โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

อัจฉริยะแห่งราชวงศ์ถัง

นิยาย Dek-D

อัพเดต 07 เม.ย. 2567 เวลา 08.45 น. • เผยแพร่ 07 เม.ย. 2567 เวลา 08.45 น. • Novelrealm
จ้าวเฉิน ชายหนุ่มจากอนาคตที่มาติดอยู่ในร่างเด็กหนุ่มขี้โรค ทว่าโรคนี้กลับมีความลับระหว่างสายเลือดราชวงศ์ และโชคชะตานี้ก็นำพาให้เขาเข้าสู่เส้นทางแห่งการปกครองโดยที่ตนไม่รู้ตัว

ข้อมูลเบื้องต้น

จ้าวเฉิน เด็กหนุ่มผู้ข้ามมิติย้อนมายังรัชสมัยเจินกวน ‘ราชวงศ์ถัง’

ทว่าการมาของ จ้าวเฉิน กลับต้องอยู่ในร่างของเด็กหนุ่มผู้อ่อนแอที่มีโรคหอบไม่สามารถใช้ร่างกายได้อย่างหักโหม โชคดีที่มีระบบคอยช่วยเหลือผนวกกับความฉลาดเป็นกรด ที่มีส่วนช่วยแก้ไขปัญหาบ้านเมืองโดยมิได้ตั้งใจ ทั้งยังสร้างสิ่งประดิษฐ์ต่าง ๆ ขึ้นมามากมายเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้คน ด้วยความสามารถรอบด้าน แม้แต่ จักรพรรดิ หลี่ซือหมิน ก็ไม่อาจมองข้ามจ้าวเฉิน ด้วยการพบกัน เรื่องวุ่น ๆ ของเหล่าเชื้อพระวงศ์ และ จ้าวเฉิน จึงเริ่มขึ้น…

เรื่องอัจฉริยะแห่งราชวงศ์ถัง เป็นนิยาย แนวระบบ+ย้อนเวลา ปราศจากกำลังภายใน เคล็ดวิชา ถึงแม้ว่าร่างกายของพระเอกจะไม่เอื้ออำนวยให้รบทัพจับศึก แต่ว่าด้วยความสามารถและความรู้ที่มีทำให้ พระเอกสามารถประดิษฐ์สิ่งต่างๆ ที่ช่วยสนับสนุนขีดความสามารถของกองทัพ บวกกับกลยุทธ์ต่างๆ ที่สั่งสมความรู้มา แต่เนื้อเรื่องจะเน้นไปที่การบริหารปกครอง และใช้องค์ความรู้อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็น ทักษะด้านการเกษตร การประดิษฐ์อักษร การวาดภาพ การทำอาหาร ประพันธ์บทกวี ทักษะการแพทย์ และอื่นๆ ทุกสิ่งล้วนมีความสำคัญที่จะผลักดันตัวพระเอก!

เด็กคนนี้คือผู้ใด?

บทที่ 1 : เด็กคนนี้คือผู้ใด?

รัชสมัย เจินกวน ปีที่เก้า

ต้าถัง ณ เมืองฉางอันฝั่งตะวันออกหมู่ที่สามถนนผิงคังฟาง ภายในโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง

ชายหนุ่มภายใต้ชุดเรียบง่าย ยืนอยู่หน้าโต๊ะคิดเงิน พร้อมกับชายชราที่มีผมเผ้าและหนวดเคราสีขาว กำลังฝนหมึกให้เขาอย่างช้าๆ

ชายหนุ่มยกพู่กันขึ้นมา

จุ่มลงถาดหมึก

จรดพู่กันลง

สะบัดมันในม้วนเดียว

เมื่อปลายพู่กันยกขึ้น จ้าวเฉินก้าวถอยหลังไปสองก้าว ขณะมองดูตัวอักษรที่ปรากฏตรงหน้าด้วยความระมัดระวัง

บนกระดาษมีเพียงหนึ่งประโยค: "สวมรองเท้าไผ่เคลื่อนไหวคล่องแคล่วกว่าอาชา, พิรุณกระหน่ำใยจะต้องกลัว "

อักษรที่เขียน สลับไขว้ ลื่นไหลราวกับเมฆที่ล่องลอย มังกรถลาน่ายำเกรง

ในยุคสมัยต้าถังที่น่ากลัวและเต็มไปด้วยความยากลำบาก แต่ก็มีบางคนที่ตั้งหน้าตั้งตาเฝ้ารอ

จ้าวเฉิน วางพู่กันในมือของเขา พลางถอนหายใจเล็กน้อย

นี่ก็เป็นเวลาหนึ่งปีแล้ว ที่เขามาอาศัยอยู่ในยุคสมัย ต้าถัง พร้อมกับ "ดัชนีทองคำ" ระบบที่มอบสิ่งต่างๆ มากมายสร้างอรรถประโยชน์ให้แก่เขา

เดิมที จ้าวเฉิน กำลังวางแผนที่จะผจญภัยครั้งใหญ่ไปในโลกแห่งนี้

แต่ใครจะไปนึกว่า นับตั้งแต่เกิดมา ร่างกายนี้ก็มาพร้อมกับความเจ็บป่วยที่ซุกซ่อน

มันเป็นโรคหอบหืดที่เกิดขึ้นตามปกติธรรมชาติ ซึ่งจำเป็นจะต้องระวังร่างกาย แม้แต่จะหายใจปกติก็ยังถือเป็นปัญหา แล้วนับประสาอันใดกับการเดินทางไกล

ที่สำคัญกว่านั้น แม้ว่า จ้าวเฉิน จะได้รับสิ่งต่างๆ จากระบบ แต่มันก็ไม่มีระบบที่ฟื้นฟูรักษา

สิ่งนี้ทำให้ จ้าวเฉิน รู้สึกจนปัญญา

เขาได้แต่ส่ายหัว พร้อมกับที่แผงค่าคุณสมบัติติดตัวของ จ้าวเฉิน ได้ปรากฏขึ้นในหัว

ผู้ควบคุม : จ้าวเฉิน

อายุ : 16

ร่างกาย : อ่อนแอ (โรคทางเดินหายใจ,หอบหืด)

ทักษะ: การเขียนอักษร (เชี่ยวชาญลึกซึ้ง) , ศิลปะดนตรี (เชี่ยวชาญลึกซึ้ง) , การทำอาหาร (เชี่ยวชาญลึกซึ้ง) , การเพาะปลูก (เชี่ยวชาญลึกซึ้ง) , การผลิตสุรา (เชี่ยวชาญลึกซึ้ง) , การวาดภาพ (เชี่ยวชาญลึกซึ้ง) …

ช่องสัมภาระ: เมล็ดมะเขือเทศ 10 จิน, เมล็ดพริก 10 จิน , เมล็ดมันฝรั่ง 10 จิน, ภาพแปลนกังหัน, ภาพแปลนคันไถราง, สูตรคู่มือการทำเค้กเนยสด…

แม้ว่าจะมีหลายสิ่งหลายอย่าง แต่ จ้าวเฉิน ก็ไม่ได้ใช้ทำอะไรมากมาย

เพราะท้ายที่สุดร่างกายเขาก็ไม่เอื้ออำนวยให้เขาออกไปข้างนอกเป็นเวลานานๆ

ไม่ใช่ว่า จ้าวเฉิน ไม่ต้องการไปหา ซุนซื่อเหมี่ยว หมออัจฉริยะผู้มีชื่อเสียงแห่งต้าถัง

แต่หมอที่เดินทางไปทั่วแผ่นดินใต้หล้าเพื่อรักษาผู้คน จะไปหาเขาพบได้อย่างไร?

