ทะลุมิติมาอยู่ในร่างเด็กหญิงผู้อ่อนเเอ (มี E-BOOK)
ข้อมูลเบื้องต้น
เรื่องย่อ
หมวยเล็กหรือเสี่ยวเหยียนลูกครึ่งไทย-จีนประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ ทำให้วิญญาณนางออกจากร่างเเละพบว่าตนเองยังไม่หมดอายุขัย จำเป็นต้องทะลุมิติมาใช้ชีวิตที่เหลือในตระกูลหลิว การย้อนกลับมาครั้งนี้ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบอย่างที่คิดเอาไว้ เมื่อผู้เป็นใหญ่ในบ้านมีความลำเอียงเเละครอบครัวของนางโดนเอาเปรียบอยู่เสมอ ความทุกข์ยากครั้งนี้นางเเละครอบครัวจะผ่านไปได้หรือไม่
คำเตือนตัวโต
นิยายเรื่องนี้เกิดจากจินตนาการของผู้เขียนทั้งหมด บุคคล สถานที่ ภาษา ค่าเงิน เหตุการณ์ในเรื่องเป็นเพียงเรื่องสมมุติเพื่อให้เนื้อเรื่องดำเนินไปอย่างราบรื่น ผู้เขียนไม่ได้มีเจตนาบิดเบือนกล่าวอ้างบุคคลใดทั้งสิ้น อาหารบางชนิดมีอยู่จริงเเละบางชนิดผู้เขียนตั้งสมมุติขึ้นมาไม่มีมูลความจริงอยู่ ในเรื่องมีการบรรยายการหนีเอาชีวิตรอด โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านนะคะ
การอัพนิยาย (เเต่งจบเเล้ว)
วันเเรกอัพ 3 ตอน หลังจากนั้นอัพวันละ 1 ตอน
วันจันทร์-ศุกร์อัพเวลา 20.00 น.
วันเสาร์-อาทิตย์อัพเวลา 08.00 น.
จำนวนตอนทั้งหมด 36 ตอนไม่รวมตอนพิเศษ (ตอนพิเศษมีเเค่ใน ebook เท่านั้น)
ลิงก์การสั่งซื้อ
MEB https://www.mebmarket.com/web/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiOTY1OTU2MiI7czo3OiJib29rX2lkIjtzOjY6IjMwMjMyMSI7fQ
เด็กดี https://dekd.co/w/e/17324
ราคาโปร 129 บาท
ขอบคุณทุกคนที่ซัพพอร์ตนักเขียนฝึกหัดคนนี้นะคะ ขอบคุณจากหัวใจค่ะ
หรือนี่คือมรดก
“พี่หมวยใหญ่โค้งข้างหน้าระวังหน่อยนะคะ โค้งนี้คุณพ่อกับคุณแม่ของเล็กเอ่อ…” เสี่ยวเหยียนลูกครึ่งไทยจีนหันไปบอก หมวยใหญ่บุตรสาวของป้าที่กำลังเหยียบคันเร่งเพื่อไปให้ถึงจุดหมายก่อนค่ำ
ทั้งคู่เพิ่งกลับจากพิธีศพของเฉินเหว่ยหงผู้เป็นปู่ที่เป็นคนจีนแท้ แม้จะอยู่คนละประเทศแต่หมวยเล็กก็สนิทกับปู่เธอมาก ชื่อเฉินเสี่ยวเหยียนท่านก็เป็นคนตั้งให้ ทุกครั้งที่พบกันหรือโทรหาท่านมักจะเรียกชื่อจีนมากกว่าหมวยเล็กที่เป็นชื่อไทย แม้ว่าเฉินเหว่ยหงจะมีหลานประเทศไทยและจีนไม่ต่ำกว่า 20 คน แต่เสี่ยวเหยียนก็ขึ้นแท่นเป็นหลานคนโปรดเพราะเป็นคนพูดเก่ง ฉลาดเข้าถึงง่ายและขยันทำงาน ทำให้เฉินเหว่ยหงเอ็นดูกว่าหลานคนอื่น เรื่องนี้สร้างความไม่พอใจให้หลานที่มีเชื้อจีนแท้หลายคน
เรื่องมรดกเธอไม่ได้อยู่รอฟัง เฉินย่างฉงจึงรับปากว่าจะจัดการแทนในฐานะเป็นป้าที่สนิทที่สุดเพราะเป็นมารดาของหมวยใหญ่ ความจริงแล้วหมวยเล็กไม่ได้หวังอะไรเลยด้วยซ้ำเพราะไม่มีทั้งพ่อและแม่จึงไม่อยากอยู่ให้ญาติฝั่งพ่อจ้องเขม่น เป็นเรื่องที่ชวนให้อึดอัด สายตาแต่ละคนเหมือนโกรธกันมาเป็นสิบชาติก็ว่าได้
หลังจากจัดงานเสร็จทั้งคู่ตัดสินใจอยู่ที่ประเทศจีนต่ออีกสองอาทิตย์แล้วจะบินกลับประเทศไทย สถานที่ทั้งคู่จะไปพักนั้นต้องผ่านโค้งที่พ่อกับแม่หมวยเล็กประสบอุบัติเหตุเมื่อ 20 ปีก่อน ในขณะที่อายุเพิ่ง 7 ขวบ เธอจึงเอ่ยเตือนพี่สาวให้ระวัง
“รู้แล้วจ้ายัยหมวยเล็ก พี่ขับรถมาตั้งแต่แกยังเป็นเด็ก โค้งแค่นี้สบาย!” หมวยใหญ่หันมายิ้มให้น้องสาวที่ก้มหน้าไปอ่านนิยายในไอแพดต่อ
“เล็กรู้ว่าพี่หมวยใหญ่ของเล็กขับรถเก่ง แต่โค้ง…พี่หมวยใหญ่ระวังคนกลางถนน!!! กรี๊ดดดดดดด!”
