โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เกร็ดรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 10 ธ.ค. 2565 เวลา 20.47 น. • เผยแพร่ 10 ธ.ค. 2565 เวลา 20.47 น.
(Photo by MIKE CLARKE / AFP)

วันที่ 10 ธันวาคม ของทุกปี คือ วันรัฐธรรมนูญ เป็นวันระลึกถึงโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 7 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2475 เป็นรัฐธรรมนูญฉบับถาวรฉบับแรกของประเทศไทย ประกาศและบังคับใช้แทนพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 หรือ รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวฉบับแรกของไทย

วันที่ 10 ธันวาคม 2565 นี้ เป็นวันรัฐธรรมนูญที่พิเศษกว่าทุกๆ ปี เพราะครบรอบ 90 ปี ของรัฐธรรมนูญฉบับถาวรในระบอบประชาธิปไตยของไทย

ตลอดระยะเวลา 90 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตย ได้ผ่านร้อนผ่านหนาวหลายยุคหลายสมัย ผ่านเหตุการณ์เชิงประวัติศาสตร์มากมาย

สำหรับบทความนี้อยากชวนท่านผู้อ่านทุกท่านร่วมกันย้อนรอยประวัติศาตร์ผ่านเกร็ดรัฐธรรมนูญกัน

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มุมหนึ่งคือ กฎหมายสูงสุดของประเทศ

อีกแง่มุมหนึ่งคือ หลักฐานเชิงประจักษ์ทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญยิ่ง สะท้อนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคม ณ ช่วงเวลานั้นได้อย่างดีเยี่ยม ตลอดระยะเวลา 90 ปี สะท้อนผ่านรัฐธรรมนูญ 20 ฉบับ และการแก้ไขรัฐธรรมนูญจำนวน 22 ครั้ง

ประเทศไทยได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 49 หน้า 166 เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2475 สามวันภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยคณะราษฎรเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 นับเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกของไทย

ในรัฐธรรมนูญฉบับแรก มีเนื้อหาสั้นๆ เพียง 39 มาตราเท่านั้น แตกต่างจากรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่มีมาตรามากถึง 279 มาตรา

เกร็ดประวัติศาสตร์เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญเรื่องแรกที่ขอหยิบยกขึ้นมาเล่า คือ เรื่องบัญญัติเกี่ยวกับเจ้าของอำนาจอธิปไตย ในรัฐธรรมนูญชั่วคราวฉบับแรก บัญญัติไว้ที่มาตรา 1 ว่า“อำนาจสูงสุดของประเทศเป็นของราษฎรทั้งหลาย” แต่รัฐธรรมนูญฉบับถาวรฉบับแรกมีการเปลี่ยนข้อความเป็น“อำนาจอธิปไตยย่อมมาจากปวงชนชาวสยาม”

หลักฐานเชิงประวัติศาสตร์ชิ้นนี้ชี้ให้เห็นว่าฝ่ายคณะราษฎร แม้ภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยแล้วก็ยังมีการเจรจากับฝ่ายสถาบันพระมหากษัตริย์ มิได้มีอำนาจเบ็ดเสร็จในฐานะรัฏฐาธิปัตย์แต่อย่างใด

ซึ่งข้อความนี้ถูกใช้ต่อมาจนกระทั่งภายหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ในรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2517 จึงมีการเปลี่ยนข้อความเป็น “อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย” แต่เปลี่ยนได้ไม่นาน ฉบับ พ.ศ.2519 ก็เปลี่ยนกลับดังเดิมอีกครั้ง จนกระทั่งถึงรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 จึงได้เปลี่ยนข้อความอีกครั้งเป็น “อำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทย” ซึ่งยังไม่ชัดเจนว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของใครกันแน่

ท้ายที่สุดรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ.2549 จึงได้บัญญัติตามฉบับ พ.ศ.2517 ว่า “อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย” และยึดถือมาจนถึงปัจจุบัน

เกร็ดที่ 2 ที่ขอหยิบยกคือ มาตรา 39 ของรัฐธรรมนูญฉบับถาวรฉบับแรก ซึ่งมาตรา 39 บัญญัติว่า “ถ้าพระมหากษัตริย์ไม่ทรงเห็นชอบด้วยร่างพระราชบัญญัตินั้น จะได้พระราชทานคืนมายังสภาภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันที่นายกรัฐมนตรีนำทูลเกล้าฯ ถวายก็ดี หรือมิได้พระราชทานคืนมายังสภาภายในหนึ่งเดือนนั้นก็ดี สภาจะต้องปรึกษากันใหม่และออกเสียงลงคะแนนลับโดยวิธีเรียกชื่อ ถ้าและสภาลงมติตามเดิมไซร้ ท่านให้นำร่างพระราชบัญญัตินั้นขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายอีกครั้งหนึ่ง เมื่อพระมหากษัตริย์มิได้ทรงลงพระปรมาภิไธยพระราชทานลงมาภายในสิบห้าวันแล้ว ท่านให้ประกาศพระราชบัญญัตินั้นใช้บังคับเป็นกฎหมายได้” เรียกว่าพระราชอำนาจยับยั้งชั่วคราว หรือ Veto

ในสมัยรัชกาลที่ 7 ทรงยับยั้งกฎหมายชั่วคราว จำนวน 2 ครั้ง ครั้งที่ 1 เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติอากรมรดก และการรับมรดก และครั้งที่ 2 เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขกฎหมายลักษณะอาญา

ซึ่งครั้งที่สองนี้เอง รศ.ปิยบุตร แสงกนกกุล เชื่อว่าเป็นมูลเหตุก่อให้เกิดความขัดแย้งกับคณะราษฎร เป็นมูลเหตุหนึ่งที่ทรงตัดสินพระทัยสละราชสมบัติ เพราะสภาผ่านร่างพระราชบัญญัติ ประกาศและบังคับใช้โดยไม่ได้ลงพระปรมาภิไธย