เนื่องจาก จ้าวเฉิน ไม่สามารถตามหา ซุนซือเหมี่ยว ได้ จ้าวเฉินจึงต้องทานยาเพื่อระงับอาการเจ็บป่วยภายในร่างกาย ตามเทียบยาที่หมอในเมืองฉางอันระบุ

ทุกวันเขาต้องอาศัยอยู่ในโรงเตี๊ยม เอาแต่ ขีดเขียน วาดภาพ ปลูกดอกไม้ ต้นไม้ บริเวณสวนหลังเรือน บางครั้งก็เข้าไปที่ครัว เพื่อทำอาหารประทังชีวิตตัวเอง

เพื่อไม่ให้รู้สึกว่าชีวิตน่าเบื่อ

เพราะอารมณ์ที่แปรปรวน คือสาเหตุที่ทำให้โรคหอบหืดกำเริบได้เช่นกัน จ้าวเฉิน จึงค่อยๆ พัฒนาอารมณ์ จนเขาเมินเฉยต่อสิ่งต่างๆ

สำหรับ จ้าวเฉิน เขามีความปรารถนาที่จะทำสิ่งต่างๆเพื่อ ต้าถัง

แต่ด้วยสภาพร่างกายเช่นนี้ แน่นอนว่าเป็นไปไม่ได้หากจะให้เขาไปเข่นฆ่าไล่สังหารศัตรู

ทว่าการสอบเข้าราชสำนักกลับเป็นเรื่องยากยิ่งกว่า

นับตั้งแต่ช่วงก่อตั้งราชวงศ์ถังการสอบราชสำนักยังคงถูกผูกขาดโดยตระกูลขุนนางชนชั้นสูง และต้องมีหนังสือแนะนำสำหรับการเข้าสอบราชสำนัก ที่ต้องได้รับการเสนอชื่อในหนังสือแนะนำโดยขุนนางขั้นที่ห้าหรือขุนนางที่มีตำแหน่งสูงกว่าของราชสำนัก

บิดามารดาของ จ้าวเฉิน ได้ด่วนตายจาก ปัจจุบันมีเพียง ฝู่ป๋อ ที่คอยอยู่เคียงข้างดูแลเขาแค่คนเดียว

แม้ว่าครอบครัวของเขาจะมีฐานะความเป็นอยู่ที่ดี แต่การจะได้รับหนังสือแนะนำจากขุนนางขั้นที่ 5 ขึ้นไป นับเป็นความฝันลมๆ แล้งๆ

จ้าวเฉิน เข้าใจตรงจุดนี้ดี ดังนั้นเขาจึงออกจากบ้านเกิดของเขาที่เขตหลานเถียน และซื้อที่ดินผืนเล็ก ๆ ในย่านถนนผิงคังฟางของเมืองฉางอัน และเปิดโรงเตี๊ยม

ไม่เพียงแต่มันจะเป็นศูนย์รวมแห่งความเจริญรุ่งเรืองของอาณาจักรต้าถังเท่านั้น มันยังรวมไปถึงการมองหาเส้นทางดำรงชีวิตให้กับตนเองอีกด้วย

"ติ๊ง ขอแสดงความยินดีกับผู้ควบคุม คะแนนการคัดลายมือ*1 ทักษะการเขียนอักษรถึงขีดจำกัดและไม่สามารถอัพเกรดได้ คุณได้รับค่าประสบการณ์ 0 คะแนน… "

เมื่อได้ยินเสียงของระบบดังขึ้น ท่าทางการแสดงออกของ จ้าวเฉิน ก็ดูเงียบสงบ

เขาไม่ได้ตำหนิระบบ ที่ไม่ได้ให้ทักษะการแพทย์รักษาตนเอง

เนื่องจากไม่สามารถผ่านประตูบานแรกในตอนนี้ได้ จึงไม่อาจก้าวสู่ประตูบานที่สอง

โชคดีที่ในปีนี้ จ้าวเฉินได้เคลื่อนไหวออกแรงอย่างระมัดระวัง ทำให้อาการดีกว่าช่วงแรกๆ มากนัก

ทว่าสิ่งที่ทำให้ จ้าวเฉิน ค่อนข้างสงสัยก็คือโรคหอบหืด เพราะส่วนใหญ่มันจะมาจากการถ่ายทอดพันธุกรรม

จากคำบอกเล่าของข้ารับใช้เฒ่า ฝู่ป๋อ ที่ดูแลเขาจนเติบใหญ่ได้บอกว่า

บิดามารดาของ จ้าวเฉิน ไม่มีผู้ใดเป็นโรคหอบหืด

แล้วโรคหอบหืดนี้มาจากไหน?

จ้าวเฉิน จึงไม่เข้าใจ และทำได้เพียงโทษตัวเองที่โชคร้ายดวงซวย

ฝู่ป๋อ ที่อยู่ข้างๆ เขาได้ช่วยนำอักษรที่หมึกแห้งแล้วไปแขวนไว้บนผนัง ระหว่างที่สีหน้าของเขาเปี่ยมไปด้วยความสุข

ความสามารถในการเขียนอักษรของนายน้อยนั้นยอดเยี่ยมมาก เชื่อว่าในอนาคตเขาต้องโดดเด่นอย่างแน่นอน

“นี่ใกล้จะยามเที่ยงแล้ว ท่านอยากกินอะไร” ฝู่ป๋อถามด้วยรอยยิ้ม

"หมูตุ๋น อย่าลืมใส่สุราลงในหม้อ ต้มไว้สักพักเพื่อกำจัดกลิ่นของเนื้อหมู … "

"คุณชาย ท่านหมอบอกว่าท่านควรกินอาหารเบา ๆ แต่เนื้อนี่… " ฝู่ป๋อ มองไปยัง จ้าวเฉิน ด้วยความวิตกกังวล

