ธุรกิจ บริษัทหลักทรัพย์ ปี 2568 ยังอยู่ในวังวน “สงครามราคา”
ทริสเรทติ้ง ประเมินธุรกิจ “บริษัทหลักทรัพย์“ ปี 2568 ยังเผชิญการแข่งขันรุนแรง ผลดำเนินงานฟื้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปตามเศรษฐกิจ บรรยากาศการลงทุน ความเชื่อมั่นนักลงทุน จำนวนหุ้น IPO ส่วนมาร์จิ้นโลน หดตัว
ทริสเรทติ้ง ประเมินแนวโน้มธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ในประเทศไทยเผชิญภาวะการแข่งขันที่รุนแรง เนื่องจากมีผู้ประกอบการจำนวนมากในอุตสาหกรรม ส่งผลให้บริษัทหลักทรัพย์ ต้องปรับกลยุทธ์โดยการเพิ่มช่องทางและขยายขอบเขตการให้บริการ เพื่อกระจายแหล่งรายได้สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน
“ในช่วง 12 เดือนข้างหน้า รายได้และกำไรของกลุ่มหลักทรัพย์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์ที่ฟื้นตัว เศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้น และความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มากขึ้น”
อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนอาจเกิดจากสภาพเศรษฐกิจและการเมืองในประเทศ และปัจจัยภายนอกประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกา ซึ่งอาจสร้างความผันผวนต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยอย่างมีนัยสำคัญ
ในหลายปีที่ผ่านมาธุรกิจหลักทรัพย์ในประเทศไทยเผชิญสภาวะการแข่งขันที่รุนแรง เนื่องจากมีผู้ประกอบการจำนวนมากถึง 51 บริษัท (ข้อมูล ณ สิ้นเดือนกันยายน 2567)
ทั้งบริษัทหลักทรัพย์ไทยและบริษัทหลักทรัพย์ต่างชาติ ส่งผลให้ต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์เพื่อความอยู่รอดและการเติบโตอย่างยั่งยืน รวมถึงบริษัทหลักทรัพย์ที่มีผลการดำเนินงานขาดทุนต่อเนื่องหลายปี มีแนวโน้มถูกควบรวมกิจการมากขึ้นในอนาคต
กลยุทธ์หลักที่บริษัทหลักทรัพย์นำมาใช้ ได้แก่ การเพิ่มช่องทางการให้บริการที่เป็นรูปแบบออนไลน์มากขึ้น และยกระดับการให้บริการและการขยายขอบเขตการให้บริการ เช่น การเสนอบริการด้านที่ปรึกษาการลงทุน (Portfolio Advisory) โดยมุ่งเน้นการตอบสนองความต้องการของนักลงทุนในรูปแบบที่เหมาะสมสำหรับนักลงทุนแต่ละกลุ่มและครอบคลุมมากขึ้น ไม่จำกัดเพียงการแนะนำหลักทรัพย์ที่เป็นตราสารทุนหรือหุ้นรายตัวเท่านั้น
นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับการกระจายแหล่งที่มาของรายได้ เพื่อลดการพึ่งพิงรายได้ค่าธรรมเนียมจากการซื้อขายหุ้น เช่น การให้บริการกู้ยืมเพื่อซื้อหลักทรัพย์ (Margin Loan) และการเป็นตัวแทนซื้อขายหน่วยลงทุน (Selling Agent)
รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ ๆ เช่น ใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ (Derivative Warrant), ตราสารแสดงสิทธิในการฝากหลักทรัพย์ต่างประเทศ (Depository Receipt) และตราสารที่มีโครงสร้างซับซ้อน (Structured Note) เพื่อสร้างความแตกต่างและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดที่มีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในปัจจุบันที่การลงทุนมีลักษณะความเป็นสากลและหลากหลายมากขึ้น
ธุรกิจโบรกเกอร์หุ้น การแข่งขันด้านราคารุนแรงต่อเนื่อง
