โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ธุรกิจ บริษัทหลักทรัพย์ ปี 2568 ยังอยู่ในวังวน “สงครามราคา”

การเงินธนาคาร

อัพเดต 28 ธ.ค. 2567 เวลา 00.01 น. • เผยแพร่ 31 ธ.ค. 2567 เวลา 10.00 น.

ทริสเรทติ้ง ประเมินธุรกิจ “บริษัทหลักทรัพย์“ ปี 2568 ยังเผชิญการแข่งขันรุนแรง ผลดำเนินงานฟื้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปตามเศรษฐกิจ บรรยากาศการลงทุน ความเชื่อมั่นนักลงทุน จำนวนหุ้น IPO ส่วนมาร์จิ้นโลน หดตัว

ทริสเรทติ้ง ประเมินแนวโน้มธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ในประเทศไทยเผชิญภาวะการแข่งขันที่รุนแรง เนื่องจากมีผู้ประกอบการจำนวนมากในอุตสาหกรรม ส่งผลให้บริษัทหลักทรัพย์ ต้องปรับกลยุทธ์โดยการเพิ่มช่องทางและขยายขอบเขตการให้บริการ เพื่อกระจายแหล่งรายได้สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

“ในช่วง 12 เดือนข้างหน้า รายได้และกำไรของกลุ่มหลักทรัพย์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์ที่ฟื้นตัว เศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้น และความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มากขึ้น”

อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนอาจเกิดจากสภาพเศรษฐกิจและการเมืองในประเทศ และปัจจัยภายนอกประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกา ซึ่งอาจสร้างความผันผวนต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยอย่างมีนัยสำคัญ

ในหลายปีที่ผ่านมาธุรกิจหลักทรัพย์ในประเทศไทยเผชิญสภาวะการแข่งขันที่รุนแรง เนื่องจากมีผู้ประกอบการจำนวนมากถึง 51 บริษัท (ข้อมูล ณ สิ้นเดือนกันยายน 2567)

ทั้งบริษัทหลักทรัพย์ไทยและบริษัทหลักทรัพย์ต่างชาติ ส่งผลให้ต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์เพื่อความอยู่รอดและการเติบโตอย่างยั่งยืน รวมถึงบริษัทหลักทรัพย์ที่มีผลการดำเนินงานขาดทุนต่อเนื่องหลายปี มีแนวโน้มถูกควบรวมกิจการมากขึ้นในอนาคต

กลยุทธ์หลักที่บริษัทหลักทรัพย์นำมาใช้ ได้แก่ การเพิ่มช่องทางการให้บริการที่เป็นรูปแบบออนไลน์มากขึ้น และยกระดับการให้บริการและการขยายขอบเขตการให้บริการ เช่น การเสนอบริการด้านที่ปรึกษาการลงทุน (Portfolio Advisory) โดยมุ่งเน้นการตอบสนองความต้องการของนักลงทุนในรูปแบบที่เหมาะสมสำหรับนักลงทุนแต่ละกลุ่มและครอบคลุมมากขึ้น ไม่จำกัดเพียงการแนะนำหลักทรัพย์ที่เป็นตราสารทุนหรือหุ้นรายตัวเท่านั้น

นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับการกระจายแหล่งที่มาของรายได้ เพื่อลดการพึ่งพิงรายได้ค่าธรรมเนียมจากการซื้อขายหุ้น เช่น การให้บริการกู้ยืมเพื่อซื้อหลักทรัพย์ (Margin Loan) และการเป็นตัวแทนซื้อขายหน่วยลงทุน (Selling Agent)

รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ ๆ เช่น ใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ (Derivative Warrant), ตราสารแสดงสิทธิในการฝากหลักทรัพย์ต่างประเทศ (Depository Receipt) และตราสารที่มีโครงสร้างซับซ้อน (Structured Note) เพื่อสร้างความแตกต่างและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดที่มีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในปัจจุบันที่การลงทุนมีลักษณะความเป็นสากลและหลากหลายมากขึ้น