ร่างกายของ จ้าวเฉิน เจ็บป่วย ทางที่ดีที่สุดคือหลีกเลี่ยงการกินของที่มีไขมันจำนวนมาก

ลุงฝู่ คอยดูแลจ้าวเฉินมาตั้งแต่เล็กจนโต เขาย่อมห่วงใยจ้าวเฉินอย่างแท้จริง

ดังนั้นเป็นธรรมดาที่เขาจะกังวลเรื่องสุขภาพร่างกายของ จ้าวเฉิน

"ลุงฝู่ ข้าขอแค่ครั้งเดียว … " จ้าวเฉิน กล่าวด้วยรอยยิ้ม

"เฮ้อ" ฝู่ป๋อ ถอนหายใจแล้วหันกลับไปทางครัวด้านหลัง

นอกโรงเตี๊ยมปรากฏร่างสองร่าง

เมื่อพวกเขาสองคนมองเห็นป้าย "โรงเตี๊ยมหว้างโย่ว" เบื้องหน้า ก็ไม่สามารถละสายตาไปจากมันได้

ทันใดนั้นชายวัยกลางคน คนหนึ่งในชุดผ้าไหมก็เอ่ยว่า "ที่ปรึกษา คิดว่าอักษรนี้เป็นอย่างไร? "

“เป็นอักษรที่วิเศษมาก! แม้แต่เฉินก็ยังมิอาจเทียบเคียงได้!” จ่างซุนอู๋จี้ที่อยู่ข้างๆ ส่ายหัว ใบหน้าของเขายามนี้เต็มไปด้วยความประหลาดใจ

ในฐานะที่เป็นอัครมหาเสนาบดีที่ปรึกษา แห่งต้าถัง จ่างซุนอู๋จี้ได้ช่วยเหลือจักรพรรดิหลี่ซือหมินในการบริหารปกครองและเขาได้เห็นป้ายอักษรมากกว่าหลายหมื่นชุด

แต่ไม่ว่าจะเป็นปราชญ์บัณฑิต หรือขุนนางใหญ่ ก็ไม่มีผู้ใดมีความสามารถในการเขียนอักษรเช่นนี้ได้

อักษรบนแผ่นป้ายที่เสมือนมังกรเหินทะยาน แม้กระทั่ง หลี่ซือหมิน ก็มิเคยเห็นที่ใดมาก่อน

ยามนี้เขาเกิดอาการหุนหันพลันแล่นและต้องการที่จะถอดป้ายนี้ แล้วนำกลับไปที่พระราชวังเพื่อคัดลอกเก็บเอาไว้

นี่เป็นประสบการณ์ครั้งแรกนับตั้งแต่ออกจากวัง ที่ได้เห็นลายลักษณ์อักษรที่ยอดเยี่ยมเช่นนี้

ทำให้ หลี่ซือหมิน อดมิได้ที่จะเริ่มสงสัยเกี่ยวกับตัวตนเจ้าของลายมือผู้ที่เขียนอักษรเหล่านี้ขึ้นมา

"ไปกับเรา ตามหาบัณฑิตผู้นี้! " หลี่ซือหมิน กล่าว

ในความคิดของหลี่ซือหมิน เชื่อว่าในโรงเตี๊ยมจะต้องมีบัณฑิตที่เก่งกาจ

มิฉะนั้น ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะมีลายมือเช่นนี้

จ่างซุนอู๋จี้เปิดประตู และปล่อยให้หลี่ซือหมินเดินนำเข้าไปก่อน

เมื่อเข้ามาภายในโรงเตี๊ยมกลับมิพบเจอผู้ใด

มีเพียงโต๊ะไม้สามถึงสี่ตัวและม้านั่งเพียงไม่กี่ตัว แม้ว่าที่นี่จะมีขนาดเล็ก แต่ก็มีความเป็นระเบียบเรียบร้อยและสะอาดสะอ้าน

บนผนังมีป้ายอักษรและภาพวาดใส่กรอบหลายชิ้นแขวนอยู่ แต่ละชิ้นงานล้วนมีความอัศจรรย์เกินบรรยาย

บนป้ายไม้ที่แขวนอยู่เหนือโต๊ะคิดเงิน มีลายมือเดียวกันกับป้ายชื่อร้านที่แขวนอยู่ด้านนอก

"ลองเข้าไปด้านใน! "หลี่ซือหมินกล่าวขึ้น ยามนี้เขาปักใจเชื่อแล้วว่า บัณฑิต จะต้องอยู่ในโรงเตี๊ยมแห่งนี้

พวกเขาทั้งสองยังคงเดินหน้าต่อไป กระทั่งเดินไปถึงลานสนามด้านหลังโรงเตี๊ยม ก่อนจะเห็นหนุ่มน้อยวัยเยาว์แต่งตัวธรรมดากำลังก้มหน้าเชยชมต้นไม้ดอกไม้ภายในสวน

ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ทันได้สังเกต การมาถึงของทั้งสองคน

หลี่ซือหมินเหลือบมอง ขณะที่รู้สึกว่าชายหนุ่มตรงหน้าดูค่อนข้างคุ้นเคย ทำให้เขายิ่งอยากจะเข้าไปมองใกล้ ๆ ระหว่างนั้นความอยากรู้อยากเห็นก็ปรากฏบนใบหน้าที่เรียบเฉยของเขา: "เด็กคนนี้เป็นผู้ใด? "

จ่างซุนอู๋จี้ก้าวไปข้างหน้าสองก้าว ก่อนที่เขาจะเดินไปถึงตัว จ้าวเฉิน ขาเขาก็หยุดชะงัก

ทันใดนั้นสีหน้าเขาก็เต็มไปด้วยความตกใจ พลางขยี้ตาด้วยความไม่อยากเชื่อ

เด็กคนนี้ หมายความว่าอย่างไร…

เหตุใดเขาถึงดูคล้ายกับองค์จักรพรรดิครั้นที่ยังทรงพระเยาว์?