โครม!!!
เสียงรถชนเข้ากับต้นไม้ดังลั่นก่อนที่รถคันดังกล่าวจะกลิ้งตกลงไปในหุบเขากระแทกพื้นเบื้องล่างเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว
“สวัสดีครับ มีอุบัติเหตุรถตกเขา!” เสียงพูดภาษาจีนโทรไปแจ้งเหตุอย่างร้อนรนเพราะรถตนเป็นต้นเหตุทำให้เกิดอุบัติเหตุในครั้งนี้ ถ้ารถไม่ดับอยู่กลางทาง รถของสองพี่น้องก็ไม่ต้องหักหลบไปชนเข้ากับต้นไม้ทั้งที่ตนก็พยายามยืนโบกมือให้เห็นแล้วแท้ ๆ
เวลาไม่ถึง 5 นาทีทีมกู้ภัยก็มาถึงและได้ประเมินพื้นที่โดยแจ้งว่าไม่มีผู้รอดชีวิตจากอุบัติเหตุในครั้งนี้
“อะไรกันตายง่าย ๆ อย่างนี้เลยเหรอ” คนร่างเล็กหัวเราะขณะที่น้ำตาไหลออกมา วิญญาณของเธอหลุดออกมาจากร่างแล้วยืนดูภาพไฟลุกท่วมตรงหน้า
เธอได้แต่น้อยใจในโชคชะตาตัวเอง ชีวิตที่เติบโตเป็นเด็กกำพร้าทั้งพ่อและแม่ทำให้เธอต้องดิ้นรนพาตัวเองมาให้ไกลเท่าที่คนหนึ่งจะทำได้ แม้ครอบครัวพ่อจะพอมีเงินอยู่บ้าง แต่ก็เป็นเงินของครอบครัวพ่อเธอไม่อยากเรียกร้องให้เป็นขี้ปาก ส่วนแม่ของเธอก็เป็นเด็กกำพร้าแต่ก็มีญาติที่อยู่ต่างจังหวัดที่นับหน้าถือตากันอยู่ แต่เธอก็ไม่ได้สนิทมาก
เมื่อหมดสิ้นหนทางและไม่อยากรับความช่วยเหลือที่จะทำให้คนอื่นคิดว่าไปรบกวน เธอจึงทำทุกทางเพื่อให้ตัวเองเด่นและดังเพื่อจะได้รับงานรีวิวสินค้าหลายอย่าง นอกจากได้เงินแล้วบางงานยังได้ขนมหรือข้าวของที่รีวิวไปมอบให้บ้านมูลนิธิเด็กกำพร้าด้วย
จนเมื่อเฉินย่างฉงป้าแท้ ๆ กลับมาอยู่กับหมวยใหญ่ที่ประเทศไทยนั่นเป็นครั้งแรกที่เธอได้สัมผัสกับคำว่าครอบครัวจริง ๆ ก่อนที่ย่างฉงจะกลับไปประเทศจีนเพราะปู่ของเธอป่วยหนัก จนเมื่อหนึ่งวันก่อนเธอกับได้ข่าวร้ายว่าปู่เสียชีวิตแล้ว ทั้งคู่จึงรีบขึ้นเครื่องไฟล์ที่เร็วที่สุดแล้วไปร่วมพิธีและมาเกิดอุบัติเหตุตอนนี้
“เสี่ยวเหยียน…” เสียงเรียกที่แหบพร่าที่คุ้นเคยเป็นภาษาจีนเธอหันไปตามเสียงก็เจอกับปู่ของเธออยู่ในชุดสีขาว
“คุณปู่!” หมวยเล็กวิ่งเข้าไปกอดเฉินเหว่ยหงแต่ได้เพียงอากาศเท่านั้น
“หลานรัก…ฟังปู่ให้ดีเรื่องนี้สำคัญกับหลานมาก ตอนนี้หลานยังไม่หมดอายุขัยจึงต้องเลือกระหว่างย้อนไปในมิติโบราณของจีนแล้วไปใช้ชีวิตให้ครบตามอายุขัยหรือไปหาต้นไม้แถวนี้อยู่ เอาต้นที่แข็งแรงเวลาฟ้าผ่าจะได้ไม่เจ็บมาก” ประโยคหลังเฉินเหว่ยหงพูดด้วยเสียงเล็กเสียงน้อยเหมือนพูดเรื่องตลกอยู่
“คุณปู่ล้อหนูเล่นไหมเนี่ย”
“หน้าปู่เหมือนคนล้อเล่นเหรอ”
“แล้วมิติโบราณที่ว่ามันเป็นยังไงเหรอคะ”
“เป็นมิติจีนโบราณ การใช้ชีวิตไม่ต่างจากที่นี่มากนัก”
“แต่หนูรู้เรื่องของจีนโบราณหรือประเทศจีนไม่มากนะคะ ทั้งวัฒนธรรม ทั้งความเป็นอยู่แล้วที่สำคัญคือภาษา”
“ก่อนตายหลานอ่านอะไร”
“นิยายจีนโบราณ แต่มันจะไปเหมือนกันได้ยังไงล่ะคะนิยายก็ส่วนนิยาย ชีวิตจริงก็ส่วนชีวิตจริง คุณปู่..ไม่มีทางอื่นอีกเหรอคะ”
“งั้นไปเถอะ…”
“ไปไหนคะ”
“ปู่จะช่วยหาต้นไม้”
“เดี๋ยวๆ ก็ได้ค่ะเล็กไปมิติโบราณก็ได้”
“ดี! เกือบลืมปู่มีมรดกจะให้”
“มรดกที่คุณปู่จะให้หนูคงไม่ได้ใช้แล้วขอบคุณนะคะ แล้วนี่พี่หมวยใหญ่อยู่ไหนทำไมเล็กไม่เห็น” หมวยเล็กหันหาหมวยใหญ่จนทั่วแต่ก็ไม่เห็น มีแค่ภาพเหตุการณ์กู้ภัยระดมฉีดน้ำไปยังรถเพื่อดับไฟ
“อาหมวยใหญ่สิ้นอายุขัยแล้ว อีฝากขอโทษหลานกับเรื่องที่เกิดขึ้น
