โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ทำไม ‘เอสซีจี แพคเกจจิ้ง’ ต้องทุ่มเงิน 6,000 พันล้าน สำหรับการลงทุนใน ESG

TODAY

อัพเดต 25 ม.ค. 2566 เวลา 13.28 น. • เผยแพร่ 26 ม.ค. 2566 เวลา 06.00 น. • workpointTODAY

'เอสซีจี แพคเกจจิ้ง' ตั้งงบลงทุนด้าน ESG ในปีนี้ไว้สูงถึง 5,000-6,000 ล้านบาท เพื่อเป้าหมายสูงสุดในการเป็นองค์กร Net Zero

'วิชาญ จิตร์ภักดี' ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP เปิดเผยถึงการลงทุนในปี 2566 ว่า ในปีนี้ บริษัทฯ ตั้งงบลงทุนไว้ที่ 18,000 ล้านบาท

แบ่งเป็นงบที่ใช้ในการควบรวมกิจการกับพันธมิตรชั้นนำศักยภาพสูง (M&P) 9,000 ล้านบาท และงบที่ใช้ในการลงทุนขยายกำลังการผลิตอีกประมาณ 3,300 ล้านบาท

แต่จุดที่น่าสนใจคือ SCGP ตั้งงบลงทุนด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG) ไว้สูงถึง 5,000-6,000 ล้านบาท ซึ่งซีอีโอของบริษัทฯ อธิบายว่า

สำหรับ SCGP เป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ถือเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งแผนด้าน ESG ในปีนี้ บริษัทฯ วางเป้าหมายจะเพิ่มสัดส่วนการใช้บรรจุภัณฑ์พอลิเมอร์ที่รีไซเคิลได้ให้มากขึ้น

นอกจากนี้ SCGP ยังมีแผนเพิ่มสัดส่วนการใช้วัตถุดิบรีไซเคิลในการผลิตให้มากขึ้น รวมถึงแผนการเพิ่มปริมาณการใช้พลังงานทางเลือก และปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า

โดยตั้งเป้าว่า ภายในปี 2568 บริษัทฯ จะสามารถหันมาใช้บรรจุภัณฑ์ที่รีไซเคิลได้ 100% และคาดว่าในปี 2593 จะสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ได้ตามเป้าหมาย

ทั้งนี้ SCGP ตั้งงบลงทุน 5 ปีไว้ที่ 100,000 ล้านบาท (2564-2568) เพื่อสนับสนุนเป้าหมายรายได้ให้เติบโตแตะ 200,000 ล้านบาทภายใน 2568

โดยในปี 2564-2565 บริษัทฯ ใช้เงินลงทุนไปแล้วประมาณ 37,000 ล้านบาท ในการลงทุนและขยายกำลังการผลิตในธุรกิจที่มีศักยภาพและมีโอกาสเติบโต

scgp-to-spend-18-billion-in-2023-6-billion-for-esg

เมื่อถามถึงภาพรวมอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ ซีอีโอของ SCGP กล่าวว่า ไตรมาสแรกของปี 2566 มีแนวโน้มที่ดีขึ้น จากปัจจัยบวกที่จีนเริ่มเปิดประเทศ โดยเฉพาะภูมิภาคอาเซียนที่จะได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว การนำเข้าและส่งออก

ขณะที่ห่วงโซ่การผลิตในอุตสาหกรรมต่างๆ คาดว่าจะกลับสู่ภาวะปกติ ส่งผลดีต่อภาพรวมเศรษฐกิจและการจับจ่ายใช้สอยสินค้า ซึ่งจะทำให้เกิดความต้องการใช้บรรจุภัณฑ์เพิ่มขึ้น

ถึงอย่างนั้น ในไตรมาสแรกก็ยังมีความท้าทายจากเศรษฐกิจทั่วโลกที่ผันผวนต่อเนื่อง แรงกดดันด้านเงินเฟ้อซึ่งอยู่ในระดับสูง และการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ย

นอกจากนี้ ความสามารถในการใช้จ่ายของผู้บริโภคลดลงในหลายภูมิภาค เช่น กลุ่มสหภาพยุโรปและประเทศในทวีปอเมริกาเหนือ ซึ่งเป็นฐานลูกค้าใหญ่ของภาคธุรกิจการส่งออกของอาเซียน

อย่างไรก็ตาม SCGP ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และพร้อมรับมือกับความต้องการบรรจุภัณฑ์ที่มีแนวโน้มสูงขึ้นจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

สำหรับรายได้ในปีนี้ SCGP ตั้งเป้าหมายที่ 160,000 ล้านบาท โดยคาดว่าจะทำได้ตามเป้าหาายจาก 5 กลยุทธ์หลัก ได้แก่

1. การสร้างการเติบโตจากการ M&P และการขยายธุรกิจบรรจุภัณฑ์และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง และมองโอกาสขยายสู่ธุรกิจอื่นๆ ที่มีศักยภาพสูง โดยเน้นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค กลุ่มสินค้าเพื่อสุขภาพ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร วัสดุอุปกรณ์ทางการแพทย์ และผสานความร่วมมือทางธุรกิจระหว่างบริษัทย่อย (Synergy)

ด้วยการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เทคโนโลยี การขยายฐานลูกค้าและจัดหาวัตถุดิบ เพื่อยกระดับขีดความสามารถการดำเนินงาน โดยตั้งงบประมาณการลงทุนในปีนี้ที่ 18,000 ล้านบาท

