เปิด 5 ประเด็นสำคัญต้องรู้ ใน การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ 2567
เปิด 5 ประเด็นสำคัญที่ควรรู้ ใน การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ 2567 ระหว่าง คามาลา แฮร์ริส และ โดนัลด์ ทรัมป์ คะแนนสุดสูสีที่ต้องวัดใน Swing State
การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ 2567 (US President Election 20224) จะมีขึ้นในวันที่ 5 พฤศจิกายน ซึ่งเป็นการกลับมาแก้มืออีกครั้งของนายโดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐ ที่ท้าชิงกับ นางคามาลา แฮร์ริส ผู้ที่ลุ้นตำแหน่งประธานาธิบดีหญิงคนแรกของสหรัฐ
การเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นการท้าชิงที่ดุเดือดมากที่สุดครั้งหนึ่ง และ "การเงินธนาคาร" จะพาไปเปิดประเด็น 5 ประเด็นน่ารู้ สำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้
ใครคือผู้ท้าชิง
การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ 2567 มีผู้ท้าชิง 2 คน คือ นางคามาลา แฮร์ริส แคนดิเดตจากพรรคเดโมแครต และ นายโดนัลด์ ทรัมป์ แคนดิเดตจากพรรครีพับลิกัน โดยนายทรัมป์ ซึ่งเป็นอดีตประธานาธิบดี คือผู้ที่ประกาศตัวลงชิงเลือกตั้งครั้งนี้ตั้งแต่แรก ส่วนนางแฮร์ริส รองประธานาธิบดี ได้ถูกเลือกให้เป็นตัวแทนพรรคเดโมแครต หลังจากที่นายโจ ไบเดน ถอนตัวลงจากการเป็นผู้สมัคร
ในช่วงก่อนที่นายไบเดนจะถอนตัวนั้น นายทรัมป์มีคะแนนนำในแทบทุกโพล แต่เมื่อนางแฮร์ริสก้าวขึ้นมาแทน คะแนนนิยมของเธอก็พลิกขึ้นนำเหนือนายทรัมป์ อย่างไรก็ตาม ยิ่งใกล้ช่วงโค้งสุดท้าย คะแนนของทั้งสองก็ยิ่งสูงสีขึ้นเรื่อย ๆ โดยโพลจากหลายสำนักพบว่าทั้งคู่มีคะแนนทิ้งห่างกันไม่มาก และผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า การเลือกตั้งครั้งนี้นับว่าสูสีที่สุด นับตั้งแต่การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ปี 2503 ระหว่างนายจอห์น เอฟ เคนเนดี จากพรรคเดโมแครต และนายริชาร์ด นิกสัน จากพรรครีพับลิกัน
การลงคะแนนและการนับคะแนน
ในปีนี้ การลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า ทั้งแบบไปลงคะแนนด้วยตนเองและลงคะแนนผ่านทางไปรษณีย์ เริ่มตั้งแต่วันที่ 11 กันยายน จนถึงวันที่ 26 ตุลาคม ก่อนจะถึงวันเลือกตั้งในวันที่ 5 พฤศจิกายน โดยเวลาปิดคูหาเลือกตั้งจะแตกต่างกันไปในแต่ละรัฐ
โดยปกติแล้วจะปิดคูหาและเริ่มต้นนับคะแนนในเวลา 19.00 น. เป็นต้นไป และไม่สามารถระบุได้แน่ชัดเช่นกันว่าการนับคะแนนจะสิ้นสุดเมื่อใด เนื่องด้วยเขตเวลาที่แตกต่างกันถึง 4 เขตเวลา นอกจากนี้แล้ว รัฐที่อยู่ห่างไกล 2 รัฐ คือ อะลาสกา และ ฮาวาย ต่างมีเขตเวลาที่แตกต่างกันเป็นของตัวเอง ซึ่งจะเริ่มลงคะแนนช้าและปิดคูหาช้ากว่ารัฐอื่น ๆ ใน 4 เขตเวลา
Electoral Vote
คณะผู้เลือกตั้ง (Electoral College) คือ กลุ่มบุคคลพรรคการเมืองเสนอชื่อให้เป็นตัวแทนรัฐนั้น ๆ โดยประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจะลงคะแนนเสียงเลือกตัวแทนเหล่านั้น ซึ่งตัวแทนเหล่านั้นคือผู้เลือกประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดี โดยคะแนนเสียงดังกล่าวเรียกว่า คะแนนเสียงของคณะผู้เลือกตั้ง (Electoral Vote) ซึ่งคะแนนเสียงจะแตกต่างกันในแต่ละรัฐ
คณะผู้เลือกตั้งทั้งหมด มีทั้งหมด 538 เสียง ซึ่งก็คือจำนวนที่นั่งในรัฐสภา รวมทั้งวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร และผู้ที่จะชนะการเลือกตั้งจะต้องได้คะแนนเสียงข้างมาก นั่นก็คือ 270 เสียงขึ้นไป
จำนวนคะแนน Electoral Vote ในแต่ละรัฐและเขตเลือกตั้ง โดยเรียงจากมากที่สุดไปน้อยที่สุด ได้แก่
- แคลิฟอร์เนีย 54 เสียง
