ชีวิตนักรบ บิ๊กป้อม ตัวเล็ก ใจนักเลง เจ้าของหมาพันธุ์ เชา เชา 8 ตัว
หลังจาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ขึ้นแท่นรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ชั่วคราวแทน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่
วลี “ไม่รู้…ไม่รู้” จู่ๆ ที่เคยได้ยิน ก็ไม่ได้ยินจากปากอีก แถมสไตล์การให้สัมภาษณ์ การลุยงานในหน้าที่ไม่ต่างกับนายกฯ ตัวจริง ประหนึ่งแบ่งเบาภาระบนบ่าของน้องเล็ก พล.อ.ประยุทธ์
ในหนังสือ “พี่ป้อม พี่ใหญ่ พี่ชายที่แสนดี” จัดทำขึ้นเนื่องในวันคล้ายวันเกิดครบ 76 ปี ของ พล.อ.ประวิตร เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2565 เผยโฉมสู่สาธารณะ ในวันรุ่งขึ้นที่ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องสะดุดอำนาจ บรรจงสะท้อนความเป็น “พี่ใหญ่” ไว้ว่า
“ด้วยบุคลิก เป็นคนมีอัธยาศัยดี มีเมตตา ใจกว้าง เสียสละ จึงเป็นที่ยอมรับจากเพื่อนๆ ในรุ่น และด้วยความเป็นหนุ่มโสด ไม่มีครอบครัว ชีวิตจึงมีแต่งานและเพื่อน จนได้รับเกียรติให้เป็นประธานรุ่นตลอดกาลของนักเรียนนายร้อย จปร. รุ่นที่ 17 และเป็นพี่ใหญ่ที่เคารพรักในหมู่ทหารผู้ใต้บังคับบัญชามาจนถึงทุกวันนี้”
“พี่ป้อมยังดูแลทุกข์สุขของผู้ใต้บังคับบัญชาในทุกเรื่อง ตั้งแต่อยู่ในหน่วยทหาร หรือที่ทำงาน เข้าทำนองที่เรียกว่า พี่ป้อมคนนี้…พี่มีแต่ให้”
“พี่ป้อมถึงจะตัวเล็กแต่ใจนักเลงไม่กลัวใคร และมีคุณพ่อเป็นนายทหาร ก็มักจะช่วยเหลือปกป้องเพื่อนไม่ให้ใครมาข่มเหงรังแก”
ในฉากการรบ “พล.อ.ประวิตร” เสี่ยงเป็น เสี่ยงตาย เข้าร่วมสมรภูมิรบในช่วง “สงครามเย็น” มีพื้นที่การรบในเวียดนาม ซึ่งเนื้อหาในหนังสือบรรยายว่า
“ผมออกรบที่เวียดนามตอนนั้นเขาให้ไปประจำที่ไซ่ง่อน เข้าสังกัดในกองพลเสื้อดำ ที่มีพลเอกเสริม ณ นครเป็นผู้บัญชาการกองพลในสมัยนั้น การจะได้เป็นทหารหากจะให้เติบโตก็ต้องผ่านประสบการณ์สงครามก่อน ช่วงนั้นรบกันหนักมาก ยิงกันทุกวัน บริเวณเส้นขนานที่ 17 ทหารฝ่ายเวียดกงวางกับระเบิดเยอะมากเลย น่าจะมีทหารไทยตายไปหลาย 100 คน”
“ผมอยู่ในสงครามเวียดนามราวๆ 1 ปี จึงกลับเมืองไทย”
หลังจากสมรภูมิเวียดนาม ได้อาสาไปรบที่ประเทศที่ 3 เป็นเวลา 3 ปีเศษ ซึ่งสมรภูมิที่นั่น มีความรุนแรงไม่แพ้เวียดนาม
“ผมต้องมีหน้าที่เฝ้าลำน้ำอยู่ 1 ปี การปะทะมันรุนแรงมาก จนเขตที่เราดูแลทำท่าว่าจะถูกตีแตก ผมกับทหารคนอื่นๆ ถูกฝ่ายตรงข้ามล้อมอยู่ถึง 1 เดือน 18 วัน ตอนนั้นเพิ่งมียศร้อยตรี ร้อยโท เท่านั้น ที่ไปทำงานเพราะอยากเพิ่มประสิทธิภาพของตัวเอง ให้รู้ว่าหากต้องออกสู่สนามรบจริงๆ ว่ามันเป็นอย่างไร”
