบที่กระทรวงพาณิชย์กำหนดให้มีช่วงเวลานำเข้า เพื่อไม่ให้กระทบต่อผลผลิตภายในประเทศ ส่วนการนำเข้าข้าวสาลีก็ยังตามกฎระเบียบเดิม คือ 3 ต่อ 1 ซึ่งต้องยอมรับว่าเงื่อนไขที่มียังเป็นอุปสรรคต่อการผลิตอาหารสัตว์

อย่างไรก็ดี สิ่งที่กลุ่มผู้ผลิตอาหารสัตว์ให้ความสำคัญต่อตลาดส่งออกมากกว่า คือ สหภาพยุโรปให้ความสำคัญกับการสร้างสังคมและเศรษฐกิจสีเขียว จากนโยบาย “กรีนดีล” (European Green Deal) ซึ่งจะมีผลบังคับใช้เร็ว ๆ นี้ จะทำให้อัตราภาษีสินค้าส่งออกสูงขึ้น ภาครัฐ เอกชน ผู้ส่งออกต้องให้ความสำคัญ เพราะนโยบายดังกล่าวนั้นต้องดูตลอดห่วงโซ่การผลิต หากไม่มีการเตรียมความพร้อมโอกาสการส่งออกหรือการแข่งขันจะลำบากเพิ่มขึ้น

ด้านนายพรเทพ ปู่ประเสริฐ นายกสมาคมการค้าพืชไร่ กล่าวว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาสมาคมทำหนังสือร้องเรียนไปยังกรมปศุสัตว์ ถึงปัญหาคุณภาพธัญพืชทดแทนสำหรับการผลิตอาหารสัตว์ ตลอดจนความไม่เป็นธรรมด้านภาษี และความไม่โปร่งใสในการตรวจสอบคุณภาพของธัญพืชทดแทนที่นำเข้าสำหรับการผลิตอาหารสัตว์ที่ค้างคามานานกว่า 3 ปี โดยไม่ได้รับการเหลียวแลจากภาครัฐ

กล่าวคือแต่เดิมข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เเละถั่วเหลืองมีการนำเข้านำมาเป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหารสัตว์ กระทั่งปีกระทรวงการคลังได้ปรับแก้ภาษีนำเข้าข้าวสาลีจาก 27% ลดลงเหลือ 0% และอนุญาตให้นำเข้าข้าวสาลีมาเป็นวัตถุดิบทดแทนในอุตสาหกรรม ส่งผลให้ปริมาณนำเข้าเพิ่มขึ้นทุกปีอย่างมีนัยสำคัญ กระทั่งรัฐเองต้องออกมาตรการ 3 : 1 ให้ซื้อข้าวโพดในประเทศ 3 ส่วน นำเข้า 1 ส่วน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเกษตรกร

แต่ล่าสุดข้อมูลในปี 2563 กลุ่มผู้ผลิตอาหารได้หันไปนำเข้ากากข้าวโพด (DDGS) รวมถึงข้าวบาร์เลย์เพิ่มขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการ 3 : 1 และยังนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากเพื่อนบ้านถึง 1.59 ล้านตัน แบบปลอดภาษี จนเกินความต้องการของตลาด

ซึ่งขัดแย้งกับข้อมูลที่อ้างว่าวัตถุดิบไม่เพียงพอ ด้วยเหตุนี้ทำให้ราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของไทยในเดือน พ.ค. กก.ละ 8.50 บาท ต่ำกว่าราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในตลาดโลกที่ กก.ละ 9.37 บาท ซึ่งส่งผลให้ภาครัฐต้องนำเงินภาษีประชาชนมาจ่ายชดเชยให้เกษตรกร ต้องแบกรับภาระจากนโยบายอย่างไม่สมดุล

ซึ่งทางสมาคมขอให้รัฐทบทวนอัตราภาษี และให้กรมช่วยตรวจสอบคุณภาพธัญพืชนำเข้า อาทิ ปริมาณปนเปื้อนสารกัมมันตภาพรังสีและสารเคมีกำจัดศัตรูพืชของวัตถุดิบนำเข้า ซึ่งอาจจะมีส่วนผสมของสารเคมี หรือมีการตัดแต่งพันธุกรรม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...