- เทกซัส 40 เสียง
- ฟลอริดา 30 เสียง
- นิวยอร์ก 28 เสียง
- เพนซิลเวเนีย 19 เสียง (รัฐสมรภูมิเลือกตั้ง)
- อิลลินอยส์ 19 เสียง
- โอไฮโอ 17 เสียง
- จอร์เจีย 16 เสียง (รัฐสมรภูมิเลือกตั้ง)
- มิชิแกน 15 เสียง (รัฐสมรภูมิเลือกตั้ง)
- นอร์ทแคโรไลนา 15 เสียง (รัฐสมรภูมิเลือกตั้ง)
- นิวเจอร์ซีย์ 14 เสียง
- เวอร์จิเนีย 13 เสียง
- วอชิงตัน 12 เสียง
- แอริโซนา 11 เสียง (รัฐสมรภูมิเลือกตั้ง)
- เทนเนสซี 11 เสียง
- แมสซาชูเซตส์ 11 เสียง
- อินเดียนา 10 เสียง
- มิสซูรี 10 เสียง
- วิสคอนซิน 10 เสียง (รัฐสมรภูมิเลือกตั้ง)
- แมริแลนด์ 10 เสียง
- มินนิโซตา 10 เสียง
- โคโลราโด 10 เสียง
- เซาท์แคโรไลนา 9 เสียง
- แอละบามา 9 เสียง
- เคนทักกี 8 เสียง
- ลุยเซียนา 8 เสียง
- โอคลาโฮมา 7 เสียง
- ออริกอน 8 เสียง
- คอนเนตทิคัต 7 เสียง
- อาคันซอ 6 เสียง
- ไอโอวา 6 เสียง
- เนวาดา 6 เสียง (รัฐสมรภูมิเลือกตั้ง)
- แคนซัส 6 เสียง
- ยูทาห์ 6 เสียง
- มิสซิสซิปปี 6 เสียง
- เนแบรสกา 5 เสียง
- นิวเม็กซิโก 5 เสียง
- เวสต์เวอร์จิเนีย 4
- ฮาวาย 4 เสียง
- ไอดาโฮ 4 เสียง
- เมน 4 เสียง (แบ่งออกเป็น 4 เขต)
- นิวแฮมป์เชียร์ 4 เสียง
- มอนแทนา 4 เสียง
- โรดไอแลนด์ 4 เสียง
- เซาท์ดาโกตา 3 เสียง
- นอร์ทดาโกตา 3 เสียง
- อะลาสกา 3 เสียง
- เวอร์มอนต์ 3 เสียง
- เดลาแวร์ 3 เสียง
- ไวโอมิง 3 เสียง
- ดิสทริคออฟโคลัมเบีย (ดีซี) 3 เสียง
Swing State
ด้วยความที่้ทั้งพรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกันต่างมีรัฐที่เป็นฐานเสียงของตนเอง ดังนั้นรัฐที่ไม่เป็นฐานเสียงของพรรคใดพรรคหนึ่ง หรือที่เรียกว่า Swing State หรือรัฐสมรภูมิเลือกตั้ง จึงมีความสำคัญอย่างมาก โดย Swing State จะเปลี่ยนไปในการเลือกตั้งแต่ละครั้ง ซึ่งในครั้งนีมี 7 รัฐ ได้ แก่ เพนซิลเวเนีย จอร์เจีย มิชิแกนนอร์ทแคโรไลนา แอริโซนา วิสคอนซิน และเนวาดา
การเลือกตั้งในครั้งนี้นับว่าสูสีมากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองสหรัฐ โดยยากที่จะฟันธงได้ว่าใครได้เปรียบมากกว่า เนื่องจากโพลเลือกตั้งแทบทุกสำนักบ่งชี้ว่ามีคะแนนใกล้เคียงกันมาก ดังนั้นคะแนนเสียงจาก Swing State จึงสามารถพลิกผลเลือกตั้งและกำหนดผู้ชนะได้ นอกจากนี้แล้ว ในการเลือกตั้ง 6 ครั้งที่ผ่านมานั้น ผู้ชนะต่างกวาดคะแนนจาก Swing State ได้เป็นส่วนใหญ่
อะไรจะเกิดขึ้น หากไม่มีใครได้เสียงข้างมาก ?
หากเกิดกรณีที่ทั้งนางแฮร์ริสและนายทรัมป์ ต่างไม่สามารถได้รับคะแนนเสียงส่วนใหญ่ หรือ 270 เสียง จากการเลือกตั้งครั้งนี้ ข้อมูลจากหอจดหมายแห่งชาติสหรัฐ ระบุไว้ว่า หากไม่มีผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีคนใดได้รับคะแนนเสียงเลือกส่วนใหญ่ กระบวนการเลือกตั้งจะย้ายไปยังรัฐสภาแทน
สภาผู้แทนราษฎรจะเลือกประธานาธิบดีจากผู้สมัครทั้ง 2 คน โดยคณะผู้แทนของแต่ละรัฐในสภาผู้แทนราษฎรจะมีสิทธิ์ลงคะแนนเสียง 1 เสียง และแต่ละรัฐจะเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะลงคะแนนเสียงอย่างไร โดยผู้ชนะจะต้องได้คะแนนเสียงขั้นต่ำ 26 เสียง ซึ่งดิสทริคออฟโคลัมเบียซึ่งไม่ใช่รัฐ จึงไม่สามารถเข้าร่วมการลงคะแนนเสียงนี้ได้
สำหรับรองประธานาธิบดีนั้น ผู้ลงคะแนนเสียงคือสมาชิกวุฒิสภา โดยวุฒิสมาชิกแต่ละคนจะลงคะแนนเสียงได้คนละ 1 เสียง และผู้สมัครจะต้องได้คะแนนเสียงอย่างน้อย 51 เสียง จึงจะชนะ
ทั้งนี้ หากสภาผู้แทนราษฎรไม่สามารถตัดสินใจเลือกประธานาธิบดีได้ ภายในวันเข้ารับตำแหน่ง รองประธานาธิบดีที่ได้รับเลือกจะทำหน้าที่เป็นรักษาการประธานาธิบดี จนกว่าสภาจะตัดสินใจได้
ข้อมูลจาก : archives.gov , bbc.com/ , edition.cnn.com , edition.cnn.com