ทริสคาดว่าการแข่งขันในธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ในประเทศไทยจะยังคงรุนแรงต่อเนื่อง สะท้อนผ่านการลดลงของอัตราค่าธรรมเนียมการซื้อขายหลักทรัพย์โดยเฉพาะ (ไม่รวมบัญชีบริษัทหลักทรัพย์) จากระดับ 0.15% ในปี 2555 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเปิดเสรีค่าธรรมเนียมมาอยู่ที่ระดับ 0.07% ในปี 2566
การลดลงอย่างมีนัยสำคัญของอัตราค่าธรรมเนียมนี้เป็นผลมาจากการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง รวมถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของนักลงทุนรายย่อยที่หันมาส่งคำสั่งซื้อขายด้วยตนเองผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น
นอกจากนี้ นักลงทุนสถาบันทั้งในและต่างประเทศยังเพิ่มการส่งคำสั่งซื้อขายผ่านระบบ Direct Market Access (DMA) ซึ่งเป็นการส่งคำสั่งซื้อขายโดยตรงเข้าสู่ระบบตลาดหลักทรัพย์ ผ่านผู้ให้บริการการส่งคำสั่งแบบ DMA โดยไม่ผ่านตัวแทนนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์แบบดั้งเดิม ส่งผลให้อัตราค่าธรรมเนียมโดยเฉลี่ยลดลงอย่างต่อเนื่อง
ธุรกิจตัวแทนซื้อขายหน่วยลงทุน แนวโน้มเติบโตระยะกลาง
จากการแข่งขันที่รุนแรงในธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ และโอกาสการลงทุนที่ค่อนข้างจำกัดในประเทศไทย
ทริส วิเคราะห์ว่าบริษัทหลักทรัพย์หลายแห่งจึงขยายการให้บริการเข้าสู่ธุรกิจตัวแทน (Agent) ซื้อขายหน่วยลงทุนที่ออกโดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) ต่าง ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของนักลงทุนที่มองหาทางเลือกการลงทุนที่หลากหลายยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการกระจายการลงทุนผ่านหน่วยลงทุนที่เน้นการลงทุนในตลาดต่างประเทศ
คาดว่า ธุรกิจตัวแทนซื้อขายหน่วยลงทุนมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องในระยะปานกลาง โดยได้รับการสนับสนุนจากปัจจัยหลายประการ เช่น การเพิ่มขึ้นของผลิตภัณฑ์กองทุนรวมที่หลากหลาย เทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มความสะดวกในการลงทุน และนโยบายส่งเสริมการออมผ่านกองทุนรวมต่าง ๆ ในรูปแบบของผลประโยชน์ทางภาษี ได้แก่ กองทุนรวมเพื่อการเกษียณเลี้ยงชีพ(RMF) กองทุนรวมเพื่อการออม (SSF) และกองทุนรวมส่งเสริมการลงทุนเพื่อความยั่งยืน (Thai ESG)
ธุรกิจมาร์จิ้นโลน คุณภาพสินทรัพย์กดดัน
ทริส ระบุว่า เพื่อตอบสนองต่อความท้าทายจากการลดลงอย่างต่อเนื่องของรายได้ค่าธรรมเนียมการซื้อขายหุ้น การให้บริการกู้ยืมเพื่อซื้อหลักทรัพย์ (มาร์จิ้นโลน) จึงกลายเป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญในการสร้างรายได้เพิ่มเติม เพื่อลดการพึ่งพิงรายได้ค่าธรรมเนียมจากการซื้อขายหุ้น
โดยตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นมา ธุรกิจให้กู้ยืมเพื่อซื้อหลักทรัพย์จึงมีการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทหลักทรัพย์หลายแห่งขยายพอร์ตการให้กู้ยืมเพื่อซื้อหลักทรัพย์อย่างมีนัยสำคัญ
อย่างไรก็ตาม การแข่งขันในธุรกิจนี้เริ่มลดลงตั้งแต่ต้นปี 2566 เห็นได้จากจากการลดลงอย่างต่อเนื่องของยอดเงินให้กู้ยืมเพื่อซื้อหลักทรัพย์คงค้าง จากระดับ 1.13 แสนล้านบาท ณ สิ้นปี 2565 มาอยู่ที่ระดับ 7.6 หมื่นล้านบาท ณ สิ้นไตรมาสที่ 3 ของปี 2567