ภายหลังสมัยรัชกาลที่ 7 รัฐสภายังไม่เคยผ่านร่างกฎหมายที่พระมหากษัตริย์ทรงยับยั้งชั่วคราวสักครั้ง เว้นแต่การที่ทรงยับยั้งเพราะเหตุสะกดข้อความในร่างกฎหมายผิดเท่านั้น รัฐสภายังคงยึดถือประเพณีทางการเมืองเกี่ยวกับกฎหมายรัฐธรรมนูญข้อนี้สืบมาจนถึงปัจจุบัน

เกร็ดที่ 3 ในสมัยรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ มีการประกาศและบังคับใช้ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ.2502 ในมาตรา 20 ว่า“ในเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้วินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตย”

ซึ่งเดิมนั้นในรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวกำหนดให้สภาวินิจฉัยชี้ขาด ซึ่งมรดกของจอมพลสฤษดิ์ชิ้นนี้หลงเหลือมาจนถึงปัจจุบัน

แต่ข้อบัญญัติที่กำหนดให้สภาวินิจฉัยชี้ขาดนั้นตกหล่นสูญหายไปกลางทาง ซึ่งมีเพียงรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2517 เท่านั้นที่ไม่มีบัญญัติเรื่องนี้ แต่ก็กลับมาในฉบับ พ.ศ.2519 และคงอยู่มาจนถึงปัจจุบัน

เรื่องนี้ อดีตนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เคยเรียกร้องให้ใช้บทบัญญัติข้อนี้ในการผ่าทางตันทางการเมืองไทย จนได้รับการขนานนามว่า มาร์ค ม.7

ปัจจุบันมีคำถามมากมายว่า ประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยคืออะไร

เกร็ดที่ 4 เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ เป็นการจุดประกายให้บัญญัติในรัฐธรรมนูญให้นายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้งเท่านั้น

แต่ประวัติศาสตร์ก็ได้จารึกไว้ว่าภายหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ พล.อ.สุจินดา คราประยูร ประกาศลาออกจากตำแหน่ง พรรคร่วมเสียงข้างมากร่วมกันสนับสนุน พล.อ.อ.สมบุญ ระหงษ์ หัวหน้าพรรคชาติไทย ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

แต่ก็ต้องอกหักเนื่องจากเหลี่ยมทางการเมือง

เมื่อนายอาทิตย์ อุไรรัตน์ ประธานสภาผู้แทนราษฎรในขณะนั้น ได้ตัดสินใจเสนอชื่อ นายอานันท์ ปันยารชุน ซึ่งเป็นคนนอกไม่ใช่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในขณะนั้น ขึ้นทูลเกล้าฯ แทน

เรียกได้ว่า งงกันทั้งประเทศ ชุมนุมจนล้มตาย สุดท้ายได้คนนอกเหมือนเดิม

กว่าจะบรรจุในรัฐธรรมนูญได้สำเร็จก็ พ.ศ.2540 และบรรจุแล้วก็มีความพยายามจะหยิบออกอยู่เรื่อย

เกร็ดที่ 5 สมาชิกวุฒิสภา หรือ ส.ว. ใช้ระบบแต่งตั้ง (หรือสรรหา) มาอย่างยาวนาน

มีการเลือกตั้งจากประชาชนครั้งแรกในประวัติศาสตร์เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2543 โดยสมาชิกวุฒิสภาทั้งหมดมาจากการเลือกตั้งทั้งสิ้น ไม่มีการแต่งตั้งหรือสรรหา ภายใต้บทบัญญัติรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 ซึ่งร่างโดยสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ที่สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญส่วนใหญ่มาจากการเลือกตั้งโดยประชาชน

จนกระทั่งการปฏิวัติ พ.ศ.2549 สมาชิกวุฒิสภาจึงถูกแบ่งเป็น 2 ประเภท ประเภทหนึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน อีกประเภทหนึ่งมาจากการแต่งตั้ง (สรรหา)

จนกระทั่งการปฏิวัติอีกครั้งหนึ่ง พ.ศ.2557 สมาชิกวุฒิสภาทั้งหมดจึงมาจากการแต่งตั้ง (สรรหา) จนถึงปัจจุบัน ส.ว.เหล่านั้นก็ยังไม่หมดวาระสักที

หากพิจารณาตามเจตนารมณ์แท้จริงของคณะราษฎร สมาชิกสภาไม่ว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา ควรมาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนเพียงช่องทางเดียว ตั้งแต่ พ.ศ.2485 เพราะรัฐธรรมนูญฉบับแรก พ.ศ.2475 กำหนดให้เมื่อครบ 10 ปีนับแต่วันใช้รัฐธรรมนูญ สมาชิกในสภาผู้แทนราษฎรจะต้องเป็นผู้ที่ราษฎรได้เลือกตั้งขึ้นเองทั้งสิ้น สมาชิกประเภท 2 (แต่งตั้ง) เป็นอันไม่มีอีกต่อไป

จากวันนั้นถึงวันนี้ ผ่านมา 90 ปี ผ่านเหตุการณ์สำคัญต่างๆ มากมาย ประชาชนเกินครึ่งหนึ่งของประเทศสำเร็จการศึกษาระดับประถมศึกษาตามที่คณะราษฎรกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับแรกแล้ว

ถึงเวลาแล้วหรือยังที่คนไทยจะลบวลี “ชิงสุกก่อนห่าม” ออกไปจากการเมืองภายใต้ระบอบประชาธิปไตย และคืนอำนาจอธิปไตยให้กับราษฎรอย่างแท้จริง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...