หัวใจจ่างซุนอู๋จี้เต้นรัว

หากจะมีความแตกต่าง ก็มีตรงที่เด็กหนุ่มคนนี้ดูนิ่งสงบสยบความเคลื่อนไหว ส่วนองค์จักรพรรดิในตอนนั้น ดูคมในฝัก

'เทพเซียนช่วยด้วย! ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ข้าไม่เห็นจะเคยได้ยินว่าฝ่าบาทจะทรงมีสตรีนางอื่นมาก่อน! ' จ่างซุนอู๋จี้ เหลือบมองหลี่ซือหมินอย่างระมัดระวัง พลางครุ่นคิดอยู่ในหัว

ผู้ใดก็มิกล้าทำ

บทที่ 2 – ผู้ใดก็มิกล้าทำ

“ท่านทั้งสองคนอยากกินสิ่งใด” จ้าวเฉินเงยหน้าขึ้นและถามด้วยรอยยิ้ม

ในเวลาเดียวกัน เขาก็สังเกตสองคนที่อยู่เบื้องหน้า โดยไม่ทิ้งพิรุธใด ๆ

อาภรณ์แพรไหม นี่คือชุดชั้นเลิศที่ทอมาจากผ้าซู

หยกชั้นเลิศถูกห้อยไว้ที่ข้างเอว ลำพังจี้หยกนี้เพียงชิ้นเดียวก็สามารถเหมาโรงเตี๊ยมของเขาได้แล้ว

คนพวกนี้จะต้องร่ำรวยอย่างแน่นอน

อาหารภายในโรงเตี๊ยมของจ้าวเฉินนับว่ามีระดับอย่างแท้จริง เรียกว่าเป็นอาหารชั้นเลิศ คนธรรมดาคงไม่มีทางจะมากินอาหารของที่นี่

นี่เป็นเหตุผลว่าเหตุใดโรงเตี๊ยมจึงเงียบเหงาราวกับป่าช้า

สำหรับบุคคลที่อยู่เบื้องหน้าเขาจะต้องร่ำรวยอย่างแน่นอน ยิ่งคิดเช่นนี้แล้วก็ยิ่งทำให้จ้าวเฉินอารมณ์ดี พอเขาคิดว่าตนเองกำลังจะหาเงินเข้าร้านได้

“ข้ามาที่นี่แน่นอนว่าเพื่อกินอาหาร แต่อยากรู้เรื่องคนที่เป็นปริศนา ข้าอยากจะให้น้องชายช่วยตอบ!” หลี่ซื่อหมิน กล่าวขึ้นเบา ๆ ขณะเอามือไขว้หลัง

จ้าวเฉินไม่ได้พูดอะไร แต่รอให้ หลี่ซือหมิน พูดอย่างเฉยเมย

หลี่ซือหมินมองตรงไปยัง จ้าวเฉิน ด้วยความประหลาดใจ

แม้ว่าเขาจะปลอมตัวออกมาในวันนี้ แต่เนื่องจากอยู่ภายใต้สถานะที่สูงส่งมาเป็นเวลาเนิ่นนานทำให้มีบุคลิกกลิ่นอายที่ไม่ธรรมดา

ทว่าคนธรรมดาสามัญกลับจ้องมองตนเอง อย่างไม่สะทกสะท้าน

เด็กคนนี้…

“ป้าย 'โรงเตี๊ยมหว้างโย่ว' ด้านนอก เชื่อว่าต้องถูกเขียนโดย บัณฑิต บางคนแม้จะฝึกฝนทักษะการเขียนอักษรมาหลายปี แต่กลับไม่เคยพบผู้ใดที่มีลายพู่กันอันวิจิตรงดงามเช่นนี้มาก่อน"

“ข้าต้องการให้น้องชายช่วยแนะนำให้ข้าได้รู้จัก แน่นอนว่าข้าต้องตอบแทนน้ำใจ!” หลี่ซื่อหมินกล่าวด้วยรอยยิ้ม ขณะที่ภายในใจของเขาเปี่ยมไปด้วยความคาดหวัง

เพราะเขาปรารถนาจะได้พบกับบัณฑิต ผู้ที่มีความสามารถทางด้านการเขียนอักษรอันเป็นเลิศ

แต่ภายในโรงเตี๊ยมแห่งนี้ดูเหมือนว่าจะไม่มีใครที่ดูน่าจะใช่

“ที่นี่ไม่มีบัณฑิตอยู่หรอก อักษรบนป้ายด้านนอกเป็นของข้าที่เขียนขึ้นเพื่อฆ่าเวลา ไม่ได้ตั้งใจอันใดนัก!” จ้าวเฉิน ยิ้มและโบกมือปัด

ได้ยินคำพูดของ จ้าวเฉิน ม่านตาของหลี่ซือหมินก็หดแคบลง แต่เขายังคงรักษาท่าทางสงบเฉกเช่นเดิม

เมื่อหันไปมองดูจ่างซุนอู๋จี้ เขาก็พบว่า จ่างซุนอู๋จี้ดูเหมือนจะเกิดความเคลือบแคลงสงสัยเช่นเดียวกันกับสีหน้าของเขาที่แสดงออก

เด็กหนุ่มตรงหน้าจะมีความสามารถในการเขียนอักษรที่ยอดเยี่ยมถึงเพียงนี้เชียว?

มันออกจะน่าเหลือเชื่อเกินไป

“หากท่านทั้งสองไม่เชื่อ ท่านสามารถไปดูชิ้นงานของข้าได้ที่ห้องตำรา” จ้าวเฉินยิ้ม และยื่นมือของเขาออกเพื่อเชิญทั้งสอง

เขาตระหนักดีว่าทั้งสองเป็นคนมั่งคั่งร่ำรวย เพื่อประโยชน์ของโรงเตี๊ยม จ้าวเฉิน รู้สึกว่าจำเป็นต้องต้อนรับขับสู้เอาใจพวกเขา

ปกติเวลาว่างเขาก็คัดลายมือและวาดรูปอยู่ภายในห้องตำรา

แม้ว่าพวกเขาจะถูกพาไปที่ครัวด้านหลัง ที่มีเตาไฟไอร้อนระอุ แต่พวกเขาก็เลือกที่จะเผชิญ

ทั้งคู่เดินตาม จ้าวเฉิน ไปยังห้องตำราด้วยความสงสัยใคร่รู้

ทันทีที่พวกเขาเข้าไปในห้องตำรา หลี่ซือหมิน และ จ่างซุนอู๋จี้ ที่อยู่ในอาการเฉื่อยชา ได้กวาดตามองไปยังผลงานการประดิษฐ์อักษรและภาพวาดบนผนัง ขณะที่ลูกตาแทบจะถลนออกมา

“อึก—”

ภายในห้องตำราที่แสนจะเงียบสงบ สามารถได้ยินเสียงกลืนน้ำลายอย่างยากลำบากของ จ่างซุนอู๋จี้

หลี่ซือหมินหันศีรษะไปมอง จ้าวเฉิน ด้วยความตกใจ

“น้องชาย สิ่งเหล่านี้… ทั้งหมดเป็นผลงานของเจ้างั้นรึ?” หลี่ซื่อหมิน พยายามควบคุมอารมณ์ให้สงบ

แต่ในระหว่างที่ถาม เขากลับชะโงกตัวลง

หลี่ซือหมินเป็นจักรพรรดิแห่งราชวงศ์ถัง ครั้งที่อายุสิบหกปีเขาได้นำทัพกำราบอ๋องฉิน แล้วจะมีฉากแบบไหนบ้างที่ไม่เคยเห็น

แต่ฉากเหตุการณ์ในวันนี้เขาไม่เคยประสบพบเจอมาก่อน

"ภาพทิวทัศน์เบื้องหน้าสมจริงมาก และบุคคลในภาพก็ดูราวกับเป็นคนจริงๆ "

"ข้าชื่นชมผลงานการเขียนภาพนานนับสิบๆ ปี แต่ไม่เคยเห็นภาพวาดที่น่าประทับใจเช่นนี้มาก่อน"

"ลายอักษร, ภาพวาด ที่น่าอัศจรรย์เช่นนี้ ถูกสร้างโดยคนคนเดียว!"

