โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

'เหตุการณ์บนโต๊ะอาหาร' กับความจริงที่ผมยังไม่ได้พูด

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 25 ธ.ค. 2567 เวลา 02.12 น. • เผยแพร่ 25 ธ.ค. 2567 เวลา 02.12 น.

บทความพิเศษ | ชาคริต แก้วทันคำ

‘เหตุการณ์บนโต๊ะอาหาร’

กับความจริงที่ผมยังไม่ได้พูด

ผมย้อนความทรงจำและนึกตั้งคำถามกับครอบครัวตัวเอง ทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตตั้งแต่เด็ก ล้วนเป็นความรุนแรงที่ผมได้รับจากพ่อ แม่ พี่สาว และเพื่อนในโรงเรียน ซึ่งทุกความลับและความอยุติธรรมนั้นไม่สามารถพูดบอกใครได้ ผมจึงกลายเป็นคนเก็บกด แปลกแยก และเมื่อถูกครอบครัวกดทับปมทางเพศในจิตใต้สำนึกมากเท่าไร มันยิ่งส่งผลให้ผมต้องการระบายมันออกมาผ่านถ้อยคำที่ไม่เคยถูกรับฟัง กระทั่งการพูดความจริงยังเป็นความผิดที่ต้องโดนลงโทษ

บทความนี้จะศึกษาเรื่องสั้น “เหตุการณ์บนโต๊ะอาหาร” ของอินทร อรพัน ในรวมเรื่องสั้นเล่มแรกชื่อ “นิทรรศการรีไซเคิลความทรงจำ”

โดยจะวิเคราะห์พฤติกรรมความรุนแรงในครอบครัวและปมเอดิปัส รวม 3 ประเด็น ดังนี้

ระบบชายเป็นใหญ่

และการใช้ความรุนแรงในครอบครัว

“ทุกคนในครอบครัวเคยถูกพ่อทำร้ายร่างกาย ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ถูกด่าทอข่มเหงจิตใจ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ถูกลงโทษสารพัดวิธีโดยรูปแบบของทหาร” (น.152)

ข้อความข้างต้น สะท้อนว่าครอบครัวผมอยู่ภายใต้ระบบชายเป็นใหญ่ โดยพ่อเป็นผู้นำและมีอำนาจลงโทษคนในครอบครัว ทั้งทางกาย วาจา ใจ ด้วยวิธีแบบทหาร แสดงถึงอำนาจนิยม จนทำให้ทุกคนในครอบครัวกลัว และคล้ายจะยอมรับหรือเสพติดความรุนแรงนั้นโดยปริยาย เพราะเวลาที่ผมถูกลงโทษ กลับไม่มีใครห้ามปรามพ่อ ทุกคนต่างเมินเฉย

พ่อกลายเป็นคนไม่มีหู ไม่ยอมรับฟัง นอกจากเล่าและสรรเสริญตัวเอง แต่ห้ามคนอื่นพูด โดยเฉพาะกฎห้ามใครลุกออกจากโต๊ะอาหารก่อน เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้แม่และพี่สาวเลือกที่จะอยู่เป็นด้วยการเงียบและเมินเฉยต่อทุกความรุนแรงที่เกิดขึ้น ต่างจากผมที่ทนพฤติกรรมนั้นไม่ได้ เหมือนจิตสำนึกคิดอะไร มักจะเผลอพูดออกมา และถูกพ่อลงโทษด้วยการตบปาก

ทุกการลงโทษของพ่อ ประหนึ่งทำให้ผมต้องเป็นคนใบ้ในบ้าน ต่างจากอยู่นอกบ้านหรือมหาวิทยาลัยที่ผมตั้งคำถามหรือพูดอะไรก็ได้อย่างอิสระ ผมจึงภาวนาให้พ่อตาย ระบายความรู้สึกผ่านการวาดรูปให้พ่อไม่มีแขนขานั่งอยู่บนรถเข็น หมายความว่า การภาวนาหรือแช่งนี้ เป็นการโต้กลับระบบชายเป็นใหญ่วิธีหนึ่ง ซึ่งมันสะท้อนปมเอดิปัสที่ผมต้องการกำจัดพ่อด้วย

อย่างไรก็ตาม การที่ผมตกเป็นเหยื่อความรุนแรงของพ่อนั้น ยังอาจหมายถึงความปรารถนาที่ผมต้องการถูกพ่อลงโทษ (ซ้ำแล้วซ้ำเล่า) ได้อีกด้วย เพราะ “(ผม) เห็นภาพตัวเองยิ้มเยาะขณะเลือดกบปาก เป็นภาพในหัวทว่าสมจริง” (น.167)

ทำไมความลับหรือความจริง

จึงถูกความลวงโอบกอดไว้

ผมเป็นผู้กุมความลับของครอบครัว ไม่ว่าเรื่องแม่มีสัมพันธ์กับชายอื่นระหว่างที่พ่อไม่อยู่ หรือพี่สาวมีเพศสัมพันธ์ในวัยเรียนและกลัวตั้งท้อง ซึ่งผมรู้ เห็น ได้ยิน และพยายามจะบอกพ่อเมื่ออยู่พร้อมหน้ากันบนโต๊ะอาหารค่ำในวันหนึ่ง เพราะไม่อยากให้เขาเป็นคนโง่ แต่ผมกลับไม่ได้พูดความลับเรื่องแม่มีชู้ เพราะถูกพี่สาวหยิกขาจนผมพลั้งปากพูดคำหยาบและถูกพ่อลงโทษ กลายเป็นว่า สิ่งที่ผมได้รับคือความเจ็บปวด เมื่อความลับเรื่องแม่ไม่ถูกเปิดเผย ผมจึงหาโอกาสบอกความจริงกับพ่อเรื่องน้องคนสุดท้อง โดยพุ่งเป้ากำจัดเขาแทนด้วยการพูดว่า “ไอ้ลูกไม่มีพ่อ” (น.164)