ธุรกิจโบรกเกอร์หุ้น การแข่งขันด้านราคารุนแรงต่อเนื่อง

ทริสคาดว่าการแข่งขันในธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ในประเทศไทยจะยังคงรุนแรงต่อเนื่อง สะท้อนผ่านการลดลงของอัตราค่าธรรมเนียมการซื้อขายหลักทรัพย์โดยเฉพาะ (ไม่รวมบัญชีบริษัทหลักทรัพย์) จากระดับ 0.15% ในปี 2555 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเปิดเสรีค่าธรรมเนียมมาอยู่ที่ระดับ 0.07% ในปี 2566

การลดลงอย่างมีนัยสำคัญของอัตราค่าธรรมเนียมนี้เป็นผลมาจากการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง รวมถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของนักลงทุนรายย่อยที่หันมาส่งคำสั่งซื้อขายด้วยตนเองผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น

นอกจากนี้ นักลงทุนสถาบันทั้งในและต่างประเทศยังเพิ่มการส่งคำสั่งซื้อขายผ่านระบบ Direct Market Access (DMA) ซึ่งเป็นการส่งคำสั่งซื้อขายโดยตรงเข้าสู่ระบบตลาดหลักทรัพย์ ผ่านผู้ให้บริการการส่งคำสั่งแบบ DMA โดยไม่ผ่านตัวแทนนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์แบบดั้งเดิม ส่งผลให้อัตราค่าธรรมเนียมโดยเฉลี่ยลดลงอย่างต่อเนื่อง

ธุรกิจตัวแทนซื้อขายหน่วยลงทุน แนวโน้มเติบโตระยะกลาง

จากการแข่งขันที่รุนแรงในธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ และโอกาสการลงทุนที่ค่อนข้างจำกัดในประเทศไทย

ทริส วิเคราะห์ว่าบริษัทหลักทรัพย์หลายแห่งจึงขยายการให้บริการเข้าสู่ธุรกิจตัวแทน (Agent) ซื้อขายหน่วยลงทุนที่ออกโดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) ต่าง ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของนักลงทุนที่มองหาทางเลือกการลงทุนที่หลากหลายยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการกระจายการลงทุนผ่านหน่วยลงทุนที่เน้นการลงทุนในตลาดต่างประเทศ

คาดว่า ธุรกิจตัวแทนซื้อขายหน่วยลงทุนมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องในระยะปานกลาง โดยได้รับการสนับสนุนจากปัจจัยหลายประการ เช่น การเพิ่มขึ้นของผลิตภัณฑ์กองทุนรวมที่หลากหลาย เทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มความสะดวกในการลงทุน และนโยบายส่งเสริมการออมผ่านกองทุนรวมต่าง ๆ ในรูปแบบของผลประโยชน์ทางภาษี ได้แก่ กองทุนรวมเพื่อการเกษียณเลี้ยงชีพ(RMF) กองทุนรวมเพื่อการออม (SSF) และกองทุนรวมส่งเสริมการลงทุนเพื่อความยั่งยืน (Thai ESG)

ธุรกิจมาร์จิ้นโลน คุณภาพสินทรัพย์กดดัน

ทริส ระบุว่า เพื่อตอบสนองต่อความท้าทายจากการลดลงอย่างต่อเนื่องของรายได้ค่าธรรมเนียมการซื้อขายหุ้น การให้บริการกู้ยืมเพื่อซื้อหลักทรัพย์ (มาร์จิ้นโลน) จึงกลายเป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญในการสร้างรายได้เพิ่มเติม เพื่อลดการพึ่งพิงรายได้ค่าธรรมเนียมจากการซื้อขายหุ้น

โดยตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นมา ธุรกิจให้กู้ยืมเพื่อซื้อหลักทรัพย์จึงมีการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทหลักทรัพย์หลายแห่งขยายพอร์ตการให้กู้ยืมเพื่อซื้อหลักทรัพย์อย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ตาม การแข่งขันในธุรกิจนี้เริ่มลดลงตั้งแต่ต้นปี 2566 เห็นได้จากจากการลดลงอย่างต่อเนื่องของยอดเงินให้กู้ยืมเพื่อซื้อหลักทรัพย์คงค้าง จากระดับ 1.13 แสนล้านบาท ณ สิ้นปี 2565 มาอยู่ที่ระดับ 7.6 หมื่นล้านบาท ณ สิ้นไตรมาสที่ 3 ของปี 2567

การลดลงดังกล่าวเป็นผลมาจากการเพิ่มความระมัดระวังในการลงทุนของนักลงทุนในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจ มีความไม่แน่นอนสูง รวมถึงการเพิ่มความเข้มงวดในการอนุมัติเงินกู้ เนื่องจากคุณภาพสินเชื่อมีแนวโน้มอ่อนแอลง

กำไรหดตัวจากภาวะตลาดไม่เอื้อต่อการลงทุน

ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2567 กำไรสุทธิของกลุ่มบริษัทหลักทรัพย์ทั้งอุตสาหกรรมรวม 51 บริษัทอยู่ที่ 1.8 พันล้านบาท ลดลง 52.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า เกิดจากรายได้ค่าธรรมเนียมการซื้อขายหลักทรัพย์ลดลง

สอดคล้องกับการหดตัวของปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์เฉลี่ยต่อวันในช่วง 9 เดือนแรกของปี ลงมาอยู่ที่ 4.6 หมื่นล้านบาทต่อวัน ต่ำลงกว่า 17% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวช้า ความไม่แน่นอนทางการเมืองและความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่ลดลง

ขณะเดียวกันต้นทุนการดำเนินงานกลับไม่ได้ลดลงในสัดส่วนที่สอดคล้องกัน ส่งผลให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้รวม (Cost-to-Income Ratio) ปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

โดยในช่วง 9 เดือนแรกปี 2567 อัตราส่วนดังกล่าวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 70.7% เทียบกับ 53.9% ในปี 2564 โครงสร้างต้นทุนของธุรกิจหลักทรัพย์กว่า 60% มาจากค่าใช้จ่ายบุคลากร เนื่องจากต้องพึ่งพาผู้แนะนำการลงทุน นักวิเคราะห์ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายสนับสนุนธุรกิจ

ข้อจำกัดดังกล่าวส่งผลให้การปรับลดต้นทุนในช่วงที่รายได้ลดลงเป็นเรื่อง ท้าทาย และทำให้หลายบริษัทประสบผลขาดทุน การปรับเปลี่ยนช่องทางการให้บริการเป็นแบบออนไลน์ และการทยอยลดจำนวนพนักงาน จึงเป็นกลยุทธ์ที่ใช้เพื่อพยุงผลประกอบการ

มูลค่าระดมทุนลด สอดคล้องภาวะตลาดทุนที่ซบเซา

ในรายงานของทริสระบุว่า รายได้จากธุรกิจวาณิชธนกิจ (Investment Banking) ของกลุ่มบริษัทหลักทรัพย์ลดลงมาอยู่ที่ 1.8 พันล้านบาท ในช่วง 9 เดือนแรกปี 2567 ลดลง 29.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า เป็นการปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน สอดคล้องกับสภาวะตลาดทุนที่ซบเซาลง ทำให้บริษัทที่ต้องการระดมทุนในตลาดทุน เลื่อนแผนการระดมทุนออกไป

ในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2567 มูลค่าการระดมทุมผ่านการเสนอขายหุ้นครั้งแรกของบริษัทให้กับสาธารณะชน (IPO) ลดลงมาอยู่ที่ 1.9 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นมูลค่าที่ต่ำที่สุดในรอบ 13 ปี

อย่างไรก็ตาม บริษัทหลักทรัพย์ที่มีชื่อเสียงและทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญด้าน IB ยังคงสามารถชดเชยรายได้จาก IPO ที่ลดลงโดยให้บริการเป็นที่ปรึกษาทางการเงินหรือการปรับโครงสร้างธุรกิจ

ด้านธุรกิจให้กู้ยืมเพื่อซื้อหลักทรัพย์ (มาร์จิ้นโลน) ในช่วง 9 เดือนแรกปี 2567 ผลขาดทุนด้านเครดิตของกลุ่มบริษัทหลักทรัพย์เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 2 พันล้านบาท จากระดับ 1.1 พันล้านบาท ในช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ส่วนใหญ่มาจากบริษัทหลักทรัพย์บางแห่งที่ขยายพอร์ตมาร์จิ้นโลน อย่างก้าวกระโดดและขาดความระมัดระวัง เมื่อตลาดหุ้นปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องทำให้มูลค่าหลักทรัพย์ที่ใช้เป็นหลักประกันลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ต้องตั้งสำรองเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับความเสี่ยงจากการที่ลูกหนี้อาจไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามที่กำหนด

แนวโน้ม 12 เดือนข้างหน้าค่อยๆฟื้นตัว

ทริสเรทติ้ง คาดการณ์ว่ารายได้และกำไรของบริษัทหลักทรัพย์จะปรับตัว ดีขึ้นเล็กน้อยในปี 2568 จากปริมาณการซื้อขายที่น่าจะปรับตัวดีขึ้นด้วยแรงหนุนจากเศรษฐกิจ และความเชื่อมั่นของ นักลงทุน เนื่องจากรายได้ส่วนใหญ่ของบริษัทหลักทรัพย์ยังคงขึ้นอยู่กับปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์

อย่างไรก็ตาม ทริส คาดว่าการฟื้นตัวของปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นไทย น่าจะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากยังมีความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอก ซึ่งอาจสร้างความผันผวนต่อตลาดทุน

“รายได้ของกลุ่มบริษัทหลักทรัพย์มีแนวโน้มเติบโตจากการกระจายรายได้ไปสู่รายได้ที่มิใช่ค่าธรรมเนียมการซื้อขายหลักทรัพย์ จากการนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ ๆ เช่น การซื้อขายหน่วยลงทุน การให้คำแนะนำการจัดพอร์ตลงทุน รวมทั้งการขยายฐานลูกค้า”

โดยเฉพาะบริษัทหลักทรัพย์ที่เป็นบริษัทลูกของธนาคารสามารถเสนอบริการด้านการลงทุน ที่ตอบสนองลูกค้าของธนาคารได้ด้วยเช่นกัน ขณะเดียวกันแม้ว่าบริษัทหลักทรัพย์ส่วนใหญ่อยู่ในช่วงของการลดค่าใช้จ่าย โดยการลดหรือจำกัดจำนวนบุคลากร แต่สำหรับบางบริษัทก็อาจมีความจำเป็นต้องลงทุนเพิ่มในด้านระบบการซื้อขายหลักทรัพย์เพื่อครอบคลุมความต้องการของนักลงทุน

มูลค่า IPO ปรับตัวดีขึ้น

ทริสเรทติ้งมองว่า มูลค่าการระดมทุนผ่าน IPO ในตลาดทุนในปี 2568 มีแนวโน้มฟื้นตัวจากฐานที่ต่ำในปี 2567 ซึ่งสอดคล้องกับการปรับตัวดีขึ้นของเศรษฐกิจและการฟื้นตัวของความเชื่อมั่นของนักลงทุน

ทั้งนี้ ณ เดือนพฤศจิกายน 2567 มีบริษัทที่ได้รับอนุญาตให้เสนอขายหลักทรัพย์ใหม่จำนวน 6 บริษัท และมีบริษัทที่ยื่นหนังสือชี้ชวนต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) แล้วจำนวน 10 บริษัท

นอกจากนี้ยังมีโอกาสที่บริษัทขนาดใหญ่ ซึ่งได้ชะลอการระดมทุนในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา อาจกลับมาดำเนินการระดมทุนอีกครั้งหากสภาวะตลาดมีการปรับตัวดีขึ้น ซึ่งจะช่วยเสริมรายได้จากธุรกิจวาณิชธนกิจให้กับบริษัทหลักทรัพย์

มาร์จิ้นโลน มีแนวโน้มลดลง

ทริสเรทติ้งคาดว่ามาร์จิ้นโลนจะหดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญในช่วงไตรมาสที่ 4 ของ ปี 2567 จากการยุติการให้บริการธุรกิจให้กู้ยืมเพื่อซื้อหลักทรัพย์ของผู้ประกอบการรายใหญ่รายหนึ่งเนื่องจากปัญหาหนี้เสีย

อย่างไรก็ตามคาดว่าธุรกิจนี้โดยรวมจะยังคงชะลอตัวต่อเนื่องในปี 2568 เนื่องจากผู้ประกอบการส่วนใหญ่ระมัดระวังใน การปล่อยกู้มากขึ้นโดยเฉพาะหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กที่มีการเปลี่ยนแปลงของราคาอย่างรวดเร็ว

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ ตลาดหุ้นทั้งไทยและเทศ ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...