“ไม่เป็นไรค่ะพี่หมวยใหญ่” คนร่างบางพูดอย่างหดหู่
“ยื่นมือมา ปู่มีมรดกจะมอบให้” หมวยเล็กยื่นมือไปให้ปู่ของเธอแล้วท่านก็ใส่ของบางอย่างในมือโดยที่เธอมองไม่เห็น ว่ามันคืออะไร
“อะไรเหรอคะ ทำไมเล็กมองไม่เห็น” คนร่างบางพลิกมือไปมาก็ไม่เห็นว่าของที่เฉินเหว่ยหงมอบให้คืออะไร
“เสี่ยวเหยียน…มรดกที่ว่าจะปรากฏก็ต่อเมื่อเจ้ากับคนรอบข้างมีความสุขและรู้สึกถึงอิสระอย่างแท้จริง…อ่อปู่ลืมข้อนี้ไม่ได้ วันที่หลานสิ้นอายุขัย จะได้กลับมาเจอปู่ที่นี่อีกครั้งนะ ไปเถอะได้เวลาแล้วขอให้โชคดี” ไม่ทันได้ตั้งตัวเหมือนมีแรงดูดมหาศาลดึงเธอขึ้นไปบนฟากฟ้าแล้วเหวี่ยงตกลงสู่ผืนดินอย่างรวดเร็ว
“กรี๊ดด!!!”
“เหยียนเอ๋อร์ฟื้นแล้ว! ลูกข้านางฟื้นแล้ว!!” ทันทีที่ลืมตาก็ได้ยินเสียงที่ไม่เคยหายจากความทรงจำ ใบหน้าเจ้าของเสียงเป็นคนเดียวกับในวิดีโอและภาพถ่ายที่เธอพกติดตัวไม่ห่างตลอด 20 ปีที่ผ่านมาบุรุษและสตรีที่อยู่ตรงหน้าเหมือนบิดากับมารดาในยุคปัจจุบันไม่มีผิดเพี้ยน ต่างแค่เสื้อผ้ากับทรงผม แววตาที่ทอดมองเธอเหมือนในรูปที่พวกท่านมองเธอไม่ผิด หรือนี่คือมรดกที่ผู้เป็นปู่มอบให้เธอกันนะ
“คุณพ่อ คุณแม่คิดถึงที่สุดเลยค่ะ” เสียงพูดภาษาจีนออกมาจากปากหญิงสาว เจ้าตัวรีบเอามืออุดปากด้วยความตกใจ ทำไมเธอถึงพูดภาษาจีนคล่องขนาดนี้นะ?
“เหยียนเอ๋อร์เจ้าฟื้นแล้ว! ครั้งหน้าอย่าออกไปยืนกลางแดดร้อนอีก งานหนักให้เป็นหน้าที่ของพี่ใหญ่เองเข้าใจหรือไม่” หลิวซือฉีพูดด้วยความเป็นห่วง
“พี่ใหญ่เหรอ?” ที่ถามแบบนั้นเพราะคนที่บอกว่าเป็นพี่ใหญ่ดูใบหน้าแล้วอายุไม่น่าเกิน 15 ปี นางจึงรีบก้มดูสภาพตัวเอง มือและขาเล็กเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก นี่ตัวเองมาอยู่ในร่างเด็กที่เป็นผีดิบหรือนี่ แต่เรื่องนี้พักไว้ก่อนตอนนี้สิ่งที่อยากทำมาตั้งนานแล้วคือโผเข้าไปกอดพ่อกับแม่ด้วยความคิดถึง ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าทั้งคู่ไม่ใช่พ่อกับแม่ของนางในชาติก่อนก็ตาม
“เหยียนเอ๋อร์ของเรารู้วิธีกอดผู้อื่นแล้ว” หลิวหลีเว่ยกล่าวพลางกอดตอบอย่างดีใจ บุตรสาวคนนี้ตั้งแต่เกิดมาไม่ค่อยพูดจา จะเอาอะไรใช้ภาษามือเสียมากกว่า เรื่องเข้าหาคนในครอบครัวแทบจะไม่มีเลย ดีที่ยังช่วยงานได้บ้าง แต่ด้วยความเป็นเด็กอ่อนแอขี้โรค คนในบ้านจึงไม่ค่อยให้นางทำงานหนักและนั่นทำให้นางเอาแต่พูดว่าตัวเองเป็นคนไร้ค่า เมื่อบุตรสาวที่เอาแต่มองว่าตนเองไร้ค่าเข้ามากอดแสดงความรัก นางจึงได้ดีใจเช่นนี้
โชคดีบิดามารดาของข้ามิได้โง่เขลา
“พี่สามฟื้นแล้ว! พี่สามฟื้นแล้ว!” หลิวซูเจียวิ่งดีใจรอบบ้านที่พี่สามของเขาฟื้นหลังจากนอนไม่ได้สติถึง 5 วัน
“น้องสามเจ้าฟื้นแล้ว ขอบคุณสวรรค์” หลิวเสี่ยวหลินวางตะกร้าลงแล้วเดินเข้ามาลูบหัวน้องสาวอย่างเบามือ
“สะใภ้สาม เหยียนเอ๋อร์ก็ฟื้นแล้วมัวแต่ชักช้าอยู่ไย เร่งไปทำงานที่เหลือให้เสร็จก่อนอาหารเย็น”
“บุตรข้าเพิ่งฟื้น ให้ข้าคุยกับบุตรอีกประเดี๋ยวเถิดขอท่านแม่โปรดเห็นใจ งานที่เหลือข้าจะไปทำในไม่ช้า” หยางหลีเว่ยหันไปบอกมารดาสามีด้วยความเหนื่อยใจ แววตานางลึกโบ๋เพราะนอนไม่หลับตลอด 5 วันที่ผ่านมา
“เหตุใดข้าต้องเห็นใจนังเด็กไร้ประโยชน์ที่มีแต่รายจ่ายค่ารักษา จ้องจะเอาแต่ของกินดี ๆ บำรุงร่างกายด้วยเล่า!”
