สรรพากรเล็งเสนอกฎหมายเก็บ VAT สินค้านำเข้า ต่ำกว่า 1,500 บาทในสิ้นปี 67 ก่อนเริ่มบังคับใช้ปี 68
อธิบดีสรรพากร เผย เตรียมเสนอกฎหมายให้อำนาจกรมสรรพากรเก็บ VAT สินค้านำเข้า ราคาต่ำกว่า 1,500 บาท ในสิ้นปี 2567 เพื่อให้มีผลในปี 2568 มั่นใจปีงบฯ 2567 เก็บรายได้ตามเป้าหลัง 9 เดือนแรกเก็บได้เกินเป้าแล้ว 0.5% เดินหน้าดึงคนเข้าสู่ระบบภาษี
ดร. กุลยา ตันติเตมิท อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า กรมสรรพากรจะเสนอกฎหมายการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จากสินค้านำเข้าราคาต่ำกว่า 1,500 บาท ภายในสิ้นปี 2567 โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างแก้ประมวลรัษฎากรเพื่อให้อำนาจกรมสรรพากรจัดเก็บภาษีดังกล่าวได้ในปี 2568
“การเก็บภาษีสินค้านำเข้าราคาต่ำกว่า 1,500 บาท ไม่ใช่เพื่อเม็ดเงิน แต่เพื่อความเท่าเทียมระหว่างผู้ประกอบการในประเทศและต่างประเทศ โดยปัจจุบันการจัดเก็บภาษีส่วนนี้กรมศุลกากรเป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งกรมศุลกากรก็คาดว่าทั้งปีจะจัดเก็บได้ประมาณ 1,500 ล้านบาท”
นอกจากนี้ กรมสรรพากรยังอยู่ระหว่างแก้ประมวลรัษฎากรเพื่อให้อำนาจกรมสรรพากรจัดเก็บภาษีผู้มีเงินได้จากต่างประเทศ โดยจะเสนอกฎหมายภายในปี 2567 เช่นเดียวกัน
“ตอนนี้มีกฎหมายหลายเรื่องที่เราต้องเตรียมแก้และเราเตรียมจะเสนอ แต่ว่าต้องทำไปเป็นเรื่องๆ ไม่เอามาพันกัน เราต้องแผนไว้ว่าปีนี้จะเสนออะไรบ้าง เพราะแก้กฎหมายแต่ละเรื่องก็ต้องใช้เวลา”
ทั้งนี้การเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มสินค้านำเข้าราคาต่ำกว่า 1,500 บาทได้เริ่มตัังแต่วันที่ 5 ก.ค. 2567 โดยปัจจุบันกรมศุลกากรเป็นผู้เก็บภาษีดังกล่าวแทนระหว่างรอการแก้กฎหมายของกรมสรรพากร
ดร. กุลยา กล่าวว่า สำหรับการจัดเก็บรายได้มั่นใจว่าในปีงบประมาณ 2567 กรมสรรพากรจะจัดเก็บรายได้เป็นไปตามเป้าหมายที่ 2.2767 ล้านล้านบาท โดย 9 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2567 (ณ สิ้นเดือน มิ.ย. 2567) กรมสรรพากรจัดเก็บรายได้เกินเป้าหมายที่ 0.5% ซึ่งจัดเก็บได้ตรงเป้าทั้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคล และ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)
“ช่วงที่ผ่านมาการเก็บ VAT จากการบริโภคในประเทศยังเติบโตได้ดี มาตรการของรัฐบาลที่เข้ามาก็ช่วยให้กรมสรรพากรจัดเก็บรายได้เพิ่มขึ้น เช่น มาตรการ Easy e- Receipt ที่เข้ามาช่วยให้การเก็บภาษี VAT เพิ่มขึ้น”
สำหรับภาษีเงินได้นิติบุคคลกลุ่มธุรกิจที่ช่วยสนับสนุนการจัดเก็บรายได้ของกรมสรรพาดกรมากจากกลุ่มธุรกิจพลังงาน การธนาคาร และ ภาคท่องเที่ยว เช่น ธุรกิจอาหาร บริการ โรงแรม ขณะที่กลุ่มธุรกิจที่ยังมีความท้าทายสำหรับการจัดเก็บรายได้คือกลุ่มธุรกิจที่ยังฟื้นตัวไม่ค่อยดี ได้แก่ กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ที่แม้มาตรการกระตุ้นภาคอสังหาฯ จะทำให้มีการเติบโตมากขึ้นแต่เม็ดเงินไม่ได้เข้ามาเยอะมาก
“แม้ภาคธุรกิจอาจจะมีการชะลอตัว แต่ก็คาดว่ากรมสรรพากรจะยังเก็บรายได้เป็นไปตามเป้าเนื่องจากหากดูมูลค่าการนำเข้ายังมีแนวโน้มที่ทำให้เก็บ VAT ได้มากขึ้น ขณะที่ค่าเงินบาทมีแนวโน้มทรงๆไปถึงอ่อนค่าก็มีส่วนช่วยสนับสนุนการเก็บ VAT ได้ เพราะมูลค่าการนำเข้าจะสูงขึ้น”
ดร. กุลยา กล่าวว่า กรมสรรพากรพยายามดึงกลุ่มคนที่อยู่นอกระบบภาษีให้เข้าสู่ระบบมากขึ้น โดยที่ผ่านมากรมสรรพากรได้ส่งหนังสือไปยังกลุ่มที่ถึงเกณฑ์ต้องยื่นภาษีแต่ไม่ได้เข้ามายื่นซึ่งพบว่า 50% ของกลุ่มนี้เต็มใจเข้ามายื่นภาษี ดังนั้นส่วนที่เหลือที่ไม่ได้เข้ามายื่น เช่น กลุ่มที่มีธุรกรรมการค้าขายแต่ไม่เคยจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ ไม่เคยยื่นภาษีนิติบุคคล กรมสรรพากรต้องให้เจ้าหน้าที่ไปติดตาม
“ผู้ประกอบการบางคนอาจมีรายได้ถึง 2-3 ล้านแต่ไม่เคยมาจด VAT เราก็ต้องให้เจ้าหน้าที่ออกไปพูดคุยสร้างความเข้าใจกับผู้ประกอบการ โดยในปี 2567 กรมได้ส่งจดหมายถึงผู้ประกอบการประมาณ 1 แสนราย ซึ่งมีคนที่ตอบรับกลับมาประมาณ 50% ทำให้ได้รายได้เพิ่มขึ้นจากส่วนนี้เฉลี่ยถึงปีละ 2,000 ล้านบาท”
สำหรับการคืนภาษีเงินได้บุคลลธรรมดาปัจจุบันกรมสรรพากรคืนภาษีในกลุ่มที่ไม่ต้องขอเอกสารเพิ่มครบเรียบร้อยแล้ว ส่วนกลุ่มที่ยังขอเอกสารมีสัดส่วนไม่มากซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการ