[อ่านฟรีตามวันที่ระบุ] จางจิ่วหลิน หยกวิเศษพลิกชะตา
นิยาย Dek-D
อัพเดต 09 เม.ย. 2567 เวลา 19.48 น. • เผยแพร่ 09 เม.ย. 2567 เวลา 19.48 น. • ซองแดงหนึ่งร้อยหยวนข้อมูลเบื้องต้น
คำโปรย
จางจิ่วหลิน นางฟ้าน้อยประจำสวนสมุนไพรของเจ้าแม่หนี่วาที่ถูกนางจิ้งจอกเจ้าเล่ห์หลอกให้มอบหยกวิเศษในมือไปจนต้องโดนลงโทษให้ไปเวียนว่ายตายเกิดในโลกมนุษย์เพื่อเสาะหา หยกวิเศษ กลับมาคืนที่สวรรค์
จะเป็นอย่างไรถ้านางเอกของเราที่อาศัยในยุค 2000 ทะลุมิติไปเข้าร่างเด็กสาวยุคจีนโบราณที่ถูกตราหน้าว่าเป็น หญิงใบ้ปัญญาอ่อน!!
นิยายเรื่องนี้ยังคงเป็นเรื่องราวทะลุมิติเช่นเดิมและนางเอกของเรามีหยกวิเศษในมือ! ใครชอบนิยายแนวจีนโบราณ ทำไร่ปลูกผัก ค้าขายกดติดตามไว้ได้เลยนะคะ ^^
"นางฟ้า เฝ้าสวนสมุนไพรของเจ้าแม่หนี่วานามว่า จิ่วหลิน เจ้ารู้ตัวหรือไม่ว่าตนเองมีความผิดโทษฐานไม่รับผิดชอบต่อหน้าที่ เป็นเหตุให้หยกวิเศษประจำตำหนักชั้นฟ้าสูญหายไม่อาจทวงคืน" อวี้หวงต้าตี้หรือเง็กเซียนฮ่องเต้กล่าวเสียงดังราวกับฟ้าฟาดด้วยอารมณ์คุกรุ่น…
จิ่วหลินนางฟ้าตัวน้อยนั่งคุกเข่าตัวสั่นงันงกอยู่บนพื้นหยกของหอประหารเซียน นางไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยปากตอบผู้ปกครองสูงสุดอีกทั้งน้ำตาที่ไหลพรากมิได้ทำให้เทพองค์ใดสงสาร เจ้าแม่หนี่วามองเจ้านางฟ้าในตำหนักของนางก็ได้แต่ส่ายศีรษะไปมาอย่างช่วยไม่ได้
ครานี้จิ่วเอ๋อร์ผิดจริง หยกวิเศษหายไปมีเทพเซียนหลายองค์ได้รับความเสียหาย ครั้นจะออกตัวช่วยอย่างที่เคยเป็นมาก็เกรงว่าจะโดนลูกหลงความพิโรจน์ขององค์เง็กเซียน เจ้าแม่หนี่วาจึงหลุบตาต่ำลงไม่อาจจ้องมองภาพเหตุการณ์ตรงหน้าอีก…
"ไม่ตอบข้าจะถือว่าเจ้ารู้ตนเองดีแล้ว… เช่นนั้นก็ตามนี้ จิ่วหลินนางฟ้าผู้ดูแลกุญแจสวนสมุนไพรมีความผิดโทษฐานละเลยหน้าที่ ลงโทษกระโดดหอประหารเซียนเวียนว่ายตายเกิดบนโลกมนุษย์จนกว่าจะหาหยกวิเศษพบ เลิกศาล!" เทพสูงสุดกล่าวจบแล้วก็สะบัดมือลวกๆ ครั้งหนึ่ง
สิ้นเสียงตัดสิน นางฟ้าตัวน้อยก็ถูกลากออกไปจากลานหยกทันที จิ่วหลินร่ำไห้เสียงดังปานจะขาดใจ เธอพึ่งจะบำเพ็ญเซียนขึ้นมาเป็นนางฟ้าได้ไม่กี่ร้อยปีก็ถูกสั่งลงโทษเสียแล้ว! นางฟ้าตัวน้อยมิเคยมีความแค้นต่อใคร ในทุกๆ วันนางทำเพียงแค่ใช้ชีวิตดูแลสวนสมุนไพรตามหน้าที่ที่ได้รับเท่านั้น
เป็นไป่เสวี่ย! นางจิ้งจอกปีศาจตนนั้นที่แปรงกายเป็นเทพสาวมาหลอกให้นางมอบหยกวิเศษให้…
ด้วยความคับข้องใจจิตสุดท้ายของนางฟ้าตัวน้อยแห่งสวนสมุนไพรจึงส่งไปถึงหยกวิเศษในมือของนางจิ้งจอก ฉับพลันหยกเนื้อดีพลันเกิดศิลาดำห่อหุ้มขึ้นมาทันทีทันใด จิ้งจอกเก้าหางไป่เสวี่ยกรีดร้องในใจว่าแย่แล้ว!! สมุนไพรมากมายถูกนำออกมาก่อนที่ประตูมิติในหยกจะปิดตาย
นางจิ้งจอกปาดเหงื่อที่ไหลโชกก่อนจะหลุบตามองสมุนไพรวิญญาณมากมายตรงหน้าอย่างเคียดแค้น 'จิ่วหลินนังตัวดี! นางทำเช่นนี้ระยะเวลาการสำเร็จเป็นเซียนของข้าจักต้องยืดออกไปอีกเป็นพันปีแน่!' สบถได้ไม่กี่คำก็รีบวิ่งหนีหาที่ซ่อนตัวจากเหล่าเทพชั้นสูงที่กำลังตามล่านาง…
…
เสียงลมหวีดหวิวอยู่ข้างหู
นางฟ้าตัวน้อยร่วงหล่นทะลุผ่านชั้นเมฆไปเกิดบนโลกมนุษย์ จิ่วหลินเกิดและตายครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างไม่มีสิ้นสุดจนกระทั่งวันหนึ่ง! วันที่มีเสียงเล็กๆ เรียกนางจากอีกภพชาติ 'นายหญิง ข้าเอง… นายหญิง…' หญิงสาวนอนครึ่งเป็นครึ่งตายบนเตียงในโรงพยาบาล สิ้นเสียงปริศนาที่กำลังเรียกเธออยู่ ทันใดนั้นเองวิญญาณของจางจิ่วหลิน สาวน้อยขี้โรคศตวรรษที่ 20 ก็ถูกดึงออกมาจากกายเนื้อที่นอนเป็นผักมาร่วม 10 ปี
เสียงเครื่องวัดสัญญาณหัวใจดังยาวต่อเนื่อง ตื้ดดดดดดดดดด เป็นบ่งบอกว่าร่างบนเตียงนั้นได้จากไปเสียแล้ว…
จางจิ่วหลินในระหว่างที่กำลังมึนงง หญิงสาวกลับได้ยินเสียงกระซิบนั่นอีกครั้ง 'นายหญิงในที่สุดข้าก็พบวิญญาณของท่านเสียที มาเถอะ มาใช้ชีวิตชาติสุดท้ายอย่างมีความสุขก่อนจะกลับสวรรค์กัน' สิ้นเสียงปริศนา วิญญาณของหญิงสาวล่องลอยในอากาศอยู่นาน จนกระมั้งปรากฏภาพฉากต่าง ๆ ของแต่ละยุคสมัยลอยผ่านหน้าของเธอไปราวกับว่าเธอกำลังดูภาพยนตร์อยู่อย่างไรอย่างนั้น
พรึ่บ…
จางจิ่วหลินในปี ค.ศ. 2000 ได้ตายไปเสียแล้ว กว่าจะรู้ตัว… ฟื้นขึ้นมาอีกทีเธอก็ทะลุมิติเข้ามาอยู่ในร่างของหญิงใบ้ปัญญาอ่อนผู้หนึ่งในยุคจีนโบราณ!! นี่มันอะไรกัน? บ้านก็จน ย่าก็เป็นเมียน้อยของผู้อื่น? แล้วอย่างนี้เธอจะใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้ยังไง? ไหนจะเสียงกระซิบนั่นอีกมันคงไม่ได้หลอกดวงวิญญาณของเธอมาใช่ไหม?
คิดแล้วก็ตั้งสติมองเด็กชายตัวน้อยตรงหน้า เจ้าแก้มอ้วนนี่ อย่าบอกนะว่าเป็นลูกของเธอ!!