พล.อ.ประวิตร ผ่านความเป็นความตายหลายสมรภูมิ ทั้ง ยุทธการบ้านหนองปรือ ยุทธการโนนหมากมุ่น เหตุการณ์บ้านหนองเอี่ยน เหตุการณ์บ้านโอบายเจือน
“ก็หนัก ๆ ทั้งนั้นไม่ต่างกัน พลาดไปก็คือตายในทุกพื้นที่ มันไม่มีใครเก่งหรือใครไม่เก่ง ผมยืนยันได้ มันขึ้นอยู่กับยุทธวิธี ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในขณะนั้น จะบอกว่าตรงนั้นหนักตรงนี้ไม่หนักไม่มี หรือกำลังมากกำลังน้อยก็คือตายเหมือนกัน กระสุนมันก็ไม่ได้ถามว่าคุณชื่ออะไร แล้วจะปล่อยคุณ ช่วงที่ผมอยู่ชายแดนไทย-กัมพูชา ก็สู้รบกันดุเดือดมาก”
“ผมนอนชายแดนเลยนะ นอนกับลูกน้อง ผมไม่ได้อยู่ที่กองพัน ผมจะอยู่กับกองร้อยข้างหน้าตลอด ผมจะไม่อยู่ข้างหลัง ผมไปกับลูกน้องตลอด จะเดินเลาะชายแดนเดินตามจุดตรวจไปกับลูกน้อง ชีวิตชายแดน มันเป็นอาชีพของเรา และเป็นความภาคภูมิใจของเรา ในการทำงานเพื่อแผ่นดินเกิดอย่างแท้จริง”
“ผมชอบอยู่ชายแดนมากนะ เพราะรู้สึกว่ามันอิสระดี”
อีกด้านหนึ่งของฉากชีวิต “พล.อ.ประวิตร” แม้ใครจะดูว่าแกเดินไม่ค่อยไหว ต้องมีคนประคอง แต่เนื้อแท้เป็นคนรักกีฬา ในหนังสือเล่มเดียวกันนี้ถ่ายทอดว่า
“พี่ป้อมในวัยหนุ่ม นับว่าเป็นผู้มีทักษะและความสามารถในด้านกีฬาหลายชนิด อาทิ ว่ายน้ำ จักรยาน กรีฑา แต่กีฬา โปรดที่สุดคือฟุตบบอล เรียกว่าเล่นเก่งขนาดได้รับการคัดเลือกเป็นนักกีฬาฟุตบอลของโรงเรียนเตรียมทหาร และโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า เห็นรูปร่างอย่างนี้ก็เถอะ”
แม้ตอนเกษียณอายุราชการ ก็ยังไม่ทิ้งการออกกำลังกายและเล่นกีฬา ยังเดิน ขี่จักรยาน ว่ายน้ำอยู่เป็นประจำ โดยเฉพาะกีฬากอล์ฟ มีก๊วนประจำทุกเช้าวันเสาร์ ที่สนามกอล์ฟ ทบ.รามอินทรา
นอกจากเป็นนักรบ นักกีฬา ตัวเล็ก แต่ใจนักเลง “พล.อ.ประวิตร” ยังเป็นคนชอบน้องหมา โดยเฉพาะพันธุ์เชา เชา ที่มีอยู่ 8 ตัว
ชื่อน้องหมาของ “พี่ป้อม” 7 ตัว จาก 8 ตัว มีอักษร C เป็นตัวขึ้นต้น อาจเรียกได้ว่าเป็นครอบครัวตัว C
คือ CHARM CHANEL CHUBBY CHANPION CONGO CHARLOTTE CHOO CHOO และ SHABU
แม้บางครั้งคนทั่วไปจะดูว่า พล.อ.ประวิตร จะดูโกรธเกรี้ยว เวลานักข่าวถามคำถามที่ไม่พอใจ แต่ในมุมส่วนตัวเขาก็ได้เจ้าหมา 8 ตัวเป็นเพื่อนเล่น ที่ไว้ผ่อนคลายความเหน็ดเหนื่อยจากการทำงาน
“แม้ในปัจจุบันที่พี่ป้อมต้องเข้ารับภาระด้านการเมือง แต่เจ้าเชา เชา ก็ยังคงเป็นเพื่อนเล่นที่ช่วยผ่อนคลายความเหน็ดเหนื่อยจากการทำงาน ด้วยการเข้ามาหยอกเย้า ประจบประแจง สร้างรอยยิ้มและความสุขทุกคราวให้แก่พี่ป้อม เมื่อได้ย่างเท้ากลับเข้ามาในบ้าน”
นี่คือ พี่ป้อม พี่ใหญ่ พี่ชายที่แสนดี ในมุมที่หลายคนเพิ่งจะเคยรู้
ตอนที่ พล.อ.ประวิตร นั่งรักษาราชการแทนนายกฯ ในวัย 76 ปี