หลี่ซือหมินตกใจอย่างลับ ๆ แต่เขาไม่ได้พูดอะไรสักคำ

ท้ายที่สุดเขาก็เป็นจักรพรรดิ แม้ว่าอารมณ์ของเขาจะพลุ่งพล่านมากเพียงใด หลี่ซื่อหมินก็จำเป็นจะต้องสงวนท่าทีรักษาอาการให้สงบ

“มันเป็นแค่การร่างง่าย ๆ อาศัยการผสมผสานของแสงและเงา วางมุมตำแหน่ง ทำการแรเงา ใช้ถ่านเพียงก้อนเดียวก็สามารถทำออกมาได้ มันไม่มีอะไรง่ายไปกว่านี้แล้ว!” จ้าวเฉิน กล่าวด้วยรอยยิ้ม

ทันทีที่ประโยคดังกล่าวถูกเอ่ยออกมา กล้ามเนื้อบนใบหน้าของหลี่ซือหมินและจ่างซุนอู๋จี้ ก็เกิดอาการกระตุกอย่างแรง

ไม่มีอะไรง่ายไปกว่านี้?

พวกเขาเคยเห็นภาพวาดที่มีชื่อเสียงมากมายทั่วแผ่นดิน ทว่าพวกเขากลับไม่เคยพบเห็นผลงานชิ้นเอกเช่นนี้มาก่อน

ระหว่างที่ยืนอยู่เบื้องหน้าภาพวาด หลี่ซื่อหมิน ไม่สามารถสรรหาคำใด ๆ มากล่าวได้อีก

จ่างซุนอู๋จี้มองไปที่ลายอักษรที่แขวนติดอยู่บนผนัง ขณะที่นิ้วมือของเขาเริ่มทำการคัดลอก โดยไม่สามารถควบคุมตนเองได้อีกต่อไป

บัดนี้ หลี่ซือหมินและจ่างซุนอู๋จี้เชื่อแล้วว่า อักษรภาพ ลายอักษรทั้งหมดถูกเขียนขึ้นโดยฝีมือ จ้าวเฉิน

เพราะมันไม่สามารถอธิบายเป็นอื่นได้

เด็กหนุ่มที่ดูท่าทางอ่อนแอ แต่กลับมีความสามารถถึงเพียงนี้ซุกซ่อน

ระหว่างมองไปยังใบหน้าที่เรียวเล็กของ จ้าวเฉิน หากเทียบกับก่อนที่จะเข้ามา หลี่ซือหมินดูเหมือนความอยากรู้อยากเห็นของเขาจะเพิ่มมากยิ่งขึ้น

หลังจากที่พูดคุยกันในห้องตำราไประยะหนึ่ง หลายคนก็ได้ทำความรู้จักกัน

จ้าวเฉิน ได้รู้ว่าชายที่อยู่ข้างหน้าเขาคือ เหล่าหลี่, พ่อค้าที่มาจากแดนสู่

ส่วนคนที่ยืนถัดจากเขาคือ เหล่าจาง เป็นพ่อบ้านของเหล่าหลี่

แม้ว่าจะเป็นเรื่องแปลกที่บอกว่าพ่อบ้านสามารถสวมใส่ชุดผ้าไหมเมฆได้ แต่จ้าวเฉินก็ไม่คิดจะสอดรู้สอดเห็น

ขอแค่ลูกค้าที่มาใช้บริการโรงเตี๊ยมเป็นคนใจกว้างก็เพียงพอแล้ว

สนทนากันอีกไม่กี่ประโยค พวกเขาก็เดินออกจากห้องตำราไปยังบริเวณส่วนหน้าของโรงเตี๊ยม

ขณะที่หลี่ซือหมินเตรียมจะนั่งลง เขาก็เหลือบไปเห็นกลอนที่ จ้าวเฉิน เพิ่งเขียนเสร็จ ซึ่งติดอยู่เหนือผนังโต๊ะคิดเงินด้านหลัง : สวมรองเท้าไผ่เคลื่อนไหวคล่องแคล่วกว่าอาชา, ใยต้องกลัว? หยาดพิรุณโปรยปรายตราบชีวิตดำเนิน!

“น้องจ้าว ใครเป็นคนคิดประโยคท่อนนี้ขึ้นมา เหตุใดข้าถึงไม่เคยได้ยินมาก่อน?” หลี่ซื่อหมิน เปลี่ยนความสนใจจากการเขียนพู่กันเป็นบทกลอน

หยาดพิรุณโปรยปรายตราบชีวิตดำเนิน!

ช่างเป็นคำพูดที่วิเศษจริง ๆ

“ไม่ยึดติด ไร้สุขไร้ทุกข์ ลืมแพ้ลืมชนะ กล่าวได้ดี กล่าวได้ดี!” จ่างซุนอู๋จี้ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ขณะอดที่จะกล่าวชื่นชมออกมามิได้

“น้องชาย ประโยคนี้เต็มไปด้วยประสบการณ์ของชีวิต หากไม่ใช่เพราะจุดพลิกผันในชีวิต คงไม่อาจเขียนประโยคดี ๆ เช่นนี้ออกมาได้!”

“ผู้ใดเป็นคนคิดถ้อยคำประโยคนี้ขึ้นมา?” จ่างซุนอู๋จี้ ถาม

เขาดูราวกับเด็กขี้สงสัย

การได้มา "โรงเตี๊ยมหว้างโย่ว" ในวันนี้ แม้ว่าพวกเขาจะยังไม่ได้กินอะไรจนถึงปัจจุบัน แต่พวกเขาทั้งสองก็พบกับสิ่งที่น่าตกใจจนอิ่มเอม

จ่างซุนอู๋จี้เหลือบมองไปที่ จ้าวเฉิน และคิดกับตัวเองว่า คงไม่ใช่เขาที่เป็นคนคิดขึ้นมาเองกระมัง…

ด้วยวัยเพียงแค่นี้…

มันไม่น่าจะเป็นไปได้

จ่างซุนอู๋จี้ ลอบคิดในใจ

หลี่ซือหมินมิได้เอ่ยวาจาใด ๆ ได้แต่มองไปที่ จ้าวเฉิน ด้วยความคาดหวัง

เขาต้องการจะรู้ว่าประโยคนี้มันมาจากไหน

เหตุใดข้าที่อ่านตำรามากมายถึงไม่เคยได้ยินประโยคนี้?