ฝากติดตามผลงานเรื่องที่สองของไรท์ด้วยนะคะ
นิยายเรื่องแรก ย้อนไปในยุค 80s กับระบบร้านค้าออนไลน์ ค่ะ สามารถกด Link นิยายได้เลยนะคะ
นางจิ้งจอกขี้ขโมย
ตอนที่ 1 นางจิ้งจอกขี้ขโมย
ในป่าลึกอันเงียบสงบ
ร่างจำแลงของหญิงสาวหน้าตางดงามดั่งนางสวรรค์นั่งขัดสมาธิอยู่ภายในกระท่อมน้อยที่ตั้งอยู่อย่างเดียวดายกลางหุบเขา มนุษย์ธรรมดากล่าวได้ว่ายากจะเข้าถึง ทำให้มีบรรยากาศที่วังเวงเงียบเหงานะชวนขนลุก
มองไกลออกไปจากตัวกระท่อม หมอกหนาลอยบดบังช่องทางเข้าเอาไว้ดั่งมีพลังงานบางอย่างจงใจซุกซ่อนสถานที่แห่งนี้โดยตั้งใจ สัตว์ต่างๆ ไม่อาจย่างกรายเข้าใกล้ เสียงลมหวีดหวิวและไม้เสียดสีกันดังขึ้นเป็นระยะๆ ฟังดูชวนให้อกสั่นขวัญผวา
ตรงกันข้ามกับภายในกระท่อมมากนัก
เป็นเรื่องยากที่จะเข้าใจ ในเมื่อภายนอกเงียบเชียบจนได้ยินเพียงเสียงลมและไม้กระทบกันเบาๆ เท่านั้น แต่ภายในที่ควรจะเงียบสงบยิ่งกว่ากลับเกิดปรากฏการธรรมชาติมีอากาศที่ผันผวนขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุ พายุฟ้าฝนโหมกระหน่ำ สายลมร้อนและเย็นตีเข้ากับสิ่งของภายในกระท่อมจนเละเทะ
มีเพียงร่างกายของหญิงสาวกึ่งสัตว์ป่ามีหูผู้หนึ่งนั่งนิ่งเดียวดายคล้ายไม่รับรู้ความแปลกประหลาดที่เกิดขึ้นรอบตัวเลยแม้แต่น้อย
เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่มีใครทราบ เหงื่อที่ไหลหยดทำให้ใบหน้างดงามยิ่งดูน่าทะนุถนอม คิ้วของนางขมวดติดกันแน่น ลมหายใจหอบถี่ ในที่สุดนางจิ้งจอกไป่เสวี่ยก็ไม่สามารถทนความปั่นป่วนภายในได้ไหวกระอักเลือดออกมาคำใหญ่
กองเลือดสีแดงสดเปรอะเปื้อนไปตามร่างกายมองดูน่าสยดสยอง ฉับพลันมือเรียวที่วางอยู่บนหน้าขากลับแข็งเกร็ง ความเจ็บปวดไม่ทราบที่มาแล่นไปทั่วร่างตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า เลือดในร่างกายที่เหลืออยู่ไม่มากนักเดือดพล่านอีกครั้ง ทั้งลมหายใจยังติดขัดคล้ายคนใกล้ตาย
จังหวะเดียวกันเมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของสวรรค์อยู่แค่เอื้อม ด้วยความตั้งมั่นนางจิ้งจอกสาวสงบจิตใจรวบรวมลมปราณเพื่อฝ่าด่านเคราะห์สุดท้ายของตนอย่างสุดความสามารถ เห็นความสำเร็จอยู่แค่เอื้อม จิตใต้สำนึกโลดแล่นดีใจ
หลังจากผ่านมาสองพันปีในที่สุดนางก็จะได้บรรลุเซียนขึ้นไปประจำอยู่บนสวรรค์แล้ว ไป่เสวี่ยกัดฟันผ่านความเจ็บปวด เมื่อใกล้ถึงด่านสุดท้าย พายุสายฟ้ากระหน่ำฟาดลงบนร่างอันเพรียวบางหลายต่อหลายครั้ง หางทั้งเก้าของนางจิ้งจอกส่ายสะบัดไปมา ตูม! ตูม! ตูม! ความเจ็บปวดมากมายยากจะอธิบายเป็นคำพูดแล่นปราดเดียวไปถึงแก่นพลัง
สายฟ้าฟาดลงครั้งแล้วครั้งเล่า
นางจิ้งจอกกระอักเลือดออกมาอีกครั้ง ‘หากนานไปกว่านี้ นางก็จะทนไม่ไหวแล้ว’ คิดได้ดังนั้นไป่เสวี่ยก็รีบควบคุมลมหายใจพร้อมทั้งพยายามดึงพลังทั้งหมดจากหยกก้อนน้อยที่ห้อยอยู่บนคอออกมาเติมเต็มพลังช่วยเหลือตนเอง…
ตูม! เสียงฟ้าผ่าครั้งสุดท้ายดังขึ้น นางกลั้นใจรับความเจ็บปวดอีกครั้งก่อนจะล้มตึงหมดสติลงไปที่พื้นทันที
หลังจากนั้นคล้ายเวลาผ่านไปเพียงไม่นาน แต่ความเป็นจริงกลับล่วงเลยผ่านมาแล้วหลายร้อยปีแล้ว
พายุฝนฟ้าสงบลงราวกับไม่เคยสิ่งใดเกิดขึ้นมาก่อน กระท่อมน้อยเองก็ยังคงอยู่ในสภาพเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ลมหายใจเฮือกสุดท้ายที่พยายามยื้อชีวิตของนางจิ้งจอกก็พลันขาดช่วง ดวงตาหดเกร็งอย่างไม่ยินยอม เสี้ยวจิตของได้นางรับรู้แล้วว่าโซ่ตรวนที่เคยดึงรั้งนางและโลกเอาไว้ได้ขาดสะบั้นลงไปแล้ว ความคิดแรกโผล่ขึ้นมาในจิตใจ ‘ข้าฝ่าด่านเคราะห์ไม่สำเร็จหรือนี่?’
พลังเซียนที่พอจะเหลืออยู่นำพาให้วิญญาณของนางหลุดลอยออกจากกายเนื้อ หลังจากวิญญาณหญิงสาวหลุดออกจากร่าง หยกวิเศษสีอำพันที่ถูกห้อยไว้บนคอระหงกลับร่วงหล่นลงบนพื้นแล้วแตกออกเป็นเสี่ยงๆ
ในเมื่อเจ้านายหมดอายุขัยในโลกมนุษย์แล้วพลังหล่อเลี้ยงที่มีก็หมดสิ้นไป รอยร้าวบนหินเผยให้เห็นหยกสีเขียวอมขาวเนื้อมันแพะรูปร่างคล้ายดอกไม้ดอกหนึ่งบานอยู่ภายใน ระหว่างที่มันกลิ้งไปมาบนพื้นจากแรงกระแทกมันก็ค่อยๆ กะเทาะเปลือกออกมา
…ราวกับว่าดอกไม้วิเศษนี้รอเวลาที่จะเบ่งบานมาโดยตลอด แสงสว่างส่องประกายออกมาจากหยกชิ้นน้อยไม่ขาดกระตุ้นความสนใจดวงวิญญาณร้ายที่จ้องมองอยู่ด้วยความเคียดแค้น
วิญญาณจิ้งจอกสาว เหยียดยิ้มมองหยกน้อยบนพื้น ‘หึ…’ นางเพียรพยายามหล่อเลี้ยงเจ้าหยกน้อยก้อนนี้แทบตาย จนช่วงสุดท้ายของชีวิตก็ยังไม่สามารถทำให้มันเผยรูปร่างที่แท้จริงออกมาได้ น่าขันสิ้นดีที่ตอนนี้นางไม่สามารถสำเร็จเป็นเซียนได้แล้ว หยกดำที่คอยดูดพลังของนางมาโดยตลอดกลับกะเทาะเปลือกตนเองออกมาเย้ยหยันเจ้านาย!
จิ้งจอกสาวเก้าหาง ระหว่างที่ครุ่นคิดอย่างหนักว่าตนจะออกจากหุบเขานี้ไปอาศัยร่างมนุษย์ฝึกตนอีกครั้งได้อย่างไร พลังวิญญาณที่เหลืออยู่น้อยนิดของนางก็เริ่มสั่นไหวราวกับสายพิณที่ถูกดีดอย่างรุนแรง ความหวาดกลัวเผยออกมาจากดวงตาคู่งาม นางรู้สึกคล้ายมีมือมืดมือหนึ่งมาฉุดรั้งร่างวิญญาณของนางไว้ ดวงตาของนางอดไม่ได้ที่จะมองไปที่หยกวิเศษบนพื้นก้อนนั้น
ไป่เสวี่ยโอดครวญออกมาอย่างน่าสงสาร ‘ปล่อยข้าไปเถิด อย่างน้อยหากข้าหาร่างดีๆ สิงสู่ได้ก็อาจจะกลับขึ้นมาผงาดอีกครั้ง ถึงวันนั้นเจ้าอยากได้พลังเซียนเท่าไหร่ก็สามารถสูบไปจากข้าได้ ไว้ชีวิตข้าเถิด’ วิญญาณจิ้งจอกตะเกียดตะกายพยายามหลบหนี แต่หยกน้อยบนพื้นไม่ยอมให้นางทำเช่นนั้น มันเริ่มที่จะดูดพลังที่เหลืออยู่อย่างน้อยนิดของนางจิ้งจอกครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างตะกละตะกราม
หยกวิเศษพึ่งจะผลิบานออกดอกมาให้ยลโฉมก็ตั้งใจจะกลืนกินวิญญาณนาง…
‘เรื่องตลกอันใดกันนี่? หรือเป็นเพราะนางช่วงชิงมันมาจากผู้อื่นเมื่อชาติปางก่อน ผลกรรมตามทันอย่างนั้นรึ?’ วิญญาณจิ้งจอกเอ่ยคำออกมาเบาบาง แม้ไม่มีเสียงแต่กลับอ่านปากได้ใจความตัดพ้อว่า “เป็นข้าที่พรากโชคชะตาผู้อื่นมาสินะ ในเมื่อวันนี้ข้าไม่สามารถสำเร็จได้ดังใจหวังแล้ว น่าตายนัก เช่นนั้นนางฟ้าน้อยนั่นก็อย่าหวังจะได้พลังเซียนที่นางกักเก็บมาตลอดหลายพันปีเลย!”
วิญญาณจิ้งจอกดิ้นรนส่งพลังเฮือกสุดท้ายเพื่อทำลายหยกวิเศษบนพื้น
แครก! เสียงหินแตกออกจากกันเป็นสองเสี่ยง ไป่เสวี่ยมองเห็นเหตุการณ์เช่นนั้นก็อยากจะกระอักเลือดระบายความอัดอั้นตันใจ เพราะการดิ้นรนของนางนอกจากจะไม่ได้ทำลายแล้วยังเป็นการส่งพลังอันน้อยนิดเข้าไปช่วยทำให้เปลือกหินที่คลุมอยู่หลุดลอกออกมาอีกด้วย
วิญญาณจิ้งจอกไม่ยอมแพ้ นางต้องการสำเร็จเป็นเซียน เวลาที่ผ่านมาหลายพันปีจะต้องไม่เสียเปล่า ไป่เสวี่ยตะเกียกตะกายหนีพลังดูดกลืนลึกลับจากหยกวิเศษ แสงสว่างจากร่างของนางจิ้งจอกลอยวนเวียนขึ้นไปในอากาศ แสงสีขาวที่สว่างไสวภายในกระท่อมค่อยๆ รวมตัวเป็นกลุ่มก้อน ก่อนที่มันจะถูกดูดกลืนโดยเจ้าหยกน้อยที่ตกอยู่ข้างร่างกายจิ้งจอกเก้าหางที่ไร้วิญญาณ
ภาพของวิญญาณจิ้งจอกสาวค่อยๆ พร่าเลือนหายไป…
ร่างกายที่เคยนอนไร้ลมหายใจบนเตียงค่อยๆ สลายกลายเป็นผุยผง กระท่อมน้อยพังครืนลงมาเหลือแต่ซากปรักหักพัง สายลมจากที่ลึกลับพัดพานำความทรงจำหายไปในอากาศเหลือเพียงพื้นที่ว่างเปล่าไร้วี่แววสิ่งมีชีวิตพันปี
ที่แห่งนี้กลับกลายเป็นป่ารกทึบดังเดิม สัตว์น้อยใหญ่ต่างส่งเสียงร้องแสดงความยินดีที่นางจิ้งจอกจากไป ต้นไม้ขยับซ้ายขวาคล้ายการเต้นรำแสดงความดีใจเนื่องจากพลังงานบางส่วนที่หลุดรอดออกมาได้ถูกพวกมันดูดซึมไปพัฒนาเส้นปราณชีวิต
จะว่าไปภายในป่านั้นคึกคัก… แต่เมื่อมองออกไปภายนอกป่าลึกลับกลับไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง พวกมนุษย์ภายนอกยังคงไม่ได้รับรู้เลยว่าชั่วขณะหนึ่งได้มีปีศาจจิ้งจอกสาวถูกทัณฑ์สวรรค์จนร่างกายแหลกเหลวไปเสียแล้ว
ย้อนกลับไปเหตุการณ์ก่อนหน้า
"นางฟ้า เฝ้าสวนสมุนไพรของเจ้าแม่หนี่วานามว่า จิ่วหลิน เจ้ารู้ตัวหรือไม่ว่าตนเองมีความผิดโทษฐานไม่รับผิดชอบต่อหน้าที่ เป็นเหตุให้หยกวิเศษประจำตำหนักชั้นฟ้าสูญหายไม่อาจทวงคืน" อวี้หวงต้าตี้หรือเง็กเซียนฮ่องเต้กล่าวเสียงดังราวกับฟ้าฟาดด้วยอารมณ์คุกรุ่น…
จิ่วหลินนางฟ้าตัวน้อยนั่งคุกเข่าตัวสั่นงันงกอยู่บนพื้นหยกของหอประหารเซียน นางไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยปากตอบผู้ปกครองสูงสุดอีกทั้งน้ำตาที่ไหลพรากมิได้ทำให้เทพองค์ใดสงสาร เจ้าแม่หนี่วาแอบมองนางฟ้าในตำหนักของนางก็ได้แต่ส่ายศีรษะไปมาอย่างช่วยไม่ได้
'ครานี้จิ่วเอ๋อร์ผิดจริง' หยกวิเศษหายไปมีเทพเซียนหลายองค์ได้รับความเสียหาย ครั้นจะออกตัวช่วยอย่างที่เคยเป็นมาก็เกรงว่าจะโดนลูกหลงความพิโรจน์ขององค์เง็กเซียน เห็นคนในอาณัติถูกทำโทษรุนแรง เจ้าแม่หนี่วาจึงหลุบตาต่ำลงไม่อาจจ้องมองภาพเหตุการณ์ตรงหน้าได้อีกต่อไป
"ไม่ตอบข้าจะถือว่าเจ้ารู้ตนเองดีแล้ว… เช่นนั้นก็ตามนี้ จิ่วหลินนางฟ้าผู้ดูแลมิติสวนสมุนไพรวิเศษ มีความผิดโทษฐานละเลยหน้าที่เป็นเหตุให้พืชพรรณวิญญาณสูญหาย ลงโทษกระโดดหอประหารเซียนเวียนว่ายตายเกิดบนโลกมนุษย์จนกว่าจะหาหยกวิเศษพบและนำมาคืนสวรรค์ เลิกศาล!" เทพสูงสุดกล่าวจบแล้วก็สะบัดมือลวกๆ ครั้งหนึ่ง
สิ้นเสียงตัดสินนางฟ้าตัวน้อยก็ถูกลากออกไปจากลานหยกทันที จิ่วหลินร่ำไห้เสียงดังปานจะขาดใจ นางไม่ยินยอมด้วยตนเองพึ่งจะบำเพ็ญเซียนขึ้นมาเป็นนางฟ้าได้ไม่กี่ร้อยปีเท่านั้น ไหนเลยจะคาดคิดว่าทำผิดเพียงครั้งเดียวก็ต้องถูกสั่งลงโทษให้กลับไปเป็นมนุษย์เสียแล้ว!
เป็นความจริงที่นางฟ้าตัวน้อยมิเคยมีความคิดแค้นต่อใคร ในทุกๆ วันนางทำเพียงแค่ใช้ชีวิตดูแลสวนสมุนไพรตามหน้าที่ที่ได้รับเท่านั้นเป็นไป่เสวี่ย! นางจิ้งจอกปีศาจตนนั้นที่แปรงกายเป็นเทพสาวมาหลอกให้นางมอบหยกวิเศษให้…
ด้วยความคับข้องใจจิตสุดท้ายของนางฟ้าตัวน้อยแห่งสวนสมุนไพรจึงส่งไปถึงหยกวิเศษในมือของนางจิ้งจอก ไหนๆ ก็จะถูกริบพลังเซียนแล้วนางจึงกลั่นเอาพลังทั้งหมดของตนเองออกมาจนหยดสุดท้าย ก่อนจะส่งมันไปยังที่ที่ไม่รู้จักเพื่อป้องกันมิให้นางจิ้งจอกผู้นั้นนำสมุนไพรวิญญาณในหยกออกไปใช้ได้อย่างสบายใจ
ฉับพลัน คล้ายหยกวิเศษเองก็กำลังตามหานางฟ้าน้อย เมื่อพลังทั้งสองพบเจอกันครึ่งทาง หยกเนื้อดีพลันเกิดศิลาดำห่อหุ้มขึ้นมาทันทีทันใด เห็นดังนั้นจิ้งจอกเก้าหางไป่เสวี่ยกรีดร้องในใจว่าแย่แล้ว!! มือเรียวที่เต็มด้วยเล็บอันแหลมคมรีบกวาดเอาสมุนไพรมากมายภายในมิติสวรรค์ถูกออกมาก่อนที่ประตูมิติในหยกจะปิดตายลงตรงหน้า
กาลเวลาผ่านไปเพียงชั่วพริบตา
นางจิ้งจอกปาดเหงื่อที่ไหลโชกก่อนจะหลุบตามองสมุนไพรวิญญาณมากมายตรงหน้าอย่างเคียดแค้น 'จิ่วหลินนังตัวดี! นางทำเช่นนี้ระยะเวลาการสำเร็จเป็นเซียนของข้าจักต้องยืดออกไปอีกเป็นพันปีแน่!' สบถได้ไม่กี่คำก็รีบหอบเอาสมุนไพรมากมายวิ่งหนีหาที่ซ่อนตัวจากเหล่าเทพชั้นสูงที่กำลังตามล่านาง
…จนกระทั่งพบหุบเหวลึกที่เหมาะสม ไป่เสวี่ยมองภาพตนเองที่สะบักสะบอมบนผิวน้ำ ก่อนจะเหยียดยิ้มเก็บตัวปิดตาย ณ กระท่อมร้างหลังหนึ่ง ทั้งนี้นางไม่ลืมที่จะกางม่านพลังบังตาเพื่อฝึกวิชาต่อไปอีกพันปีโดยอาศัยสมุนไพรวิญาณแค่เพียงหยิบมือด้วยความเคียดแค้น
…
เสียงลมหวีดหวิวอยู่ข้างหู
นางฟ้าตัวน้อยร่วงหล่นทะลุผ่านชั้นเมฆไปเกิดบนโลกมนุษย์ จิ่วหลินเกิดและตายครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างไม่มีสิ้นสุด จนกระทั่งวันนั้นมาถึง… วันที่มีเสียงเล็กๆ เรียกนางจากอีกภพชาติ 'นางฟ้าน้อย ข้าเอง… นางฟ้าน้อย…'
หญิงสาวนอนครึ่งเป็นครึ่งตายบนเตียงในโรงพยาบาล สิ้นเสียงปริศนาที่กำลังเรียกเธออยู่ ทันใดนั้นเองวิญญาณของเด็กสาวแซ่จางนามว่าจิ่วหลิน สตรีขี้โรคศตวรรษที่ยี่สิบก็ถูกดึงออกมาจากกายเนื้อที่นอนนิ่งเป็นผักมาร่วมสิบปี
เสียงเครื่องวัดสัญญาณหัวใจดังยาวต่อเนื่อง ตื้ดดดดดดดดดด สัญญาณที่ถูกส่งออกมาบ่งบอกว่าร่างเล็กบนเตียงผู้ป่วยนั้นได้จากไปเสียแล้ว…
จางจิ่วหลินในระหว่างที่กำลังมึนงง หญิงสาวกลับได้ยินเสียงกระซิบนั่นอีกครั้ง 'นางฟ้าน้อยในที่สุดข้าก็พบวิญญาณของเจ้าเสียที มาเถอะ มาใช้ชีวิตชาติสุดท้ายอย่างมีความสุขก่อนจะกลับสวรรค์กัน' สิ้นเสียงปริศนา วิญญาณของหญิงสาวที่ล่องลอยในอากาศอยู่นานปรากฏภาพฉากต่าง ๆ ของแต่ละยุคสมัยลอยผ่านหน้าของเธอไปราวกับว่าเธอกำลังดูภาพยนตร์อยู่อย่างไรอย่างนั้น
พรึ่บ…
จางจิ่วหลินในปี ค.ศ. 2000 ได้ตายไปเสียแล้ว กว่าจะรู้ตัว… ฟื้นขึ้นมาอีกทีเธอก็ทะลุมิติเข้ามาอยู่ในร่างของหญิงใบ้ปัญญาอ่อนผู้หนึ่งในยุคจีนโบราณ!! นี่มันอะไรกัน? บ้านก็ จน ย่าก็เป็นเมียน้อยของผู้อื่น? แล้วอย่างนี้เธอจะใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้ยังไง? ไหนจะเสียงกระซิบนั่นอีกมันคงไม่ได้หลอกดวงวิญญาณของเธอมาใช่ไหม?
คิดแล้วก็ตั้งสติมองเด็กชายตัวน้อยตรงหน้า เจ้ากุ้งตากแห้งนี่ อย่าบอกนะว่าเป็นลูกของเธอ!!
ฝากติดตามนักเขียนตัวเล็กๆ อย่าง “ซองแดงหนึ่งร้อยหยวน” ด้วยนะคะ
หญิงใบ้แห่งหมู่บ้านหนานเสียง
ตอนที่ 2 หญิงใบ้แห่งหมู่บ้านหนานเสียง
ลานบ้านรองตระกูลจาง
"พี่ใหญ่วันนี้อากาศดี ข้าจะพาท่านมานั่งเล่นใต้ต้นไม้นะ…" เด็กชายตัวน้อยใช้มือเล็กๆของเขาจับจูงมือของเธอไปบริเวณลานบ้านที่มีสายลมเย็นพัดผ่าน จางจิ่วหลินเหม่อมองเด็กชายตรงหน้าอย่างงุนงง แม้สมองจะยังทำงานไม่เต็มที่แต่เท้าของเธอกลับเดินก้าวตามเขาไปอย่างว่าง่าย ใช้เวลาเพียงครู่เดียวยามเมื่อรู้ตนเองอีกทีเธอก็นั่งลงบนแคร่ไม้ไผ่ใต้ต้นบ๊วยใหญ่เรียบร้อยแล้ว
'ที่นี่คือที่ไหนกันเนี่ย?' หญิงสาวอุทานในลำคอด้วยความตกใจเมื่อได้สติ
ก่อนหน้านี้เมื่อไม่กี่วินาทีที่ผ่านมา… ภาพความทรงจำสุดท้ายของเธอคือเพดานสีขาวของห้องพักพิเศษในโรงพยาบาลประจำเมืองปักกิ่งและใบหน้าเศร้าสร้อยที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตาของบิดามารดาตระกูลจาง เธอกำลังจะตายด้วยโรคหัวใจ ในเวลานั้นมีเพียงเครื่องให้ออกซิเจนเท่านั้นที่ยังสามารถยื้อชีวิตน้อยๆของเธอเอาไว้ได้
จางจิ่วหลินยังจำภาพฝ่ามือหนาๆ ที่กำลังใกล้เข้ามาอย่างช้าๆ เพื่อปลดปล่อยเธอจากความทรมานได้อย่างแม่นยำ หลังจากหมอคนนั้นได้ถอดเครื่องช่วยหายใจของเธอออกไปแล้ว หญิงสาวไม่คาดคิดเลยว่านอกจากตนเองจะไม่ได้ตายไปเกิดใหม่ตามที่เคยได้ยินผู้คนบอกกล่าวต่อกันมาโดยตลอด วิญญาณของเธอกลับทะลุมิติมาอยู่ในร่างของคนอื่นอีก!
น่าเหลือเชื่อเกินไปไหม!?!
จางจิ่วหลินรู้สึกสับสน เธอเหลือบมองร่างเล็กๆ ของ จางหยุนเต๋อร์
น้องชายตัวน้อยของเจ้าของร่างกำลังจัดแจงปัดกวาดเศษใบไม้บนแคร่ให้พี่สาวของตนนั่งได้สะดวกมากยิ่งขึ้น มือผอมๆ ของเขาทำงานได้อย่างคล่องแคล่วยิ่งนัก ทำให้ใช้เวลาเพียงไม่นานการทำความสะอาดให้ใบไม้หมดไปก็เสร็จสิ้นอย่างรวดเร็ว
มองดูผลงานตรงหน้าอย่างภูมิใจ เด็กชายหันกลับมายิ้มให้พี่สาวของเขาหนึ่งทีก่อนจะนั่งลงไม่ห่าง
ในขณะที่จางหยุนเต๋อร์พูดอะไรไปเรื่อยเปื่อย เด็กชายไม่ได้ล่วงรู้เลยว่าบุคคลที่อยู่ตรงหน้าเขาตอนนี้ไม่ใช่พี่สาวบ้าใบ้คนเดิมของตนอีกต่อไปแล้ว …ใช่ เจ้าของร่างกายนี้แท้จริงเป็นหญิงใบ้ผู้หนึ่งที่ผู้คนเชื่อกันไปแล้วว่ามีสติปัญญาไม่ดีหรือเรียกได้ว่าปัญญาอ่อน อีกทั้งนางยังขึ้นชื่อเรื่องของการเป็นตัวอัปมงคลของหมู่บ้านหนานเสียง
ระหว่างที่กำลังเหม่ออยู่นั้น ความทรงจำเก่าๆ เริ่มฉายขึ้นเป็นฉากๆ ราวกับเจ้าของร่างต้องการให้จางจิ่วหลินที่ข้ามมิติมาได้เห็นมันชัดๆ ด้วยตาของตนเอง
…
ในกระท่อมเก่าๆ หลังหนึ่งที่อยู่ห่างไกลออกไปท้ายหมู่บ้าน เด็กหญิงตัวน้อยได้กำเนิดมาพร้อมกับอาเพศที่ข้องเกี่ยวโดยตรงกับความแห้งแล้งที่ชาวบ้านส่วนใหญ่กำลังประสบพบเจอ
เนื่องด้วยในปีเดียวกันที่ทารกน้อยจางจิ่วหลินเกิด หยาดฝนที่ควรจะตกต้องตามฤดูกาลกลับไม่ยอมส่งความชุ่มชื้นโปรยปรายลงมาติดต่อกันกินเวลานานเป็นเดือน ด้วยเหตุนี้ทำให้ลำธารที่เคยเต็มไปด้วยน้ำใสพลันแห้งเหือด พื้นดินที่ปกติก็ไม่ค่อยจะสมบูรณ์เท่าไหร่นักพลันแห้งแล้ง เห็นได้ชัดว่าเมื่อพวกมันถูกขุดขึ้นมาก้อนดินก็แตกออกเป็นผุยผงในทันที
ดินร่วนเช่นนี้ไม่สามารถทำการเกษตรใดๆ ได้อีก
ชาวบ้านในหมู่บ้านหนานเสียงล้วนเดือดเนื้อร้อนใจกันถ้วนหน้า สุดท้ายในเมื่อไม่มีทางออก คนทรงเจ้าจึงถูกตามตัวมาเพื่อแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน หญิงชราแซ่ซูรับเงินที่เก็บรวบรวมจากชาวบ้านมาหลายตำลึง นางเต้นระบำขอฝนอยู่สองสามวันทั้งยังทำพิธีไปแล้วอีกมากมายหลายอย่าง ฝนเจ้ากรรมก็ยังคงไม่ตกลงมาดั่งใจหวัง ท้ายที่สุดหญิงชราทรงเจ้าเห็นชัดๆ ว่าท่าไม่ดีแน่แล้ว นอกจากนั้นนางเองก็ไม่อาจตัดใจจากเงินที่อยู่ในมือจึงเริ่มมองหาลู่ทางเอาตัวรอด
ทันใดนั้นเอง…!
ประจวบเหมาะกับตอนที่ นางหลีซื่อ สะใภ้บ้านรองจางได้เดินหอบตะกร้าซักผ้าของคนทั้งตระกูลผ่านทางมาพอดิบพอดี หญิงวัยกลางคนที่รูปร่างซูบผอมบังเอิญเดินผ่านมาบริเวณริมแม่น้ำที่อยู่ไม่ไกลจากจุดที่คนทรงเจ้ายืนอยู่กับชาวบ้านเท่าไหร่นัก
แววตาของหญิงชราวูบไหวเมื่อมองไปที่จางจิ่วหลินเด็กทารกน้อยเพศหญิงที่ถูกผูกเอาไว้บนหลัง นางซูใช้ความคิดเพียงครู่เดียวก็พบทางสว่างรีบกล่าวโทษเด็กน้อยคนนั้นพร้อมทั้งยุยงให้ชาวบ้านจับเด็กหญิงถ่วงน้ำแก้เคล็ดเรียกน้ำฝนทันที
อนิจจา นางหลีซื่อยังไม่ทันได้ก้มตัวซักผ้าก็ถูกชาวบ้านชายรูปร่างกำยำตรงเข้ามาคว้าตัวเอาไว้ทันทีด้วยความเดือดดาล "เพราะลูกเจ้าทำให้หมู่บ้านของเราแห้งแล้ง แม่หมอต้องการให้เจ้าส่งมอบจิ่วหลินมาสละร่างกายบูชายัญแก้เคล็ด รีบส่งนางมาเร็วเข้า ข้าไม่อยากใช้กำลังข่มเหงสตรีไม่มีทางสู้"
หลีซื่อซียืนขาสั่นอย่างุนงง สองขายังไม่ทันได้วิ่งหนี บุตรสาวที่นางพึ่งคลอดออกมาก็โดนผู้อื่นแย่งไปเสียแล้ว
บ้านรองจางไม่ทราบเรื่องราวที่เกิดขึ้นภายในหมู่บ้าน พวกเขาต่างแยกกันทำงานของตนเอง ดังนั้นนางหลีซื่อจึงถูกข่มเหงโดยไม่มีใครยื่นมือเข้าช่วยเหลือ กว่าสมาชิกในตระกูลจะรู้ตัวอีกทีหลานสาวเพียงคนเดียวในบ้านก็ถูกลักพาตัวไปถ่วงน้ำจนเสร็จสรรพ
เรื่องดำเนินมาจนถึงตอนนี้ จางจิ่วหลินมองภาพความทรงจำตรงหน้าด้วยดวงตาที่หดจนเกร็งไปหมด ความหนาวเย็นที่เกิดจากจิตใจที่เสื่อมทรามของชาวบ้านทำให้เธอแทบหายใจไม่ออก
ภาพของมารดาที่ถูกชาวบ้านจับตัวเอาไว้ยังติดคงตาของเธออยู่อย่างนั้น นางหลีซื่อนั้นร้องไห้คร่ำครวญเสียงดังปานจะขาดใจพร้อมทั้งมองดูลูกสาวตนเองถูกจับถ่วงน้ำต่อหน้าต่อตา เด็กทารกน้อยถูกจับวางลงในตะกร้าเก่าๆ ที่มีรูรั่วอยู่เต็มไปหมด เมื่อวางทารกลงไปแล้วหนึ่งในชาวบ้านก็โยนเด็กลงไปที่กึ่งกลางของแม่น้ำสายเล็กทันที
ตู้ม!! ตะกร้าจมลงไปอย่างรวดเร็ว หญิงทรงเจ้าเริ่มสวดมนต์งึมงำไม่เป็นศัพท์ สายของนางหลี่เล็กชำเลืองมองหลีซื่อซีพลางกล่าวขอโทษสตรีผู้นั้นในใจ
เปรี้ยง!! เปรี้ยง!! เปรี้ยง!!
ใช้เวลาเพียงไม่นาน เสียงฟ้าผ่าลงมาดังสนั่นเสียจนชาวบ้านตื่นตกใจ หยาดฝนที่ไม่ตกลงมานานนับเดือนค่อยๆ สาดเทพัดผ่านหมู่บ้านหนานเสียงหอบใหญ่ ค่ำคืนนั้นพายุฝนฟ้าโหมกระหน่ำอย่างรุนแรงเสียจนหลังคาของบ้านเก่าๆ หลังหนึ่งหลุดปลิวออกไปไกลถึงตีนภูเขา
เสียงโห่ร้องดีใจของชาวบ้านดังขึ้นกลบเสียงร่ำไห้ของนางหลีซื่อจนมิดชิด
พวกเขาเหล่านั้นเมื่อเห็นว่าฝนได้ตกลงมาแล้ว คนทั้งหมดจึงแยกย้ายกันกลับบ้านด้วยสีหน้าโล่งอก ไม่ต้องกล่าวถึงนางซูสตรีทรงเจ้ากำมะลอที่ถูกเชิญมา เนื่องจากพบทางหลบหนีหญิงชราจึงย่องหลบออกไปอย่างเงียบเชียบนานแล้ว
ริมแม่น้ำว่างเปล่าเห็นเพียงนางหลีซื่อที่นั่งทำหน้าตาซีดเซียวล้มตัวลงอยู่ไม่ไกลจากริมแม่น้ำ สะใภ้รองตระกูลจางไม่เคยมีความสำคัญต่อตระกูลมาก่อน ยิ่งครั้งนี้นางคลอดลูกสาวออกมาคนหนึ่งยิ่งทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของตนเองย่ำแย่มากยิ่งขึ้น
ร่างอันเปียกปอนเหม่อมองไปที่กระแสน้ำขุ่นเบื้องหน้าก่อนจะยกมือขึ้นตีอกทุบตีตนเองพลางกล่าวโทษเทวดาฟ้าดินที่กลั่นแกล้งเธอและลูกสาวตัวน้อย
ฉับพลัน!
เนื่องจากมีกระแสน้ำแรงไหลลงมาจากภูเขาแหล่งกำเนิดของต้นแม่น้ำ ตะกร้าเก่าที่เคยคิดว่าจมลงไปแล้วกลับถูกพัดขึ้นก่อนจะลอยกลับเข้ามาหานางหลีซื่อที่ริมฝั่งราวกับปาฏิหาริย์ เด็กทารกจมน้ำลงไปไม่นาน ดังนั้นหลังจากถูกยกตัวขึ้นมาเขย่าแรงๆ พร้อมทั้งตบหลังอีกหลายที เด็กหญิงก็สำลักน้ำออกมาคำใหญ่ จางจิ่วหลินร้องไห้อย่างอ่อนแรง ปากเล็กๆ อ้าพะงาบเพื่อหายใจแลดูน่าสงสารจนจับจิต
นางหลีซื่อตัวสั่นด้วยความดีใจ ทารกน้อยถูกกอดเอาไว้แนบกาย หันซ้ายหันขวาเมื่อไม่เห็นชาวบ้านหลีซื่อซีจึงพรูลมหายใจก่อนจะปล่อยเสียงร้องไห้ที่อดกลั้นเอาไว้ออกมา
ทารกกลับมาหายใจอีกครั้ง ร่างเล็กๆ ถูกวางลงในตะกร้าที่เต็มไปด้วยผ้าสกปรกและเปียกชื้น สองแม่ลูกเร่งรีบกลับบ้านของตนไปด้วยท่าทีอ่อนแรงและท่าทีตื่นตระหนก
ค่ำคืนนั้น…
จางจิ่วหลินเป็นไข้ไม่สบายตัวร้อนจี๋ราวกับถูกไฟเผา จางเหวิน บิดาของเด็กหญิงเห็นท่าไม่ดีจึงรีบอุ้มร่างเล็กๆ ไปที่บ้านใหญ่ตระกูลจางชายหนุ่มคุกเข่าลงเพื่อขอเงินตำลึงพาเด็กน้อยไปรักษาในเมือง แต่ใครจะไปคาดคิดว่านอกจากเขาจะไม่ได้เงินแล้วยังถูกหญิงชราแซ่ลั่วภรรยาคนแรกของปู่ไล่ออกมาด้วยถ้อยคำหยาบคายราวกับด่าหมูด่าหมาก็ไม่ปาน
เพราะเหตุนั้นเด็กหญิงจึงถูกอุ้มกลับบ้านแล้วรักษาตามมีตามเกิด ท้ายที่สุดไข้หวัดก็ทำให้สติปัญญาและเสียงของเด็กน้อยหายไปไม่หวนคืนกลับมาอีก
น้ำตาของจางจิ่วหลินไหลลงอาบแก้ม ที่แท้ในโลกนี้ก็มีคนที่ใจดำอำมหิตยอมแม้กระทั่งฆ่าเด็กทารกเพื่อแลกกับน้ำฝนอยู่ด้วย
…
ภาพความทรงจำเก่าๆ ไม่ค่อยมีเหตุการณ์สำคัญมากนัก หญิงสาวจึงเช็ดน้ำตาเบาๆ ก่อนจะมองจางหยุนเต๋อร์นั่งลงบนพื้นดินพร้อมทั้งหยิบเอาใบไม้ใบหญ้าแถวๆ นั้นมาเล่นก่อกองทรายข้างๆ เธอไม่ห่าง
"วันนี้ท่านพ่อ ท่านแม่ออกไปทำงานแต่เช้าตรู่ พี่ว่าปีนี้เราจะได้กินเกี๊ยวหรือไม่? ข้าอยากกินเนื้อจะแย่ ต้าเป่าลูกผู้ใหญ่บ้านถือซาลาเปามาอวดข้าทุกปี ข้ามองเขากัดเจ้าก้อนสีขาวนั้นต่อหน้าต่อตา ช่างน่าแค้นใจยิ่งนักที่พวกเราไม่มีโอกาสได้ลิ้มลอง" เด็กชายพูดพลางหยิบกิ่งบ๊วยที่ร่วงหล่นลงมาคาบไว้ในปากในระหว่างที่เคี้ยวเล่นไปพลางๆ มือทั้งสองก็ก่อกองทรายขึ้นเป็นภูเขาหย่อมเล็กๆ อย่างชำนาญ
จางจิ่วหลินกลืนน้ำลายที่ฝืดเฝื่อนลงคอ เธอไม่เชื่อว่าร่างกายนี้จะเป็นหญิงใบ้อย่างที่คนเชื่อกัน ดังนั้นหญิงสาวจึงพยายามทดลองเรียกชื่อน้องชายเจ้าของร่างเบาๆ "หยุนเอ๋อร์…"
มีเสียงเปล่งออกมา!! ดวงตาเรียวเล็กเบิกโพลง ถึงแม้น้ำเสียงของเธอจะทั้งแหบและแห้งเป็นอย่างมาก แต่เรื่องนี้ก็ยืนยันได้เป็นอย่างดีว่าแท้จริงแล้วเจ้าของร่างไม่ได้เป็นใบ้ เพราะเมื่อครู่เธอเองยังสามารถใช้ร่างกายนี่พูดเป็นคำออกมาได้!
เด็กชายนั่งเล่นกองทรายไม่ห่าง หลังจากได้ยินเสียงของผู้หญิงพูดขึ้นมาเขาก็นึกว่าเป็นเพียงเสียงลมที่แว่วข้างหูเท่านั้น จางหยุนเต๋อร์เงยหน้าขึ้นสบตาเข้ากับพี่สาว ทันใดนั้นเขาก็เห็นนางกำลังมองตรงมาที่เขาด้วยสายตาอันแปลกประหลาดพอดี
"จาง… หยุน… เต๋อร์…" จางจิ่วหลินกล่าวขึ้นมาอีกครั้งก่อนจะไอแห้งๆ อย่างหนักหน่วงจากอาการเจ็บและคันยิบๆ ที่คอ
"พี่สาว พี่พูด… พูดชื่อข้า ใช่หรือไม่ ข้าไม่ได้หูฝาดใช่หรือไม่?" เด็กชายถูมือที่เปื้อนดินไปมาด้วยอาการประหม่าระคนประหลาดใจ เขาจ้องมองกลับไปด้วยใบหน้าหวาดกลัวและไม่อยากจะเชื่อ!
ผีหลอก… เด็กชายก้าวถอยหลังโดยไม่รู้ตัว
ทางด้านจางจิ่วหลิน หลังจากพยายามเค้นเสียงพูดออกมาหลายคำหญิงสาวก็พบว่า เธอยิ่งพูดมากเท่าไหร่ ลำคอของเธอก็ยิ่งเจ็บและคันมากขึ้นเท่านั้น เธอต้องการของเหลวที่สามารถช่วยบรรเทาอาการคันคอ แต่ดูจากสภาพซอมซ่อของตนเองและน้องชายแล้ว สิ่งแรกที่คิดได้จึงเป็นน้ำเปล่าธรรมดาๆ แก้วหนึ่ง
คิดแล้วก็เค้นเสียงในลำคอออกมาอีกครั้ง "น้ำ…" พูดเสร็จก็ทำท่าจะลุกขึ้นเดินกลับไปที่ตัวบ้านเพื่อหาน้ำมาดื่มแก้อาการเจ็บคอสักแก้วหนึ่ง ความทรงจำของเจ้าของร่างบอกเธอว่าที่ห้องครัวมีโอ่งน้ำฝนอยู่โอ่งหนึ่ง
จางหยุนเต๋อร์ได้ยินพี่สาวใบ้ของเขาพูดขึ้นมาหลายครั้งติดๆ กันก็รู้สึกขนลุกไปทั่วทั้งลำตัว เด็กชายทำอะไรไม่ถูกจึงรีบยื่นมือไปกดให้พี่สาวของตนนั่งลงแล้วเขาก็ออกตัววิ่งไปในทิศทางของบ้านที่ตั้งอยู่ไม่ไกลทันที
จางจิ่วหลินมองน้องชายวิ่งหนีอย่างอึ้งๆ เด็กชายตัวน้อยวิ่งออกไปได้เพียง 4 ก้าว เนื่องจากกลัวว่าพี่สาวใบ้ของตนจะตามมา เขาจึงรีบหันกลับมาพูดกับนางเสียงดัง "พี่สาวนั่งรอตรงนี้ ข้าจะไปตามท่านย่า" กล่าวจบเด็กชายก็รีบวิ่งกลับเข้าไปในตัวบ้านอย่างรวดเร็ว
"ท่านย่าาาาา พี่สาวพูดแล้ว พี่สาวเรียกชื่อข้าาาาา ท่านกำลังทำอะไร วางมือลงก่อน นี่มันเรื่องเร่งด่วนนะขอรับ" จางหยุนเต๋อร์ตะโกนเรียกท่านย่าสุดเสียง เขาตะโกนเสียงดังเสียจนนางอวี๋ ย่าแท้ๆของเจ้าของร่างตกใจจนทำกะละมังล้างผักหลุดมือร่วงลงพื้น ดังเคร้ง!
เพียงเวลาไม่นานหลังสิ้นเสียงอึกทึกครึกโครม หญิงชรานางหนึ่งก็วิ่งกระหืดกระหอบออกมาจากตัวบ้านทันที จางจิ่วหลินได้สติมองเสื้อผ้า รองเท้าที่สวมใส่รวมไปถึงทรงผมมวยแปลกๆ แล้วก็พึ่งรู้ตัวว่าของทั้งหมดนั้นล้วนเป็นรูปแบบโบราณทั้งสิ้น!!
ภาพตรงหน้าทำให้จางจิ่วหลินถึงกับส่ายศีรษะไปมา หญิงสาวพยายามจะยอมรับความจริง
'เธอข้ามภพมาอาศัยร่างผู้อื่นแล้วจริงๆ หรือนี่…'
ตัวละครหลักครอบครัวนางเอกโผล่ออกมาแล้ววว…
คุณย่าแซ่อวี๋ มารดาหลีซื่อซี บิดาจางเหวิน และ เด็กชายตัวน้อย จางหยุนเต๋อร์ มารายงานตัวค่ะ!!
แค่หินนำโชคก้อนหนึ่ง
ตอนที่ 3 แค่หินนำโชคก้อนหนึ่ง
หญิงชรารูปร่างผอมบางกึ่งเดินกึ่งวิ่งออกมาจากตัวบ้านอย่างร้อนรนและรีบเร่ง เด็กชายตัวน้อยเห็นเช่นนั้นจึงรีบตรงเข้าประคองเพราะเกรงว่าหญิงชราจะหกล้มจนบาดเจ็บ "จิ่วหลินเอ๋อร์ หลานย่า… หยุนเต๋อร์บอกว่าเจ้าพูดได้แล้วจริงหรือ?"
น่าหลันอวี๋หลังจากเดินมาหยุดลงตรงหน้าหลานสาววแล้วจึงรีบดึงนางเข้ามาประคองกอดอย่างยินดีพร้อมทั้งมีน้ำในตารื่นขึ้นอย่างไม่รู้สาเหตุ
จางจิ่วหลินสัมผัสได้ถึงความรู้สึกรักใคร่ท่วมท้นในจิตใจ นางเองก็คิดถึงท่านย่าของตนในชาติก่อนจึงอดไม่ได้ที่จะกอดตอบกลับไปอย่างไม่รู้ตัว "ข้าพูดได้แล้วท่านย่า เพียงแต่ยังเจ็บคออยู่มาก เข้าไปคุยในบ้านได้หรือไม่?" ว่าพลางลุกขึ้นจากแคร่แล้วจูงมือย่าอวี๋เดินตรงเข้าไปในบ้าน เธออยากรู้เหลือเกินว่าตนเองจะต้องมาอาศัยอยู่ในที่แบบใด?
จางหยุนเต๋อร์ที่ยืนอยู่ไม่ไกลได้ยินพี่สาวพูดขึ้นก็พลันหน้าแดง 'เขาลืมนำน้ำออกมาให้พี่สาว'
เมื่อสักครู่เขาตื่นเต้นเกินไปหน่อย ทั้งอีกใจก็ยังกลัวเกรงอยู่ไม่น้อย ช่วยไม่ได้จริงๆ ที่เด็กชายจะคิดเช่นนั้นเพราะตั้งแต่เกิดมาเขาก็ไม่เคยได้ยินพี่สาวพูดคำพูดที่มีความหมายออกมาเลยสักแอะเดียว จนตอนนี้ผ่านมานานถึงสี่ปีแล้ว เด็กชายพึ่งจะได้ยินจางจิ่วหลินพูดประโยคแรก ด้วยเรื่องที่หน้าตื่นตะลึงนี้ ดีแค่ไหนที่เขาไม่ร้องไห้ออกมา
เห็นพี่สาวและท่านย่าเดินจากไป เด็กชายตัวน้อยลูบใบหน้าของตนเองเพื่อเรียกสติแล้วรีบวิ่งตามคนทั้งคู่เข้าไปในตัวบ้าน…
บ้านแบบโบราณ เธอเคยเห็นผ่านละครพีเรียดในโทรทัศน์มาก็มาก จางจิ่วหลินหยุดชะงักที่บริเวณห้องโถง หญิงสาวที่จากอีกมิติหนึ่งกวาดตามองไปทั่วบ้านด้วยความประหลาดใจ หลังจากพินิจพิเคราะห์ดูแล้วก็สรุปได้ว่าบ้านของนางนั้นยากจนยิ่งนัก! ดูจากกำแพงรอบด้านที่ถูกก่อขึ้นมาด้วยดินเหนียวสีแดงที่ตากแดดจนซีดและร่องรอยการผุกร่อนของแผ่นผนังดินที่มีอยู่เต็มพื้นที่ทำให้เธอจำต้องกลืนน้ำลายเอื้อกใหญ่
หญิงสาวกะพริบตาถี่ๆ สองสามที เมื่อเรียกสติกลับมาได้ก็มองสำรวจไปที่ห้องที่เปิดโล่งบริเวณหลังบ้าน 'นี่คงเป็นห้องครัวสินะ' จางจิ่วหลินคิดแล้วรีบเดินทะลุห้องโถงของบ้านไปที่ครัวซึ่งถูกสร้างยื่นออกไปติดกับสวนผักขนาดกลางทันที หลังจากมองซ้ายขวาแล้วเจอเพียงหม้อเก่าๆหนึ่งใบ หญิงสาวจึงถอนหายใจอย่างปลงตกก่อนเดินออกไปมองแปลงผักที่ถูกขุดเอาไว้อย่างเป็นระเบียบ
ผักที่บ้านรองจางปลูกนั้นมีไม่มากนัก มีเพียงกะหล่ำปลีหัวเล็กๆ ไม่กี่สิบหัว แถมใกล้ๆ กันยังปลูกต้นหอมผอมๆ ไว้เพียงสองถึงสามกอเท่านั้น ไม่มีผักอื่นๆให้เห็นอีก จางจิ่วหลินหมดความสนใจอย่างรวดเร็ว เธอตักน้ำในโอ่งด้วยกระบวยขึ้นมาดื่มช้าๆ ก่อนจะหันหน้ากลับเข้าไปในตัวบ้านแล้วพบเข้ากับสายตาที่มองตรงมาอย่างสงสัยของย่าหลานตระกูลจาง
เนื่องจากยังทำตัวไม่ถูก หญิงสาวเลือกที่จะมองเลยพวกเขาไปก่อนแล้วทำการสำรวจข้าวของในบ้านต่อเพื่อวิเคราะห์หาหนทางปรับปรุงชีวิตของตนเองที่นี่ในอนาคต จางจิ่วหลินลูบไล้เครื่องเรือนด้วยความสนใจ
หลังจากเดินรอบบ้านสองสามรอบอย่างรวดเร็ว เธอก็พบว่าบ้านหลังนี้มีห้องนอนอยู่เพียงสองห้องด้วยกัน ไม่รวมกับโถงกลางบ้านที่มีโต๊ะตัวเตี้ยตั้งอยู่บนฟางแห้งๆ กองหนึ่งแม้แต่เก้าอี้สักตัวก็ไม่มีให้เห็น นอกจากนี้ห้องครัวโล่งๆ นั้นมีเพียงหม้อและธัญพืชหยาบในกระสอบเล็กน้อย
'นี่ออกจะยากจนเกินไปสักหน่อยรึเปล่านะ?' จางจิ่วหลินคิดในใจ คิ้วทั้งสองของเธอค่อยๆ ขมวดจนยับย่นอย่างเห็นได้ชัด ชาติที่แล้วหญิงสาวเป็นลูกหลานคนรวยเสียด้วยซ้ำ เธอไม่เคยลำบาก เพียงแต่ป่วยหนักวันๆ จึงได้นอนแต่บนเตียงไหนเลยจะเคยนั่งกินข้าวบนกองฟาง!
น่าหลันอวี๋เห็นหลานสาวของนางมีใบหน้าที่บิดเบี้ยว นางคิดว่าจิ่วเอ๋อร์คงจะหิวแล้วจึงกล่าวออกมาอย่างประหม่า "มาๆ หลานย่ามานั่งตรงนี้ก่อน หิวแล้วใช่ไหม ย่าจะไปทำอะไรอร่อยๆ ให้กินนะ" หญิงชรากึ่งลากกึ่งจูงหลานสาวคนโตไปที่โต๊ะกลางบ้านพร้อมทั้งรีบนำเศษผ้าเก่าๆที่พับไว้ไม่ไกลออกมากางคลุมทับพื้นที่เต็มไปด้วยฟางเอาไว้
จางจิ่วหลินถูกดึงให้นั่งลงเบาๆ เมื่อเห็นหญิงชรากำลังเตรียมตัวจะไปทำอาหาร เธอรีบคว้าตัวน่าหลันอวี๋เอาไว้ก่อนจะกล่าวรั้ง "ท่านย่าท่านนั่งลงก่อนเถอะ ข้ายังไม่หิว ยังมีเวลาให้ท่านทำกับข้าวเลี้ยงข้าอีกมาก ว่าแต่… ท่านพ่อท่านแม่ออกไปทำงานที่ทุ่งนาหรือเจ้าคะ?"
เมื่อถามจบ หญิงสาวก็ต้องตกใจทันทีเมื่อพบว่าเธอได้คว้าจับท่อนแขนที่ผอมแห้งของหญิงชราเอาไว้ สัมผัสที่ได้รับมีเพียงหนังและกระดูก ก่อนหน้านี้เธอเคยคิดว่ามือของตนเองนั้นผอมแห้งเป็นอย่างมาก แต่เมื่อเทียบกับแขนของย่าอวี๋แล้ว หญิงชรากลับทั้งผอมและแห้งมากยิ่งกว่าเธอเป็นเท่าตัว
จางจิ่วหลินสูดลมหายใจอย่างตะลึงงัน ความรู้สึกเศร้าหมองโจมตีใบหน้างดงามอย่างหนัก
ยามเมื่อเธอมองไปที่ร่างกายของหญิงชราก็พลันเห็นอย่างได้ชัดเจนว่านางทั้งซูบเซียวและผอมบางจนคล้ายว่าทั้งร่างกายมีเพียงหนังหุ้มกระดูก แม้แต่ขอทานในชาติก่อนของเธอยังไม่ซูบเซียวถึงเพียงนี้…
น่าหลันอวี๋ไม่ได้รู้เลยว่านางทำให้หญิงสาวในโลกอนาคตตกใจ หญิงชราปาดน้ำตาของตนเองเบาๆ ก่อนจะนั่งลงข้างๆ หลานสาวอย่างว่าง่าย "อาเหวินต้องไปถอนวัชพืชที่นาของตระกูล ส่วนสะใภ้หลีออกไปซักผ้าที่ริมแม่น้ำ อีกสักพักแม่ของเจ้าก็คงจะกลับมาเอาอาหารไปกินกับพ่อเจ้าที่ไร่นา"
จางจิ่วหลินเหลือบมองทั้งคนแก่และเด็กของบ้านนี้อย่างไม่รู้ตัว จางหยุนเต๋อร์เองก็มีลำตัวที่ผ่ายผอม เด็กชายมีเพียงหัวที่โตเท่านั้นจึงทำให้เธอรู้สึกราวกับว่าตนเองมีน้องเป็นถั่วงอกต้นหนึ่ง ว่าไปแล้วยามคิดถึงแวบแรกที่ตนเองเรียกเด็กชายตรงหน้าว่ากุ้งตากแห้งก็พลันนึกเสียใจ ครอบครัวนี้มีความเป็นอยู่ที่ย่ำแย่จนเกินรับไหว
เรื่องนี้จะต้องมีสาเหตุ…
หญิงสาวยังไม่คุ้นชินกับสภาพแวดล้อมมากนัก เธอจึงลองพูดคุยกับท่านย่าและน้องชายถึงเรื่องราวต่างๆ คาดไม่ถึงแท้จริงแล้วอาหารในแต่ละมื้อของบ้านรองจางมีเพียงน้ำต้มธัญพืชเท่านั้น แม้แต่ธัญพืชหยาบก็ถูกต้มจนละลายกลายเป็นน้ำ ได้ฟังแล้วก็สะท้อนใจ ดูแลพ่อแม่ของตนในชาตินี้คงมีรูปร่างไม่ต่างไปจากสองย่าหลานตรงหน้านี้มากนัก
เมื่อนึกขึ้นได้นางจึงเหลือบมองร่างกายของตนเองที่แม้จะผอมบางแต่กลับมีเนื้อมีหนังมากกว่าคนแก่และเด็กชายสองชีวิตเบื้องหน้าเสียอีก หญิงสาวหลุบตาต่ำด้วยความรู้สึกผิด คงเป็นนางที่ทำให้ครอบครัวของตนเองต้องลำบากอีกเช่นเคยสินะ
ทั้งชาตินี้และชาติที่ผ่านมาไม่ได้แตกต่างกันเลยสักนิด
ไม่ใช่สิ มันแตกต่างกันเล็กน้อย…
จริงๆแล้วชาตินี้เธอมีร่างกายที่แข็งแรง ถึงแม้จะถูกกล่าวหาว่าเป็นหญิงใบ้แต่กลับมีประโยชน์กว่าตนเองในทั้งชาติที่แล้วมากนัก หลังจากขบคิดครู่หนึ่ง จางจิ่วหลินจึงเหยียดยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจ
ชาติที่แล้วเธอมีเวลาว่างมากมายนัก ทั้งยังชอบดูรายการเอาชีวิตรอดบนเกาะร้างอยู่เป็นประจำ เธอรู้ตัวดีว่าจะต้องมีความรู้บางอย่างเคยผ่านตามาสามารถนำมาปรับใช้ที่นี่ได้แน่ ดวงตาที่เคยหมองหม่นพลันสดใสขึ้นมาอีกขั้นหนึ่ง
จางจิ่วหลินก็รู้สึกราวกับมีคนจุดประกายความหวังในการมีชีวิตรอดของเธอขึ้นมา และไม่ใช่แค่เธอที่จะมีชีวิตรอดเพียงคนเดียวเท่านั้น ในเมื่อสวรรค์ส่งครอบครัวแซ่เดียวกันกับเธอมาให้ ความรู้ของเธอจะต้องช่วยพวกเขาให้ผ่านพ้นวิกฤตขาดแคลนอาหารนี้ไปได้แน่!!
