โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

Botulism คืออะไร อันตรายไหม พบได้ที่ไหนบ้าง?

BT Beartai

อัพเดต 04 ต.ค. 2566 เวลา 11.57 น. • เผยแพร่ 04 ต.ค. 2566 เวลา 09.44 น.
Botulism คืออะไร อันตรายไหม พบได้ที่ไหนบ้าง?

Botulism หรือโรคโบทูลิซึม เป็นภาวะที่ร่างกายได้รับสารพิษจากเชื้อแบคทีเรียชื่อ ‘คอสตริเดียมโบทูลินัม’ (Clostridium Botulinum) เป็นโรคหายาก โดยเมื่อร่างกายได้รับสารพิษจากเชื้อโรค สารพิษนี้จะเข้าไปทำลายระบบประสาทและกล้ามเนื้อ ทำให้เกิดอาการ เช่น กล้ามเนื้ออ่อนแรง เล่นภาพซ้อน หายใจติดขัด คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย และอาจทำให้หมดสติ และเสียชีวิตได้

สารพิษชนิดนี้ชื่อว่า ‘โบทูลินัม ท็อกซิน’ (Botulinum Toxin) ซึ่งคนส่วนใหญ่คุ้นเคยกันในชื่อ ‘โบท็อกซ์’ สารเคมีที่นำมาใช้ในทางการแพทย์และความงามที่ใช้ฉีดเข้ากล้ามเนื้อเพื่อให้กล้ามเนื้อหดตัว และกระชับขึ้น แต่ถึงอย่างนั้นโบท็อกซ์ที่ร่างกายได้รับจากฉีดกับที่มาจากการได้รับเชื้อโรคนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

Botulism เกิดจากอะไรได้บ้าง อาการเป็นแบบไหน?

เชื้อคอสตริเดียมโบทูลินัมสามารถเข้าสู่ร่างกายได้ 3 วิธีด้วยกัน

ปนเปื้อนมากับอาหารและน้ำดื่ม

เชื้อคอสตริเดียมโบทูลินัมจัดเป็นเชื้อแบคทีเรียอีกประเภทที่สามารถทำให้เกิดกลุ่มอาการอาหารเป็นพิษได้ โดยเชื้อนี้อาจปนเปื้อนมากับอาหารและน้ำดื่มได้ โดยเฉพาะอาหารกระป๋อง เช่น ปลากระป๋อง หน่อไม้ปี๊บ และผักกระป๋องต่าง ๆ

อาการ Botulism จากอาหาร

  • กลืนลำบาก พูดไม่ได้ หายใจลำบาก
  • ปากแห้ง
  • หนังตาตก หน้าเบี้ยว ปากเบี้ยว น้ำลายไหล
  • ตาพร่า เห็นภาพซ้อน
  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • ตะคริวที่ท้อง
  • กล้ามเนื้ออ่อนแรง อัมพาต

เข้าสู่ร่างกายผ่านแผล

เช่นเดียวกับเชื้อโรคอื่น ๆ คอสตริเดียวโบทูลินัมที่ทำให้เกิด Botulism สามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านบาดแผลไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ โดยเชื้อนี้พบได้ทั่วไปในธรรมชาติ โดยเฉพาะในดิน อาการ Botulism ผ่านทางแผลคล้ายกับการได้รับผ่านอาหาร แต่จะมีอาการปวดบวมบริเวณแผล และผิวหนังรอบแผลมีสีที่เปลี่ยนไป โดยอาจมีไข้ร่วมด้วย

เข้าสู่ร่างกายทารกผ่านสปอร์

คลอสตริเดียมโบทูลินัมสามารถเข้าสู่ร่างกายทารกและเข้าไปสร้างสารพิษในระบบทางเดินอาหาร และทำให้เกิดอาการจนทำให้ทารกเสียชีวิตได้ โดยแหล่งของสปอร์ของแบคทีเรียชนิดนี้ที่พบได้บ่อย คือ น้ำผึ้ง จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมห้ามทารกอายุต่ำกว่า 1 ปีได้รับน้ำผึ้ง

โดยอาการอาจเกิดในช่วง 18–36 ชั่วโมงหลังได้รับสปอร์หรืออาหารที่มีสปอร์เข้าไป เริ่มจากอาการท้องเสีย กล้ามเนื้อกระตุก กล้ามเนื้ออ่อนแรง คอตก งอแง น้ำลายไหล หนังตาตก รับประทานอาหารหรือดื่มนมไม่ได้

ผ่านการฉีดโบท็อกซ์

โดยปกติแล้ว การฉีดโบท็อกซ์ทางการแพทย์และความสวยงามที่ได้มาตรฐาน โดยบุคลากรทางการแพทย์ที่ผ่านการอบรมมาอย่างถูกต้องนั้นปลอดภัยและเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียงต่ำ แต่บางเคส ซึ่งหาได้ยากการได้รับโบท็อกซ์อาจเกิดความผิดปกติได้เช่นกัน

หากพบอาการ Botulism หรืออาการที่คล้ายกัน ควรรีบไปพบแพทย์ให้เร็วที่สุด เพราะอาจทำให้เกิดอาการรุนแรงที่เป็นอันตรายถึงชีวิต และอาจเกิดภาวะแทรกซ้อน อย่างอัมพาตที่ส่งผลต่อการใช้ชีวิตได้ โดยการรักษา Botulism แพทย์อาจใช้ยาต้านพิษ และรักษาตามอาการที่เกิดขึ้น

Botulism ป้องกันได้

Botulism พบได้ยาก และวิธีต่อไปนี้ช่วยลดความเสี่ยงของการได้รับเชื้อโรคคอสตริเดียมโบทูลินัมที่เป็นสาเหตุได้

1. ล้างมือให้สะอาดเสมอ

2. ดูแลรักษาแผลให้สะอาด ใช้ผ้าปิดแผล ไม่ใช้มือจับแผล

3. เลือกอาหารกระป๋องที่อยู่ในสภาพดี ไม่มีรอบบุบ ฉลากไม่ฉีกขาด และผลิตใหม่

4. เลือกรับประทานอาหารที่สะอาด สดใหม่ ผ่านการปรุงด้วยความร้อน

5. ห้ามป้อนน้ำผึ้งหรืออาหารที่ไม่จำเป็นแก่เด็กทารกอายุน้อย

6. เลือกฉีดโบท็อกซ์กับโรงพยาบาลหรือคลินิกเสริมความงามที่ได้มาตรฐาน

ที่มา: Mayo clinic, CDC

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...