การลดลงดังกล่าวเป็นผลมาจากการเพิ่มความระมัดระวังในการลงทุนของนักลงทุนในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจ มีความไม่แน่นอนสูง รวมถึงการเพิ่มความเข้มงวดในการอนุมัติเงินกู้ เนื่องจากคุณภาพสินเชื่อมีแนวโน้มอ่อนแอลง
กำไรหดตัวจากภาวะตลาดไม่เอื้อต่อการลงทุน
ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2567 กำไรสุทธิของกลุ่มบริษัทหลักทรัพย์ทั้งอุตสาหกรรมรวม 51 บริษัทอยู่ที่ 1.8 พันล้านบาท ลดลง 52.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า เกิดจากรายได้ค่าธรรมเนียมการซื้อขายหลักทรัพย์ลดลง
สอดคล้องกับการหดตัวของปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์เฉลี่ยต่อวันในช่วง 9 เดือนแรกของปี ลงมาอยู่ที่ 4.6 หมื่นล้านบาทต่อวัน ต่ำลงกว่า 17% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวช้า ความไม่แน่นอนทางการเมืองและความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่ลดลง
ขณะเดียวกันต้นทุนการดำเนินงานกลับไม่ได้ลดลงในสัดส่วนที่สอดคล้องกัน ส่งผลให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้รวม (Cost-to-Income Ratio) ปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
โดยในช่วง 9 เดือนแรกปี 2567 อัตราส่วนดังกล่าวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 70.7% เทียบกับ 53.9% ในปี 2564 โครงสร้างต้นทุนของธุรกิจหลักทรัพย์กว่า 60% มาจากค่าใช้จ่ายบุคลากร เนื่องจากต้องพึ่งพาผู้แนะนำการลงทุน นักวิเคราะห์ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายสนับสนุนธุรกิจ
ข้อจำกัดดังกล่าวส่งผลให้การปรับลดต้นทุนในช่วงที่รายได้ลดลงเป็นเรื่อง ท้าทาย และทำให้หลายบริษัทประสบผลขาดทุน การปรับเปลี่ยนช่องทางการให้บริการเป็นแบบออนไลน์ และการทยอยลดจำนวนพนักงาน จึงเป็นกลยุทธ์ที่ใช้เพื่อพยุงผลประกอบการ
มูลค่าระดมทุนลด สอดคล้องภาวะตลาดทุนที่ซบเซา
ในรายงานของทริสระบุว่า รายได้จากธุรกิจวาณิชธนกิจ (Investment Banking) ของกลุ่มบริษัทหลักทรัพย์ลดลงมาอยู่ที่ 1.8 พันล้านบาท ในช่วง 9 เดือนแรกปี 2567 ลดลง 29.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า เป็นการปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน สอดคล้องกับสภาวะตลาดทุนที่ซบเซาลง ทำให้บริษัทที่ต้องการระดมทุนในตลาดทุน เลื่อนแผนการระดมทุนออกไป
ในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2567 มูลค่าการระดมทุมผ่านการเสนอขายหุ้นครั้งแรกของบริษัทให้กับสาธารณะชน (IPO) ลดลงมาอยู่ที่ 1.9 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นมูลค่าที่ต่ำที่สุดในรอบ 13 ปี
อย่างไรก็ตาม บริษัทหลักทรัพย์ที่มีชื่อเสียงและทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญด้าน IB ยังคงสามารถชดเชยรายได้จาก IPO ที่ลดลงโดยให้บริการเป็นที่ปรึกษาทางการเงินหรือการปรับโครงสร้างธุรกิจ