“ประโยคนี้ ข้าเพิ่งคิดออกเมื่อไม่กี่วันก่อน จึงเรียบเรียงออกมาแบบลวก ๆ ไม่นับเป็นอันใด” จ้าวเฉินยิ้มเล็กน้อย

หากบัณฑิตนักปราชญ์มาได้ยิน คงทำการคัดลอกให้ไว!

“แค่ก แค่ก—” หลี่ซือหมิน สำลักไอออกมาอย่างรุนแรง ราวกับว่าเขาไม่อาจทำใจยอมรับคำตอบของจ้าวเฉินได้ในชั่วขณะหนึ่ง

จ่างซุนอู๋จี้ตกตะลึงถึงขนาดที่กล่าวอะไรออกมาไม่ออก

“คุณชาย มื้อเที่ยงพร้อมแล้ว!” จู่ ๆ เสียงของลุงฝู่ก็ดังมาจากครัวทางด้านหลัง

จากนั้นก็เห็นฝู่ป๋อถือหมูตุ๋นชามใหญ่มายังโต๊ะในร้าน

ได้เห็นคนแปลกหน้าสองคนจ้องไปยังกลอนที่แขวนด้วยใบหน้าที่ตกตะลึง ใบหน้าของฝู่ป๋อก็แสดงความภาคภูมิใจออกมา

รับรองว่าต่อให้พวกท่านค้นหาถ้อยคำประโยคนี้ทั่วแผ่นดินต้าถังก็มิอาจพบได้เป็นครั้งที่สอง

“เหล่าหลี่ เหล่าจาง มิทราบว่าจะสั่งสิ่งใด เราสามารถยกอาหารชนิดอื่นมาให้ได้ในภายหลัง แต่วันนี้พวกท่านสามารถลิ้มลองหมูตุ๋นชามนี้ได้!” จ้าวเฉิน ดึงทั้งสองคนนั่งลงบนเก้าอี้อย่างกะทันหัน

เหตุผลที่กล่าวเช่นนี้เหตุผลหนึ่งเป็นเพราะว่าเขาไม่ต้องการให้ฝู่ป๋อหักโหมทำงานหนัก และอีกอย่างจ้าวเฉินไม่กลัวว่าหลังจากที่ทั้งสองคนนี้ได้กินหมูตุ๋นนี้ไปแล้วจะไม่แวะเวียนกลับมา

รับรองว่าครั้งหน้าเขาจะต้องดูดเงินจากสองคนนี้เข้ากระเป๋าได้อีกแน่นอน

เมื่อถูก จ้าวเฉิน ลากให้นั่งลง หลี่ซือหมินก็มีปฏิกิริยาขัดขืนต่อต้านเล็กน้อย

ให้เกียรติห้าฉื่อนอบน้อมเก้าชุ่น ยกเว้นบรรดาคนสนิทใกล้ตัว ไฉนเลยจะปล่อยให้ผู้ใดเข้าใกล้ถึงเพียงนี้?

แต่ในเวลานี้เขาเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับตัว จ้าวเฉิน

อีกทั้งจ้าวเฉินก็ไม่รู้จักตัวตนที่แท้จริงของเขา หลี่ซือหมิน จึงยอมนั่งลงอย่างเงียบๆ ไม่ถือสาหาความ

ทว่ามุมปากของ จ่างซุนอู๋จี้ กระตุกอย่างรุนแรง

แม้แต่เขาเองก็ยังมิขวัญบังอาจลากจักรพรรดิไปประทับนั่ง

เด็กคนนี้ นับว่าเป็นคนแรก!

รสชาติเป็นอย่างไร?

บทที่ 3 - รสชาติเป็นอย่างไร?

“เจ้าสิ่งที่เรียกว่าหมูตุ๋น แท้จริงแล้วเป็นเนื้อหมูงั้นรึ?” หลี่ซื่อหมินขมวดคิ้วลงเล็กน้อย ขณะมองไปยังหมูตุ๋นสีแดงมันที่ไหลเยิ้มในชาม

ในต้าถัง ถึงแม้จะเป็นเนื้อสัตว์แต่ก็มีการแบ่งชนชั้นเช่นกัน

เชื้อพระวงศ์และขุนนางอย่างพวกเขาล้วนแต่ทานเนื้อวัว

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากสงครามปลายราชวงศ์สุย ทำให้สภาพความเป็นอยู่การดำรงชีวิตของผู้คนเสื่อมถอย หลี่ซือหมิน จึงได้ประกาศราชโองการห้ามมิให้ผู้ใดในแผ่นดินต้าถังกินเนื้อวัวอย่างเด็ดขาด

ดังนั้นขุนนางจึงหันไปกินเนื้อแกะ

สำหรับหมูที่มีกลิ่นอันน่ารังเกียจติดตัวแต่กำเนิด ยากนักที่ผู้ใดจะกระเดือกลง

แม้กระทั่งคนที่ขัดสนยากไร้ก็ยังไม่คิดจะกินเนื้อหมูด้วยซ้ำ

ทว่าเนื้อหมูตุ๋นชามใหญ่ที่อยู่ข้างหน้า ทำให้หลี่ซือหมินเกิดความประหลาดใจ

“เถ้าแก่ นำเนื้อเช่นนี้มาให้เรากิน ท่านคิดว่ามันไม่มากเกินไปหน่อยรึ” เมื่อเห็นหลี่ซื่อหมินขมวดคิ้ว จ่างซุนอู๋จี้ก็รีบกล่าวขึ้นอย่างไม่ยินยอม

ในน้ำเสียงของเขาดูเหมือนจะไม่พอใจกับการกระทำของ จ้าวเฉิน

อีกฝ่ายเห็นพวกเขาเป็นตัวอะไรถึงคิดจะให้กินเนื้อหมูที่แม้กระทั่งปุถุชนคนธรรมดายังไม่คิดจะกินมัน ?

แม้ว่าเนื้อหมูนี้จะมีกลิ่นค่อนข้างหอม แต่ผู้ใดเล่าจะรู้ว่ามันเป็นเพราะเครื่องเทศใดๆ ที่ใส่ลงไปหรือไม่

ถึงต่อให้กลิ่นจะดี บางครารสชาติมันอาจจะน่าขยะแขยงสะอิดสะเอียน โดยเฉพาะเวลาที่กลืนเข้าไป

“เหล่าจาง ท่านอย่าได้ดูแคลนไป หมูตุ๋นชามนี้ ข้ารับรองว่ามันมีรสชาติดียิ่งกว่าเนื้อวัวที่ท่านกิน!”