หลิวซูส่ายหัวแล้วถอนหายใจออกมาอย่างเอือมระอา ที่ผู้เป็นภรรยาพูดทุกครั้งที่มีโอกาสทำให้ผู้ฟังถึงกับเบื่อหน่าย
“ของดีที่ท่านว่าคือไข่ไก่หนึ่งฟองที่เคยข้าขอนั่นมันก็เนิ่นนานมาแล้วตั้งแต่พี่หลิวซียังเดินได้นะเจ้าคะ จากนั้นเป็นต้นมาท่านก็ไม่เคยให้อะไรพวกข้าอีกเลยมิใช่รึ”
“ไข่หนึ่งฟองก็ของมีค่าเหมือนกันนั่นแหละ!” หากได้เถียงแล้วหลิวเหยาไม่เคยคิดว่าตนเองจะแพ้ นางต้องเหนือกว่าทุกคนในบ้าน
‘ตรงตามนิยายจีนโบราณเป๊ะ! ย่าใจร้ายสะใภ้คนอื่นกับหลานยืนมองตาขวาง เธอคงเป็นตัวซวยสินะเสี่ยวเหยียน’ หลิวเสี่ยวเหยียนถอนหายใจอย่างแรง เมื่อคิดว่าต้องเจอกับอะไรในต่อไปในวันข้างหน้า
“เจ้ากล้าถอนหายใจใส่ข้าเชียวรึเหยียนเอ๋อร์”
“เจ้าค่ะท่านย่า”
“เจ้า! เจ้า!” นางเหยาชี้หน้าหลิวเสี่ยวเหยียนที่ตอบโดยไม่รู้ร้อนรู้หนาว นางอ่านมาจากนิยายจีนโบราณเยอะไม่คิดว่าจะมีแบบนี้จริง ๆ นางไม่ได้รู้สึกกลัวเลยสักนิดเพราะยิ่งโอนอ่อนครอบครัวก็ยิ่งถูกรังแก แม้จะถูกมองว่าเป็นเด็กก้าวร้าวก็ตาม
“ข้าไม่ได้ทำอะไรผิด ข้าเพียงถอนหายใจตรงนี้ ทำไมถึงไปหนักหัวเอ่อ…ทำไมท่านย่าถึงไม่ชอบใจ ท่านแม่ก็บอกแล้วว่าจะไปทำอาหารให้ก่อนอาหารเย็น เหตุใดท่านย่าเอาแต่พูดไม่หยุด ไม่เหนื่อยบ้างหรือเจ้าคะ” หลิวเสี่ยวเหยียนพูดโดยไม่ได้มองหน้า หลิวเหยาถึงอ้าปากค้างเด็กเรียบร้อยที่ไม่ค่อยพูดแถมยังขี้โรคคนนี้เมื่อก่อนตนพูดอะไรก็จะพยักหน้าเชื่อฟังเสมอ แต่มาวันนี้กลับพูดไม่หยุด ไม่เพียงแค่นั้นยังกล้าเถียงนางอีกด้วย
“ถูกของเหยียนเอ๋อร์ เจ้าก็เห็นว่านางเพิ่งฟื้นเหตุใดเอาแต่พูดมากแบบนี้ กลับบ้านไปซะ! สะใภ้สามถึงเวลาที่เจ้าทำอาหารก็เร่งไปทำให้เสร็จ เหยียนเอ๋อร์ต้องกินยาให้ตรงตามที่หมอจ้าวสั่ง”
“เจ้าค่ะท่านพ่อ” หยางหลีเว่ยรับปากแล้วหันไปบอกบุตรสาว “เหยียนเอ๋อร์รอประเดี๋ยวแม่จะเอาอาหารมาให้กิน ลูกไม่ได้กินอะไรมา 5 วันแล้วคงหิวมาก” พูดจบหยางหลีเว่ยลุกไปทำงานที่เหลือให้เสร็จ เพราะเบื่อมารดาของสามีเต็มทนอีกอย่างถ้าทำไม่เสร็จนางคงไม่ได้อาหารมาให้ลูก ๆ ของนางแน่
“ข้าไปช่วยท่านแม่เองจะได้เสร็จเร็วขึ้น” หลิวเสี่ยวหลินลูกสาวคนรองของครอบครัวสาม ถึงนางจะมีอายุห่างจากหลิวเสี่ยวเหยียนเพียงหนึ่งปี แต่นางดูโตและมีความเป็นผู้ใหญ่มาก แม้จะผอมแห้งแก้มตอบแต่ก็ยังเห็นความน่ารักอยู่
“พี่รอง…ท่านย่าจะให้ข้าวขาวหรือไม่ ข้าอยากให้พี่สามกินโจ๊กร้อน ๆ ท่านหมอจ้าวบอกว่าต้องกินอาหารดี ๆ พี่สามถึงจะหาย” หลิวซือฉีดึงมือหลิวเสี่ยวหลินไว้แล้วกระซิบถามก่อนที่นางจะเดินออกจากบ้าน
“ซูเจีย ท่านแม่บอกว่าจะขอ ไม่แน่ท่านย่าจะให้เล็กน้อย” หลิวเสี่ยวหลินพูดแล้วเดินตามหยางหลีเว่ยออกไปในครัว
“ดูเอาเถอะเจ้าสามเมียกับลูกของเจ้าเอาแต่เถียงแม่ไม่หยุดหย่อน แบบนี้ใช้ไม่ได้!”