ด้านธุรกิจให้กู้ยืมเพื่อซื้อหลักทรัพย์ (มาร์จิ้นโลน) ในช่วง 9 เดือนแรกปี 2567 ผลขาดทุนด้านเครดิตของกลุ่มบริษัทหลักทรัพย์เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 2 พันล้านบาท จากระดับ 1.1 พันล้านบาท ในช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ส่วนใหญ่มาจากบริษัทหลักทรัพย์บางแห่งที่ขยายพอร์ตมาร์จิ้นโลน อย่างก้าวกระโดดและขาดความระมัดระวัง เมื่อตลาดหุ้นปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องทำให้มูลค่าหลักทรัพย์ที่ใช้เป็นหลักประกันลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ต้องตั้งสำรองเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับความเสี่ยงจากการที่ลูกหนี้อาจไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามที่กำหนด
แนวโน้ม 12 เดือนข้างหน้าค่อยๆฟื้นตัว
ทริสเรทติ้ง คาดการณ์ว่ารายได้และกำไรของบริษัทหลักทรัพย์จะปรับตัว ดีขึ้นเล็กน้อยในปี 2568 จากปริมาณการซื้อขายที่น่าจะปรับตัวดีขึ้นด้วยแรงหนุนจากเศรษฐกิจ และความเชื่อมั่นของ นักลงทุน เนื่องจากรายได้ส่วนใหญ่ของบริษัทหลักทรัพย์ยังคงขึ้นอยู่กับปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์
อย่างไรก็ตาม ทริส คาดว่าการฟื้นตัวของปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นไทย น่าจะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากยังมีความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอก ซึ่งอาจสร้างความผันผวนต่อตลาดทุน
“รายได้ของกลุ่มบริษัทหลักทรัพย์มีแนวโน้มเติบโตจากการกระจายรายได้ไปสู่รายได้ที่มิใช่ค่าธรรมเนียมการซื้อขายหลักทรัพย์ จากการนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ ๆ เช่น การซื้อขายหน่วยลงทุน การให้คำแนะนำการจัดพอร์ตลงทุน รวมทั้งการขยายฐานลูกค้า”
โดยเฉพาะบริษัทหลักทรัพย์ที่เป็นบริษัทลูกของธนาคารสามารถเสนอบริการด้านการลงทุน ที่ตอบสนองลูกค้าของธนาคารได้ด้วยเช่นกัน ขณะเดียวกันแม้ว่าบริษัทหลักทรัพย์ส่วนใหญ่อยู่ในช่วงของการลดค่าใช้จ่าย โดยการลดหรือจำกัดจำนวนบุคลากร แต่สำหรับบางบริษัทก็อาจมีความจำเป็นต้องลงทุนเพิ่มในด้านระบบการซื้อขายหลักทรัพย์เพื่อครอบคลุมความต้องการของนักลงทุน
มูลค่า IPO ปรับตัวดีขึ้น
ทริสเรทติ้งมองว่า มูลค่าการระดมทุนผ่าน IPO ในตลาดทุนในปี 2568 มีแนวโน้มฟื้นตัวจากฐานที่ต่ำในปี 2567 ซึ่งสอดคล้องกับการปรับตัวดีขึ้นของเศรษฐกิจและการฟื้นตัวของความเชื่อมั่นของนักลงทุน
ทั้งนี้ ณ เดือนพฤศจิกายน 2567 มีบริษัทที่ได้รับอนุญาตให้เสนอขายหลักทรัพย์ใหม่จำนวน 6 บริษัท และมีบริษัทที่ยื่นหนังสือชี้ชวนต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) แล้วจำนวน 10 บริษัท
นอกจากนี้ยังมีโอกาสที่บริษัทขนาดใหญ่ ซึ่งได้ชะลอการระดมทุนในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา อาจกลับมาดำเนินการระดมทุนอีกครั้งหากสภาวะตลาดมีการปรับตัวดีขึ้น ซึ่งจะช่วยเสริมรายได้จากธุรกิจวาณิชธนกิจให้กับบริษัทหลักทรัพย์
มาร์จิ้นโลน มีแนวโน้มลดลง
ทริสเรทติ้งคาดว่ามาร์จิ้นโลนจะหดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญในช่วงไตรมาสที่ 4 ของ ปี 2567 จากการยุติการให้บริการธุรกิจให้กู้ยืมเพื่อซื้อหลักทรัพย์ของผู้ประกอบการรายใหญ่รายหนึ่งเนื่องจากปัญหาหนี้เสีย
อย่างไรก็ตามคาดว่าธุรกิจนี้โดยรวมจะยังคงชะลอตัวต่อเนื่องในปี 2568 เนื่องจากผู้ประกอบการส่วนใหญ่ระมัดระวังใน การปล่อยกู้มากขึ้นโดยเฉพาะหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กที่มีการเปลี่ยนแปลงของราคาอย่างรวดเร็ว