“จนกระทั่งภายหลังท่านอาจจะเลียชาม” จ้าวเฉินยิ้มบาง ๆ

หลี่ซือหมิน จ้องไปยัง จ่างซุนอู๋จี้

การฝ่าฝืนกินเนื้อวัวมีโทษร้ายแรง

“เถ้าแก่อย่าได้พูดจาเหลวไหล จักรพรรดิทรงรับสั่งห้ามผู้ใดกินเนื้อวัวอย่างเคร่งครัด ไฉนเลยข้าจะกล้ากินเนื้อวัว!” จ่างซุนอู๋จี้ กล่าวอย่างหนักแน่น

แม้ผิวเผินดูเหมือนเขากำลังพูดกับ จ้าวเฉิน แต่ในความเป็นจริง เขากำลังอธิบายกับ หลี่ซือหมิน

จ้าวเฉิน ไม่สนใจท่าทางการแสดงออกของ จ่างซุนอู๋จี้ เขาได้แต่หยิบตะเกียบแล้วคีบหมูตุ๋นในชามขึ้นมา

ด้วยแรงหนีบของตะเกียบ ทำให้ไขมันที่แทรกอยู่ภายในเนื้อหมูตุ๋นหยดลงบนชาม

ผสานกับกลิ่นหอมของเนื้อที่ฟุ้งกระจายแผ่ซ่าน ทำให้ต่อมความอยากอาหารของคนทั้งสองเริ่มทำงาน

“หอม!” จ้าวเฉินค่อยๆ เคี้ยวอย่างช้าๆ ก่อนที่จะกลืนมันเข้าไป ตามด้วยคำพูดอีกประโยค

“ลุงฝู่ ฝีมือท่านนับวันยิ่งดีขึ้นเรื่อยๆ!” จ้าวเฉินพูดกับฝู่ป๋อ

“เพราะได้รับคำชี้แนะจากคุณชายมาดี ไม่เคยนึกมาก่อนเลยว่า เนื้อหมูที่ผู้อื่น ต่างก็พากันเดียดฉันท์ มันจะอร่อยได้มากถึงเพียงนี้เมื่ออยู่ในมือคุณชาย!”

“เนื้อแกะมีกลิ่นสาบที่รุนแรง ส่วนเนื้อวัวก็หยาบกระด้างราวกับเนื้อไม้ ข้าไม่รู้จริงๆ ว่ามันอร่อยอย่างไร!” ฝู่ป๋อกล่าวด้วยรอยยิ้ม

ขณะที่มองไปยังจ้าวเฉิน ดวงตาของเขาได้เปี่ยมไปด้วยความชื่นชม

หลังจากได้ยินคำพูดของ ฝู่ป๋อ แล้ว หลี่ซือหมิน และ จ่างซุนอู๋จี้ ก็อดไม่ได้ที่จะมองหน้ากัน

พวกเขาเพิ่งเคยพบ จ้าวเฉิน เป็นครั้งแรก

ไม่มีความจำเป็นใด ๆ สำหรับ จ้าวเฉิน ที่จะรวมหัวกับบ่าวรับใช้ เพื่อหลอกลวงพวกเขา

แต่เนื้อหมูนี้จะรสชาติดีจริง ๆ รึ?

หลี่ซือหมิน จิบน้ำอย่างระมัดระวังเพราะกลัวว่า จ้าวเฉิน จะเห็นท่าทางผิดสังเกตของเขา (อาศัยการดื่มน้ำแอบกลืนน้ำลาย)

ต้องยอมรับว่าเนื้อนี้มันช่างหอมหวนยวนใจยิ่งนัก โดยเฉพาะในเวลาที่ท้องหิว

"โคร่ก----" ท้องของจ่างซุนอู๋จี้ส่งเสียงออกมาอย่างกะทันหัน ราวกับกำลังเรียกร้องหา

สร้างความอับอายให้แก่ จ่างซุนอู๋จี้

ตัวเขามีความอยากอาหารสูงมาก และเขาก็เดินทางติดตามหลี่ซือหมินมาตั้งแต่เช้า ทำให้หิวจนไส้กิ่ว

และยามนี้เบื้องหน้าเขาก็มีหมูตุ๋นหอมกรุ่นวางอยู่ หากไม่กินคงต้องทนทุกข์ทรมานขณะยังมีชีวิต

“เหล่าจาง หากหิว ก็เชิญท่านลิ้มลองหมูตุ๋นที่น้องชายแนะนำเถิด!” หลี่ซือหมิน กล่าวราวกับเปลี่ยนความคิด

เขาอยากจะรู้ว่าหมูตุ๋นนี้อร่อยเหมือนที่จ้าวเฉินคุยเอาไว้หรือไม่

พอดีกับจังหวะที่ท้องของ จ่างซุนอู๋จี้ ร้องดังขึ้นมา นับว่าเป็นโอกาสอันยอดเยี่ยมให้เขาได้หาข้ออ้าง

ใบหน้าของจ่างซุนอู๋จี้ถึงกับกระตุก เนื่องจากรู้ตัวว่า หลี่ซือหมิน กำลังใช้ตนเองเป็นหนูทดลอง

แต่เขาเองก็หิวแล้ว มิหนำยังเป็นรับสั่งจากฝ่าบาทอีก…เช่นนั้นก็ช่วยมิได้

จ่างซุนอู๋จี้ คร้านจะสนใจแล้วว่ามันจะมีรสชาติอร่อยหรือไม่

อย่างน้อย ๆ หมูตุ๋นชิ้นนี้ก็นับว่ามีกลิ่นหอมเย้ายวน

“เช่นนั้นข้าจะลิ้มลองดูก่อน” เมื่อนึกถึงสิ่งที่เขาเคยพูดไว้ก่อนหน้านี้ จ่างซุนอู๋จี้ ก็ได้แต่ยิ้มอย่างเต็มฝืน

เขาหยิบตะเกียบขึ้นมาแล้วคีบหมูตุ๋นชิ้นเล็ก ๆ

ด้วยชิ้นเล็ก ๆ เพียงเท่านี้ หากไม่อร่อย จะได้ไม่ต้องทรมานกระเพาะ

เมื่อ จ้าวเฉิน ได้เห็นปฏิกิริยาของ จ่างซุนอู๋จี้ แน่นอนว่าเขาย่อมเข้าใจความคิดอันรอบคอบของอีกฝ่าย

โดยไม่จำเป็นต้องบอก

ระหว่างรอ จ่างซุนอู๋จี้ คีบหมูตุ๋นชิ้นเล็ก ๆ

จ้าวเฉินก็ใช้ช้อนตักน้ำแกงข้นขึ้นมาหนึ่งคัน แล้วราดลงบนข้าวสวยในถ้วยชาม

น้ำแกงข้นมีรสชาติหวานเล็กน้อย การทานพร้อมกับข้าวสวยนับว่าเข้ากันได้ดี เป็นการเพิ่มสีสันรสชาติอย่างง่าย ๆ

ท่ามกลางสายตาของหลี่ซือหมิน จ่างซุนอู๋จี้ ค่อยๆ ยกหมูตุ๋นชิ้นเล็ก ๆ บนตะเกียบเข้าไปในปาก

กลิ่นเนื้อที่เข้มข้นปะทะเข้ากับจมูกทันที

กัดลงไปเพียงคำเดียวน้ำก็กระจายไปทั่วปาก

"วิเศษ รสชาติวิเศษมาก! " ทันทีที่สัมผัสกับรสชาติของหมูสามชั้นตุ๋น ร่างกายของ จ่างซุนอู๋จี้ ก็กระปรี้กระเปร่าขึ้นมา

ตะเกียบในมือยื่นออกไปข้างหน้าอีกครั้ง

แต่แล้วมันก็หยุดชะงัก

เนื่องจาก หลี่ซือหมิน ฝ่าบาทยังมิได้เสวย เขาจึงวางตะเกียบลงอย่างไม่เต็มใจนัก

และเมื่อมองไปยังหมูตุ๋นที่ราดชุ่มไปด้วยน้ำมันสีแดงบนชาม จ่างซุนอู๋จี้ ก็ได้แต่กลืนน้ำลาย

หมูตุ๋นนี้อร่อยยิ่งเสียกว่าเนื้อแกะและเนื้อวัวที่เขาเคยกินนับพันเท่า

มันทั้งนุ่มทั้งเด้ง นับเป็นที่สุดในใต้หล้า

“เช่นนั้นข้าจะลองดู” หลี่ซือหมินเห็นว่าจ่างซุนอู๋จี้ชักตะเกียบตนเองกลับด้วยความอับอาย เขาจึงอดไม่ได้ที่จะหยิบตะเกียบขึ้นมาและเอื้อมมือไปคีบหมูตุ๋นในชาม

ลิ้นของจ่างซุนอู๋จี้นั้นเอาใจยาก ปกติอาหารทั่วๆ ไปมันไม่เคยจะถูกปากเขา แล้วนับประสาอันใดกับเนื้อหมู

หลี่ซือหมิน เห็นชัดเจนว่า จ่างซุนอู๋จี้ เตรียมจะยื่นตะเกียบของเขาออกมาอีกครั้ง ลำพังจุดนี้ก็เพียงพอแล้วที่จะสามารถอธิบายทุกอย่าง

หลี่ซือหมิน คีบหมูตุ๋นขึ้นมาและสูดดมอย่างระมัดระวัง

โชคดีที่ในจมูกมีเพียงกลิ่นหอมเท่านั้น

และฉับพลันทันทีที่ใส่เข้าปาก ความหวานละมุนนุ่มลิ้นก็แพร่กระจายออกไปทั่วรสสัมผัส…เป็นอาหารที่เลิศรส

"ฟู่--"

หลี่ซือหมินผ่อนลมหายใจ

เขายกถ้วยขึ้นมา โดยไม่พูดจาใด ๆ คีบหมูตุ๋นขึ้นมาอีกชิ้น

จ่างซุนอู๋จี้ ที่อยู่ข้าง ๆ ก็ไม่ยอมแพ้ ตะเกียบที่อยู่ในมือพุ่งไปคีบหมูตุ๋นขึ้นมา ใส่ลงไปในถ้วยตักข้าวไม่หยุดมือ

“ท่านผู้เฒ่า วานนำข้าวมาเพิ่ม!” ผ่านไปครู่เดียว ข้าวหนึ่งถ้วยก็หมดเกลี้ยง

หลี่ซือหมิน จึงวางถ้วยลงบนโต๊ะแล้วเอ่ยกับ ฝู่ป๋อ

"ขอรับ ช่วยรออีกประเดี๋ยว! "

“ท่านผู้เฒ่า ช่วยนำข้าว…มิต้อง ข้าไปเอง ช่วยหาชามที่ใหญ่กว่านี้มา!” จ่างซุนอู๋จี้ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง หากยกอาหารจัดการด้วยตัวเองย่อมสามารถถึงใจมากกว่า

พอเปลี่ยนเป็นชามใหญ่ วันนี้ถ้าหากกินไม่หมดก็จะไม่ลุกไปจากโต๊ะ

“เชิญนายท่านตามข้าน้อยมา!” ฝู่ป๋อกล่าวด้วยรอยยิ้ม

เขาเรียนรู้ทักษะการทำอาหารจากคุณชายมาได้เพียง 1 ส่วน แต่แค่เพียงเท่านี้กลับสามารถทำอาหารเลิศรสถูกปากพวกเขาได้แล้ว

จ่างซุนอู๋จี้ เปลี่ยนเป็นชามที่มีขนาดเท่ากับขันล้างหน้า ข้าวที่หุงเต็มหม้อ ถูกยึดครองโดยแขกลูกค้าโต๊ะเดียว

หลี่ซือหมินเห็นเขาที่ไม่พยายามรักษาหน้าตา จึงลอบเตะอีกฝ่ายเบา ๆ ใต้โต๊ะด้วยความขุ่นเคือง

จ่างซุนอู๋จี้ตัดขาดจากโลกภายนอก ราวกับว่าเขาไม่ได้สังเกตสิ่งใด ๆ อีกต่อไป ตอนนี้ความสนใจของเขาทั้งหมดมุ่งไปที่ข้าวในถ้วยและหมูตุ๋นในชาม

ใบหน้าของเขาแดงปลั่ง ปากเยิ้มไปด้วยคราบมัน

"เอิ๊ก--"

ผ่านไปไม่นาน จ่างซุนอู๋จี้ ก็เรอลากยาวออกมา

เขาลูบไล้บริเวณท้องที่เสื้อคลุมไม่สามารถปิดอยู่ ด้วยใบหน้าที่อิ่มหนำสำราญ

สีหน้าของหลี่ซือหมินก็ดูพึงพอใจ เขาเอนกายพิงกับพนักด้านหลัง ขณะเม้มปากเลียโดยไม่สนภาพลักษณ์

“เหลาหลี่ มิทราบรสชาติของหมูตุ๋นเป็นอย่างไร?” จ้าวเฉินกล่าวถามด้วยรอยยิ้ม ขณะที่ในมือถือถ้วยชาสมุนไพรไว้…

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...