“ท่านแม่ หลีเว่ยนางก็ไปทำอาหารแล้วไม่เห็นต้องพูดซ้ำแล้วซ้ำเล่า นี่บุตรข้าเพิ่งฟื้นท่านไม่ดีใจบ้างหรืออย่างไร นางก็เป็นหลานของท่านเหมือนกันนะ”
‘มันต้องอย่างนี้! ไม่ใช่พ่อกับแม่ที่โง่เขลาตามนิยายจีนโบราณที่เคยอ่าน ใช้ได้!’
“สวรรค์ท่านโปรดมองลงมา! ลูกชายคนที่สามของข้าไร้คุณธรรมต่อพ่อแม่!!”
“ท่านแม่ ข้าเพียงบอกท่านเท่านั้น ท่านอย่าน้อยเนื้อต่ำใจไปเลย ต้องเป็นข้าที่น้อยเนื้อต่ำใจดูขาของข้าเดินไปที่ไหนก็ไม่ได้ ดีแค่ไหนที่สวรรค์ยังเมตตาให้ข้าพูดได้เช่นนี้”
“ถ้าเจ้าไม่เห็นถึงบุญคุณแล้วก็ไสหัวออกไปทั้งครอบครัวนั่นแหละ ไม่ต้องมาอยู่ร่วมบ้านกันแล้ว”
“ท่านแม่! นี่ท่านไล่ข้ารึ”
“เจ้าสามอย่าไปถือสาแม่เจ้าเลย นางก็เป็นแบบนี้มานานแล้ว! เจ้าเลิกพูดมากแล้วออกไป!” ประโยคหลังหลิวซูหันไปบอกหลิวเหยาแล้วเดินออกจากบ้านบุตรชายหลังจากที่อดทนฟังต่อไม่ได้
“วันนี้ข้าไม่ให้แป้งหยาบพวกเจ้า ไปหาอะไรกินเองเถอะ” หลิวเหยาพูดเสียงดังแล้วเชิดหน้าเดินไปบ้านฝั่งตะวันตกด้วยความโมโห
“ในเมื่อท่านย่าไม่ให้แป้งหยาบก็อย่าหวังจะได้ข้าวขาวไปทำโจ๊กให้เสี่ยวเหยียน ข้าจะไปขอหัวมันป้าต้าจิน น้องสามจะได้อิ่มท้อง” พูดจบหลิวเสี่ยวหลินถือตะกร้าเดินออกไปทางหลังบ้านเพราะไม่อยากตอบคำถามหลิวเหยาและเบื่อสายตาของสะใภ้ใหญ่ที่คอยสอดส่องด้วย
มาวันแรกก็วุ่นวายขนาดนี้ต่อไปคงไม่ได้พักเป็นแน่ หลิวเสี่ยวเหยียนยันตนเองลุกขึ้นเดินออกไปสำรวจนอกบ้าน บ้านโค้งเป็นตัวยูแห่งนี้ประกอบด้วย บ้านตะวันออกหลังเล็กเท่าเล้าไก่เป็นที่อยู่อาศัยของครอบครัวนาง ด้านในเต็มไปด้วยซากปรักหักพังจนไม่แน่ใจว่าสถานที่แบบนี้ใช่ที่อยู่อาศัยของคนหรือไม่ ผิดกับบ้านอื่นดูเป็นบ้านกว่าเพราะกำแพงเป็นอิฐโคลนแม้จะเป็นเกรดต่ำสุดแต่ก็ยังดีกว่าบ้านฟางของครอบครัวสามอยู่ดี บ้านของครอบครัวสามเมื่อก่อนเป็นเพียงห้องเก็บของ เมื่อหลิวซีแต่งงานกับหยางหลีเว่ยที่หลิวเหยาไม่เห็นด้วยจึงทำได้เพียงขนของออกมาจากห้องแล้วให้ทั้งคู่อยู่ที่นั่นตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
ด้านหลังมีปลูกผักอยู่สองสามชนิดถัดออกไปเป็นแม่น้ำไม่กว้างมากพอได้รดน้ำและตักใช้ จากมุมนี้มองดูรู้ว่าหมู่บ้านนี้เป็นหมู่บ้านชาวประมงติดกับทะเล ชาวบ้านที่นี่ยึดอาชีพหาปลาเป็นหลัก มองดูด้วยสายตาเห็นท่าเรืออยู่ไกล ๆ ถ้าสองเท้าเล็กแบบนี้เดินไปคงใช้เวลาพอสมควร ด้านหลังบ้านเป็นภูเขาสูงหลายลูก มีบ้านตั้งอยู่บนเขาเป็นหย่อม ๆ ช่างเป็นหมู่บ้านที่อุดมสมบูรณ์เป็นอย่างมาก
คนร่างเล็กหลับตาคิดในใจถึงเสี่ยวเหยียนคนเก่าขอบคุณที่ให้นางได้ใช้ร่างนี้ ต่อไปนี้จะใช้ชีวิตเป็นนางให้ดีจะช่วยทำให้ครอบครัวมีความสุขจนกว่าจะถึงวันหมดอายุขัย
“เสี่ยวเหยียนในเมื่อเจ้าฟื้นแล้วอย่าลืมเอาผ้าของข้ากับท่านแม่ไปซักด้วย!” หลิวเย่เป็นบุตรสาวคนโตของครอบครัวหนึ่ง นางเป็นคนที่ไม่ชอบทำงานหนัก เห็นจะมีแค่เรื่องกินที่นางชอบเป็นที่สุด
“เจ้าคือ..”