…
เวลาผ่านไป ทั้งท่านย่าและจางหยุนเต๋อร์ดูเหมือนจะเริ่มมองเธอด้วยความสงสัย อาจเพราะปกติแล้วจางจิ่วหลินเป็นคนพูดมาก ยามนี้เนื่องจากพึ่งทะลุมิติมาเธอเลยตั้งคำถามถามท่านย่าและน้องชายอยู่หลายต่อหลายอย่าง อีกทั้งแต่ละอย่างยังเป็นคำถามแปลกๆเช่น 'ยุคนี้มีสิ่งที่เรียกว่าปูนไหม?' หรือ 'ย่าท่านรู้จักมันฝรั่งหรือเปล่า?'
ทำให้ย่าหลานที่ไม่ค่อยจะคุ้นเคยกับเหตุการณ์เช่นนี้เริ่มส่งสายตามองหลานสาวอย่างแปลกๆ รอยยิ้มของหญิงชราค่อยๆหุบลงตามจำนวนคำถามที่มากขึ้นของหญิงสาวเบื้องหน้า
อันที่จริง… เรื่องดีๆเช่นนี้กลับน่ากลัวอย่างแปลกประหลาด
น่าหลันอวี๋เกิดคำถามขึ้นในจิตใจครั้งแล้วครั้งเล่า นางไม่กล้าเอ่ยถามออกไปว่าเหตุใดก่อนหน้านี้จิ่วเอ๋อร์จึงไม่สามารถพูดคุยได้อย่างเช่นตอนนี้? เป็นเรื่องที่เชื่อได้ยากจริงๆ ที่คนใบ้ผู้หนึ่งอยู่ๆ บทจะพูดก็พูดได้คล่องมากเสียจนคล้ายกับคนปกติที่พูดคุยอยู่เป็นประจำ
เมื่อมีเวลาให้คิดและทบทวนดูดีๆ แล้วหญิงชราใจหนึ่งก็ยินดีส่วนอีกใจกลับเกรงกลัวไม่น้อย
คงไม่ใช่วิญญาณร้ายที่ผู้คนในหมู่บ้านมักจะกล่าวถึงใช่ไหม? คิดแล้วหญิงชราก็ร่างกายสั่นสะท้าน นางดีใจมากที่หลานสาวสามารถพูดได้ แต่ต้องไม่ใช่เพราะเป็นวิญญาณร้ายสิ่งสู่ร่างคน เช่นนั้นจิ่วเอ๋อร์ยังจะเป็นจิ่วเอ๋อร์หลานของนางอยู่อีกหรือ?
คำตอบก็คือ ไม่ใช่!
ทางด้านเด็กชายที่นั่งเงียบอยู่นาน จางหยุนเต๋อร์เองนั้นก็เกรงกลัวพี่สาวที่อยู่ๆ ก็พูดได้ขึ้นมาอยู่เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ดังนั้นเด็กชายจึงแทบจะไม่พูดตอบคำถามออกมาเลยสักคำ เขาเบียดตัวเข้าหาผู้เป็นย่าแล้วก้มหน้าลงมองพื้นตลอดการสนทนา
บทสนทนาหยุดชะงัก ย่าอวี๋เงียบ จางหยุนเต๋อร์ก็เงียบ บรรยากาศความเงียบเกิดขึ้นมาอย่างฉับพลัน
จางจิ่วหลินเห็นสีหน้าเช่นนั้นก็ถอนหายใจออกมา เธอเข้าใจความรู้สึกของทั้งสองคนตรงหน้า เพราะหากเป็นตัวเธอเองก็คงตกใจไม่น้อยที่หลานสาวตัวดีผ่านมาแล้วเป็นสิบปีพึ่งจะส่งเสียงได้ จากที่ไม่เคยพูดคุยกับใครเลยบทจะพูดก็พูดขึ้นมาได้เสียอย่างนั้น คิดแล้ว หากอยากจะใช้ชีวิตอยู่อย่างสงบที่นี่เธอก็จำเป็นต้องอธิบายสักหน่อยไม่เช่นนั้นทั้งสองคนคงเกิดความกลัวตัวตนของเธอเป็นแน่
"ท่านย่า ท่านกลัวข้า?" จางจิ่วหลินกล่าวพลางจ้องมองเข้าไปนัยน์ตาของหญิงชรา น่าหลันอวี๋ได้ยินก็รีบหลบสายตาของหลานสาวทันที
"ท่านไม่ดีใจที่ข้าสามารถพูดได้?" จางจิ่วหลินกล่าวขึ้นมาอีกครั้งแต่ก็มีเพียงความเงียบเป็นสัญญาณตอบกลับ
ตอนนี้ผู้เป็นย่าและน้องชายต่างก้มหน้าหลบสายตาของเธอกันทั้งคู่ เฮ้อ! จะทำอย่างไรให้พวกเขาเชื่อเธอดีเนี่ย? เธอมาดีไม่ได้มาร้ายเสียหน่อย เจ้าของร่างเองก็ไม่รู้ไปไหนแล้วด้วย หญิงสาวทำได้เพียงถอนหายใจอีกสองสามครั้งอย่างช่วยไม่ได้
"จิ่วเอ๋อร์ หลานอายุเท่าไหร่?" น่าหลันอวี๋ถามคำถามขึ้นมาเบาๆ แต่หญิงชรายังคงก้มหน้าหลบสายตาอยู่เช่นเดิม
จางจิ่วหลินคิดสักพักก่อนตอบออกไป "ตอนนี้ข้าอายุราวๆ สิบสามปีเจ้าค่ะ" หรือสิบสี่กันนะ ยุคนี้เขานับอายุรวมกับตอนอยู่ในท้องหรือเปล่าก็ไม่รู้ด้วยสิ?
น่าหลันอวี๋ได้ยินคำตอบก็คลายสงสัยได้ส่วนหนึ่ง หญิงชราเงยหน้าขึ้นถามต่ออย่างมีความหวัง "แล้วพ่อของเจ้าล่ะชื่ออะไร?"
"จางเหวินเจ้าค่ะ"
"ปู่ของเจ้าล่ะ เจ้าจดจำเขาได้หรือไม่?" ครั้งนี้น่าหลันอวี๋ถามถึงบุคคลที่นางไม่เคยเอ่ยถึงก่อนหน้านี้
จางจิ่วหลินมีความทรงจำของเจ้าของร่างทั้งหมด ไหนเลยจะไม่รู้ว่าปู่ชั่วๆ ของเธอชื่ออะไร "ตาเฒ่าตัณหากลับจางฉือเจ้าค่ะ!!"
พรวดดดดด
หลังจากได้ยินคำตอบของเธอ จางหยุนเต๋อร์ก็หลุดหัวเราะออกมาคำใหญ่ ย่าอวี๋เองก็อมยิ้มเบาๆ เช่นกันเพราะคนทั้งคู่ต่างรู้ดีว่าชื่อนี้ของปู่จาง ย่าอวี๋เอามาเรียกลับหลังอยู่เป็นประจำและมีเพียงสมาชิกบ้านรองจางเท่านั้นที่รับรู้
ใบหน้าที่ยับย่นคลี่ยิ้มออกมา เห็นได้ชัดว่าบุคคลตรงหน้านี้จะต้องเป็นหลานสาวตัวจริง!!
ย่าอวี๋เองถึงแม้จะตกตะลึงที่หลานสาวจะจดจำคำสบถลับๆ ของตนเองได้ แต่ความรู้สึกโล่งใจก็มีมากกว่า หญิงชรายกมือขึ้นลูบหัวนางเบาๆ ด้วยความรักและความเอ็นดู น้ำตาที่กักเก็บไหวครั้งนี้ไหลออกมาด้วยความยินดี
จางจิ่วหลินสังเกตครอบครัวตรงหน้า ดูเหมือนท่านย่าเชื่อเธอแล้ว ผิดกับเจ้ากุ้งตากแห้งตัวน้อย เพื่อความมั่นใจเด็กชายตัวน้อยถึงกับวิ่งเข้าไปในห้องก่อนจะหยิบเอาหินสีดำก้อนหนึ่งออกมา
จางหยุนเต๋อร์กำมันในมือแน่นก่อนกล่าว "พี่ใหญ่ท่านจำหินก้อนนี้ของข้าได้หรือไม่? ข้าเรียกเจ้านี่ว่าอะไร?" พูดจบก็ส่งสายตามองไปทางพี่สาวเช่นเธอด้วยความหวัง
หวังว่านางจะเป็นตัวจริงและจำหินก้อนนี้ได้…
จางจิ่วหลินอมยิ้มเล็กน้อย เธอแบมือออกไปข้างหน้าก่อนจะกล่าวตอบน้องชายเสียงดังอย่างมั่นใจ "เจ้าตัวแสบ ใช่หินของเจ้าที่ไหน นี่คือหินนำโชคของข้า! เอามานี่เลยนะหากไม่มีเจ้าหินนี่วางไว้ข้างกาย ยามนอนข้าจะนอนไม่ค่อยหลับ" เพียงพริบตาเดียว หินสีดำรูปร่างแปลกๆ ก็มาอยู่ในมือของเธอเรียบร้อยแล้ว
จางหยุนเต๋อร์ฉีกยิ้มกว้าง เขาวิ่งเข้ามากอดเธอเอาไว้ก่อนจะพูดเสียงเบา "พี่ตอบถูก… เช่นนั้นพี่ก็คือพี่สาวข้าจริงๆ"
จำชื่อพ่อกับปู่ได้ยังไม่มั่นใจว่าเป็นตัวจริงเปล่า แต่จำหินได้กลับบอกว่า พี่คือพี่สาวข้าจริงๆ นี่มันเรื่องอะไรกันเนี่ย หยุนเต๋อร์น้องรัก!!