เบื้องต้นคาดว่าจะเห็นความชัดเจนของดีล M&P ในครึ่งแรกของปีนี้ 1 ราย ส่วนในครึ่งหลังของปี 2566 คาดหวังอย่างน้อยอีก 1 ราย เพื่อให้ตรงตามเป้าหมายของบริษัทฯ ที่ตั้งเป้า M&P ต่อเนื่องปีละ 2 ราย

2. การพัฒนานวัตกรรมและโซลูชันด้านบรรจุภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง และร่วมมือกับลูกค้าในการพัฒนานวัตกรรมและโซลูชันบรรจุภัณฑ์ที่เพิ่มคุณค่าและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค ด้วยงบประมาณและค่าใช้จ่ายเพื่อการวิจัยและพัฒนา 800 ล้านบาท

3. การยกระดับประสิทธิภาพในการดำเนินงานของทั้งห่วงโซ่อุปทาน (Supply chain integration) ด้วยการนำระบบอัตโนมัติ (Automation) มาใช้ในการวิเคราะห์ คาดการณ์ และเพิ่มประสิทธิภาพของการผลิตและผลิตผล และการใช้ Data Analytics เพื่อสร้างความแข็งแกร่งด้านข้อมูลตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน (End-to-End)

4. การวางแผนบริหารจัดการเชิงรุกเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอน การวางแผนบริหารความเสี่ยงในช่วงที่ภาวะดอกเบี้ยยังเป็นขาขึ้น การบริหารจัดการเงินสด และงบประมาณการลงทุน (CAPEX)

โดยปีนี้ บริษัทฯ มีแผนจะออกหุ้นกู้เพิ่มเติม หลังจากเสนอขายหุ้นกู้ครั้งล่าสุดไปเมื่อปลายปี 2565 มูลค่า 15,000 ล้านบาท เบื้องต้นคาดว่าจะเห็นความชัดเจนภายในไตรมาส 2 ของปี 2566

ภายใต้กลยุทธ์นี้ SCGP ยังมีการกระจายฐานลูกค้าหลากหลายประเทศและกลุ่มอุตสาหกรรม การมองหาตลาดใหม่ในแถบตะวันออกกลาง เอเชียใต้ และแอฟริกาใต้

5. ขับเคลื่อนธุรกิจด้วยแนวคิด ESG 4 Plus โดยมีเป้าหมายและแผนปฏิบัติการที่ชัดเจนที่จะเพิ่มสัดส่วนบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างที่ได้กล่าวไปแล้ว

สำหรับผลการดำเนินงานปี 2565 บริษัทฯ มีรายได้จากการขาย 146,068 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18% จากปีก่อน ผลจากการวางกลยุทธ์ขยายกำลังการผลิตและการควบรวมกิจการกับพันธมิตร

การรับรู้รายได้เต็มปีจากการรวมผลประกอบการของบริษัทที่ M&P ได้แก่ Duy Tan, Intan Group และ Deltalab การรับรู้รายได้บางส่วนจาก Peute และ Jordan รวมถึงการปรับราคาสินค้าให้สอดคล้องกับต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น

ส่วนกำไรจากการดำเนินงานของบริษัทก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) อยู่ที่ 19,402 ล้านบาท ลดลง 8% จากปีก่อน ขณะที่กำไรสุทธิสำหรับปีอยู่ที่ 5,801 ล้านบาท ลดลง 30% จากปีก่อน

ทั้งนี้ เป็นผลจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น รวมถึงการลดลงของปริมาณการขายและอุปสงค์กระดาษบรรจุภัณฑ์ทั่วโลกจากสถานการณ์เศรษฐกิจ และในภูมิภาคจากการล็อกดาวน์ของประเทศจีน

ขณะที่ไตรมาสที่ 4 ของปี 2565 บริษัทฯ มีรายได้จากการขาย 33,509 ล้านบาท ลดลง 5% EBITDA อยู่ที่ 3,554 ล้านบาท ลดลง 34% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และกำไรสุทธิ 450 ล้านบาท ลดลง 79% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

โดยเป็นผลจากความต้องการและราคาขายบรรจุภัณฑ์ในภูมิภาคที่ปรับตัวลดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งราคาขายกระดาษบรรจุภัณฑ์ในประเทศอินโดนีเซียและประเทศเวียดนาม

อย่างไรก็ตาม ความต้องการสินค้าในกลุ่มบรรจุภัณฑ์เพื่อการอุปโภคบริโภคของประเทศในภูมิภาคอาเซียน ทั้งบรรจุภัณฑ์กระดาษและบรรจุภัณฑ์พอลิเมอร์ เช่น บรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม ยังเติบโตจากไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากการทยอยเปิดประเทศ

ทั้งนี้ คณะกรรมการบริษัทมีมติให้เสนอที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นเพื่ออนุมัติการจ่ายเงินปันผลสำหรับผลการดำเนินงานของปี 2565 ในอัตราหุ้นละ 0.60 บาท

โดยบริษัทได้จ่ายเป็นเงินปันผลงวดระหว่างกาลไปแล้วในอัตราหุ้นละ 0.25 บาท เมื่อวันที่ 24 ส.ค. 2565 และจะจ่ายเงินปันผลงวดสุดท้ายในอัตราหุ้นละ 0.35 บาท ในวันที่ 24 เม.ย. 2566 ตามรายชื่อ ณ วันกำหนดรายชื่อผู้มีสิทธิรับเงินปันผลในวันที่ 5 เม.ย. 2566

โดยจะขึ้นเครื่องหมาย XD หรือวันที่ไม่มีสิทธิรับเงินปันผลในวันที่ 4 เม.ย. 2566

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...