“พี่สามผู้นี้คือพี่เย่ลูกของลุงใหญ่” หลิวซูเจียกระซิบบอกพี่สาวจากด้านหลัง
“เมื่อก่อนข้าซักผ้าให้พี่เย่ใช่หรือไม่”
“ถูกแล้ว เจ้าซักให้ข้าทั้งครอบครัว”
“นั่นมันเป็นเรื่องเมื่อก่อน ตอนนี้มือพี่เย่ก็ไม่ได้เจ็บไปซักเองเถอะ”
“เจ้า!! เจ้ากล้าดีอย่างไรถึงให้ข้าซักเอง!”
“แล้วพี่เย่กล้าดีอย่างไรมาใช้ข้า มันใช่เรื่องของข้าที่ไหน ทำไมต้องไปซักให้ครอบครัวพี่เย่ด้วยล่ะ เสื้อผ้าพี่เป็นคนใส่ก็ไปซักเองสิ ถ้าเมื่อไหร่ที่มือพี่เย่ขาดด้วนวันนั้นข้าอาจจะใจดีซักให้ก็ได้”
“เจ้า!! เจ้า!! ท่านแม่..!!” ตั้งแต่จำความได้หลิวเสี่ยวเหยียนไม่เคยพูดยาว ๆ และไล่ให้นางไปซักผ้าเองแบบนี้ ที่ผ่านมาหลิวเสี่ยวเหยียนทำเพียงพยักหน้าแล้วเอาผ้าทั้งหมดไปซักทันทีที่หลิวเย่ใช้ ครั้งนี้ทำให้นางเสียหน้าเมื่อหันหลังไปเจอกับสายตาชาวบ้านแถวนั้นที่แอบฟังอยู่ นางถึงกับวิ่งเข้าบ้านด้วยความอับอาย
‘ต่อไปนี้หลิวเสี่ยวเหยียนคนเดิมไม่มีอีกแล้ว’ คนร่างเล็กนึกหดหู่ในใจเมื่อคิดว่าที่ผ่านมาเจ้าของร่างต้องอดทนต่อความเหนื่อยยากขนาดไหน
หนึ่งอีแปะ
“พี่สามควรเข้าไปพักนะเดี๋ยวเป็นลมอีก” มือเล็กจับมือหลิวเสี่ยวเหยียนให้หลุดจากภวังค์ นางก้มลงไปมองเด็กชายที่ใส่เสื้อผ้าเต็มไปด้วยรอยปะชุน ร่างกายผ่ายผอมจนคอเสื้อหล่นไปถึงไหล่ เท้ามีแต่รอยหนามขีดข่วนเพราะไม่ได้ใส่รองเท้า ทั้งร่างกายมีเพียงแววตาที่ทอดมองนางเท่านั้นยังพอมีชีวิตชีวาอยู่บ้าง
“ซูเจียของเราไม่ค่อยได้กินข้าวใช่หรือไม่ ถึงผอมขนาดนี้” หลิวเสี่ยวเหยียนอดสงสารไม่ได้เมื่อคิดถึงความเป็นอยู่และถูกเอาเปรียบจากคนในตระกูล
“พี่สามลืมสิ้นแล้วจริง ๆ เมื่อใดที่ท่านย่าโมโห อย่าว่าแต่ข้าวเลยแม้แต่แป้งหยาบกับผักดองก็อย่าหวังจะได้กิน ถ้ารู้สึกหิวเราจะกินน้ำให้มากจะได้อิ่มท้องไม่เช่นนั้นจะนอนไม่หลับเพาะหิว”
“ที่บ้านเราไม่ได้ทำไร่รึหลังบ้านก็มีที่ดินเหลือ เหตุใดอดอยากอาหาร”
“ที่ดินเรามีทั้งหมด 15 หมู่เงินกับอาหารทุกอย่างต้องเอาไปให้ท่านย่าจัดการ”
“ถ้าอย่างนั้นทำไมถึงไม่แยกบ้านล่ะ เจ้ารู้เรื่อง..การแยกบ้านหรือไม่”
“พี่สามไปคุยในบ้านเถิด เดี๋ยวท่านย่ากับป้าใหญ่ได้ยิน” หลิวซูเจียจับมือหลิวเสี่ยวเหยียนเดินเข้าไปในบ้าน แล้วพูดเบา ๆ ว่า “ท่านแม่บอกเราว่าเมื่อมีเงินพอซื้อที่ดินได้ เราจะแยกบ้านทันที บนภูเขาหลังหมู่บ้านมีที่ดินของตระกูลหยูขายราคา 5 ตำลึง”
“จริงรึ! แล้วตอนนี้มีกี่ตำลึงแล้ว” หลิวเสี่ยวเหยียนถามอย่างตื่นเต้น เมื่อน้องชายลากเข้ามาในบ้านแสดงว่าต้องมีเงินแอบเก็บไว้บ้าง
“พี่สามอย่าพูดไปนะ ท่านแม่มีเก็บแล้ว 1 อีแปะ”
“หนึ่ง…อีแปะจริงรึ”
“พี่สาม หนึ่งอีแปะซื้อขนมได้นะ” แม้หลิวซูเจียจะดูเป็นเด็กที่พูดรู้เรื่อง แต่ยังไงก็ยังเป็นเด็กที่ต้องการขนมอยู่วันยังค่ำ
ครอบครัวสามของตระกูลหลิวมักถูกหลงลืมความสำคัญ เมื่อหลิวซีบิดาของหลิวเสี่ยวเหยียนดำน้ำลึกแล้วเกิดอาการน้ำหนีบทำให้แขนขาอ่อนแรงทำงานหนักไม่ได้ หมอจ้าวรักษาให้อย่างต่อเนื่องจนเขาสามารถพูดได้ปกติแต่ขากับแขนไม่มีเรี่ยวแรงเดิน
ถึงหลิวซีจะเป็นบุตรชายคนที่สามของตระกูล แต่หลิวเหยาก็ไม่ได้ดูดำดูดีเพราะเบื่อหน่ายที่ต้องจ่ายค่ารักษา แม้ว่าก่อนหน้านี้หลิวซีหาเงินได้ไม่ต่ำกว่า 10 อีแปะต่อวันก็ตาม
หลิวซูรู้ทุกอย่างแต่เรื่องของกินกับเงินเขายกให้เป็นหน้าที่ของหลิวเหยา เมื่อใดที่กล่าวเรื่องเงินขึ้นมาหลิวเหยาจะกล่าวว่าเข้าไปยุ่งกับหน้าที่ของนางทำไม อีกอย่างหลิวซูก็ไม่ค่อยอยู่บ้านเท่าไหร่นัก นอกเหนือจากฤดูทำไร่ ยังต้องออกเรือไปทำการประมงทำให้หน้าที่ดูแลบ้านตกเป็นของหลิวเหยาตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
ครอบครัวสามนอกจากมีบิดาที่ทำงานไม่ได้แล้วยังมีแม่ที่อ่อนแอหากแต่ต้องทำงานแทนผู้เป็นสามี โชคดีที่นางเป็นคนไม่ยอมใคร อะไรที่ไม่ได้อยู่ในข้อตกลงและเรื่องที่นางไม่ได้ผิดนางจะเถียงเพื่อทวงความยุติธรรม
ครอบครัวนี้มีหลิวซือฉีบุตรชายคนโตอายุ 15 ปี หลิวเสี่ยวหลินพี่สาวอายุ 13 ปี หลิวเสี่ยวเหยียนอายุ 12 ปีที่นางมาอยู่ในร่างและหลิวซูเจียน้องชายคนสุดท้องที่มีอายุเพียง 5 ปีเท่านั้น
หยางหลีเว่ยเริ่มเจ็บป่วยเมื่อสองปีที่ผ่านมาหลังจากคลอดบุตรคนสุดท้องได้เพียงสามปี แม้นางจะไม่ยอมให้ใครมารังแก แต่เรื่องของกินของคนมิตินี้ผู้เป็นเจ้าบ้านเท่านั้นที่กำหนดนั่นทำให้นางที่กล้าแข็งข้อกับหลิวเหยาจึงโดนกลั่นแกล้งเสมอมา
หลิวเหยามักเอ่ยชื่นชมบุตรชายคนโตที่ขยันหาเงินและของกินมาให้แม้นานครั้งจะกลับบ้านเพราะต้องออกเรือประมงหาปลาในทะเลนานเกือบสองเดือนก็มี หลิวซิงบุตรชายคนโตของตระกูลผู้นี้เป็นคนดีแต่หลิวฉานภรรยาเป็นคนปากร้าย นางคอยใช้สายตาสอดส่องเหน็บแนบเมื่อครอบครัวสามจะกินอาหารและคอยยุแยงหลิวเหยาให้โกรธแล้วยึดของกินคืนเพื่อวันต่อไปนางและบุตรจะได้มีกินอีก
ครอบครัวหนึ่งของตระกูลหลิวมีบุตรสาวคนโตอายุ 14 ปี และบุตรชายอายุ 12 ปีตอนนี้กำลังศึกษาที่สำนักศึกษา ด้วยความหวังว่าอนาคตข้างหน้าจะได้เชิดชูหน้าตาให้ตระกูลอีกคน แม้จะโดนคัดค้านจากหลิวเหยาเพราะต้องแบ่งเงินส่งเรียนแต่บุตรชายคนโตของบ้านก็พูดจนทางบ้านยินยอม
ด้านหลิวอานหรือลูกคนรองตอนนี้ได้ข่าวว่าจะสอบซิ่วไฉในปีหน้าจึงจำเป็นต้องเข้าไปเช่าบ้านอยู่แถวสำนักศึกษาเพราะหนทางจากหมู่บ้านเข้าไปต้องข้ามเขาถึงสองลูก ด้วยความที่หลิวจงเอ๋อผู้เป็นภรรยาทนความขี้เหนียวของหลิวเหยาไม่ได้จึงขอเข้าไปอยู่ด้วยโดยอ้างว่าต้องไปทำงานบ้านให้เพื่อให้หลิวอานอ่านตำราได้อย่างเต็มที่ นั่นจึงทำให้หลิวซูกับหลิวเหยาไม่ขัดข้องเพราะพวกเขาต่างมีความหวังว่าลูกชายคนรองจะได้เป็นขุนนางสักขั้น
นอกจากชื่อจีนที่เหมือนกันแล้วไม่มีอะไรที่เหมือนกันอีกเลย เสี่ยวเหยียนยุคปัจจุบัน งานที่นางทำมีทั้งแม่ครัวร้านอาหาร แม่ค้าก็เคยทำมาแล้วกว่าที่จะได้รับงานรีวิวไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด
แม้นางจะย้ายไปอยู่กรุงเทพแล้ว แต่บรรดาหมู่ญาติห่าง ๆ ของแม่มักจะมาขอความช่วยเหลือเพราะผักผลไม้ที่ปลูกขายราคาถูกแสนถูก เสี่ยวเหยียนจึงคิดหาทางแปรรูปของพวกนั้นจึงเพิ่มมูลค่าเช่นทำแยมหรือรับผักมาทำอาหารขายให้เพื่อน ๆ ในที่ทำงาน เมื่อเริ่มมีรายได้ทำให้หมู่ญาติห่าง ๆ ของแม่เริ่มเข้าหาและพูดคุยทำให้ความสัมพันธ์ดีขึ้นเล็กน้อย แม้เสี่ยวเหยียนจะกำพร้าพ่อกับแม่ตั้งแต่เด็ก แต่นี่คือข้อดีที่ทำให้นางทำงานหลายอย่างและมีวิชาติดตัว
“เหยียนเอ๋อร์ยังปวดหัวหรือไม่ วันนี้พี่ของลูกไปขอมันจากป้าต้าจิน มากินมันเผาก่อนเถิดตอนค่ำแม่จะไปขอไข่กับข้าวขาวมาทำโจ๊กให้กินอีกรอบ” หยางหลีเว่ยพูดแล้วลูบหัวบุตรสาวตัวน้อยอย่างเบามือ
“ไม่ต้องลำบากข้ากินมันเผาก็พอแล้ว ท่านแม่ไม่รู้อะไรมันเผามีพลังงานช่วยให้อิ่มท้องได้นานนะ”
“อย่าคิดว่าแม่มิรู้ เจ้าอย่าได้กลัวไปเลยท่านย่าต้องให้ไข่กับข้าวขาวมาทำโจ๊กแน่”
“ข้ากินเหมือนทุกคนได้ อย่าลำบากทำเพิ่ม”
“น้องสามอย่าได้ขัดท่านแม่เลย หมอจ้าวบอกว่าเจ้าควรกินอาหารบำรุงร่างกายจะได้หายป่วยได้เร็วขึ้น เจ้าไม่อยากตามพี่ขึ้นเขาแล้วรึ” หลิวซือฉีพูดจาหว่านล้อมเพื่อให้น้องสาวตัวน้อยยอมทำตาม เขาอดแปลกใจไม่ได้น้องสาวที่เก็บตัวเงียบในบ้าน ทำตามที่คนในครอบครัวบอกไม่เคยเถียงท่านย่า ใครพูดอะไรก็ทำตามไปหมดมาวันนี้กลับพูดยากขึ้นแต่ก็เข้าใจได้ว่านางห่วงคนในครอบครัว เขารู้ดีการที่น้องสาวบอกจะกินแค่มันเผาเพราะไม่อยากให้มารดาบากหน้าไปขอไข่ท่านย่าให้โดนด่าทอด้วยถ้อยคำดูถูกสารพัด
“หากพวกท่านเห็นว่าข้าเป็นคนในครอบครัว พวกท่านกินอะไรข้าจะกินแบบเดียวกัน นี่ไม่เห็นข้าเป็นคนในครอบครัวแล้วรึ” หลิวเสี่ยวเหยียนพูดแล้วแกล้งจะร้องไห้หลิวเสี่ยวหลินจึงรีบเดินเข้าไปกอด
“เหตุใดฟื้นครั้งนี้เจ้าจึงเป็นเด็กดื้อรั้นเพียงนี้ เอาเถอะ ไม่กินก็ไม่กิน ท่านแม่เอามันเผาให้น้องพอแล้ว” หลิวเสี่ยวหลินพูดเมื่อเห็นคนร่างเล็กเริ่มแสดงบทเด็กเอาแต่ใจ
“คิดว่าพ่อไม่เห็นเชียวรึว่าเจ้าไม่ได้ร้องจริง” หลิวซีหัวเราะแล้วเอื้อมมือไปโยกหัวลูกสาวจอมดื้ออย่างเอ็นดู
เสี่ยวเหยียนรู้สึกอบอุ่นหัวใจเหลือเกิน ชาติที่แล้วนางต้องทนกับความคิดถึง ยิ่งเวลาทุกข์ใจยิ่งคิดถึง พอมาอยู่ตรงนี้ได้อยู่กับคนที่หน้าตาเหมือนพ่อกับแม่ต่อให้นางต้องกินแค่มันเผาก็ยอม
“ก็ข้าไม่อยากให้ท่านย่าด่าท่านแม่อีกแล้ว ไข่เพียงหนึ่งฟองท่านย่าต้องพูดเหมือนเราเอาเงินทั้งหมดที่ท่านย่ามี”
“แม้จะเป็นไข่หนึ่งฟองแต่ราคาก็ไม่น้อยเลยนะ ไข่ห้าฟองราคาถึง 1 อีแปะเจ้าอย่าพูดเหมือนมันเป็นเรื่องเล็กน้อย” หลิวเสี่ยวหลินพูด ดูเหมือนน้องสาวคนนี้จะลืมไปหลายอย่าง คงเพราะไม่ได้ออกไปไหนจึงไม่รู้เรื่องราคาข้าวของ
“พี่สามเราต้องทำงานทั้งวันถึงจะได้เงิน 5 อีแปะ ถ้าข้าที่เป็นเด็กออกไปทำคงได้ไม่ถึง 3 อีแปะต่อวันด้วยซ้ำ”
“เหตุใดน้องสาวของพี่ถึงลืมเรื่องพวกนี้หมดสิ้น” หลิวซือฉีพูดแล้วอมยิ้มอย่างเอ็นดูเมื่อมองหน้าคนร่างเล็กทำหน้าเหวอเมื่อรู้ราคาไข่
“ตั้งแต่ที่ข้าล้มในไร่บางเรื่องข้าก็จำไม่ได้ขอโปรดอภัย”
“จำไม่ได้! ให้แม่ไปตามหมอจ้าวมาดูอาการดีหรือไม่”
“ท่านแม่อย่าทำให้เป็นเรื่องใหญ่เลย มีมันเผาของข้าหรือไม่ข้าหิวแล้ว” หลิวเสี่ยวเหยียนเดินไปเกาะแขนหยางหลีเว่ยอย่างออดอ้อนเพราะอยากเปลี่ยนเรื่องคุย
หยางหลีเว่ยพยักหน้าแล้วนั่งลงปอกมันเผายื่นให้หลิวเสี่ยวเหยียน มันเผาเนื้อสีเหลืองข้างในนุ่มหวานหลิวเสี่ยวเหยียนคิดว่ากินมันเผาก็ไม่ได้แย่นะ