คราวนี้ผมไม่ได้ถูกตบปาก แต่ถูกเหวี่ยงลงบันไดแทน ซึ่งสามารถตีความได้ว่า เสียงของ LGBTQ+ มักไม่มีใครฟัง ยิ่งผมท้าทายอำนาจของพ่อ มันทำให้ความเป็นชายของพ่อสั่นคลอน แม้ว่าความจริงจะเป็นเรื่องจริง แต่พ่อดูภูมิใจน้องคนสุดท้องมากกว่าผมที่มีพฤติกรรมตุ้งติ้ง ซึ่งความตุ้งติ้งนี้เองที่เป็นปัญหาทำให้ผมถูกครอบครัวกดทับเกี่ยวกับความลื่นไหลแตกต่างทางเพศ และการเป็นลูกคนกลางยังสื่อนัยว่าผมนั้นไม่ต่างจาก ‘หมาหัวเน่า’ ที่ไร้คนสนใจ ถูกทอดทิ้ง ไม่เป็นที่ยอมรับ และสร้างความอับอายให้พ่อผู้มีอาชีพทหาร ด้วยแนวคิดชายเป็นใหญ่แบบเจ้าโลก

ดังนั้น การเรียกร้องความสนใจด้วยการพูดความจริงว่า น้องคนสุดท้องเป็น “ไอ้ลูกไม่มีพ่อ” เท่ากับผมเห็นน้องชายเป็นศัตรูที่ต้องกำจัด แต่กลายเป็นพ่อเลือกจะกำจัดผมแทน เพราะ “คนเป็นพูดความจริงไม่ได้ก็ไม่ต่างจากคนตาย คนเป็นหากไม่อยากตายก็จงอย่าพูดความจริง” (น.160)

ทั้งนี้ หากพ่อยอมรับฟังความจริงเรื่องน้องคนสุดท้อง เท่ากับผมได้ ฆ่าพ่อ (ปมปิตุฆาต) และอาจส่งผลถึงสถาบันครอบครัวที่ต้องล่มสลายลง ทุกคนในบ้านหลังนี้จึงเลือกรักษาความสัมพันธ์ด้วยการกอดความลวงเอาไว้นั่นเอง

ปมเอดิปัสกับการเป็นปฏิปักษ์

ระหว่างแม่-พี่สาว-ผม

ความปรารถนาของผมที่จะเอาชนะแม่และพี่สาวด้วยการบอกความจริงกับพ่อไม่ประสบผล เพราะแม่และพี่สาวต่างเป็นตัวละคร “สองรุมหนึ่ง” ที่ แสดงความเป็นปฏิปักษ์ระหว่างแม่-ลูกชาย และพี่สาว-น้องชาย ด้วยการขอร้องและขัดขวางไม่ยอมให้ผมพูด ทำให้ผมเป็นตัวประหลาดของบ้านที่ทุกคนต่างหวาดระแวง ทำให้ความสัมพันธ์ในครอบครัวห่างเหิน แม่กับพี่สาวผู้มีชนักปักหลังจึงเลือกร่วมมือและฝากความหวังไว้ที่จุดด้อยของผม เลือกจะใช้ความรุนแรงของพ่อมาทำร้าย ยับยั้ง หรือกำจัดผมแทน

ทั้งแม่และพี่สาวในเรื่องสั้นนี้จึงเป็นตัวละครที่เป็นปัญหาหรืออุปสรรคสำหรับผม

อย่างไรก็ตาม การที่พี่สาวหยิกผม จนผมหลุดพูดคำหยาบคายออกมาบนโต๊ะอาหารที่นั่งพร้อมหน้าครอบครัว ยังเป็นการกำจัดผมให้พ้นไปจากความสัมพันธ์ รวมถึงทำให้พ่อรู้สึกชิงชังในตัวผมที่ชอบพูด เรียกร้องความสนใจ หรือไม่ยอมทำตามกฎ

สุดท้าย ความจริงที่ผมได้พูดออกไปว่า “ไอ้ลูกไม่มีพ่อ” ถึง 8 ครั้ง ซึ่งหมายเลขนี้ยังสื่อถึงการวนไปไม่สิ้นสุดของความจริงที่น้องและผมต่างเป็นลูกที่ต้องการพ่อได้เช่นกัน กลายเป็นปมของครอบครัวนี้ เพราะเมื่อสมาชิกในครอบครัวเพิ่มขึ้นจากการมีเด็กเกิดใหม่ ผมอาจเห็นว่าน้องชายคนสุดท้องเป็นภัยคุกคาม กลัวตัวเองจะถูกแย่งความรักไป จึงไม่ตื่นเต้นกับการมีน้องใหม่ ยิ่งเมื่อผมรู้ว่าน้องชายเป็นผลผลิตจากชายอื่นที่ไม่ใช่พ่อเดียวกัน ผมจึงต้องการกำจัดน้องชาย ด้วยการพยายามบอกความจริงให้พ่อรู้ แต่กลับถูกพ่อลงโทษ

เมื่อปมเอดิปัสของผมไม่สามารถกำจัดพ่อ แม่ พี่สาว น้องชายคนสุดท้องได้ กลายเป็นว่าผมหรือความจริงนั้นถูกทำร้ายแทน และพ่อ แม่ พี่สาวยังเลือกกำจัดผมซึ่งเป็นตัวปัญหา แม้ว่าเสียงพูดของผมจะไม่ได้ไร้เสียง แต่เสียงของความจริงกลับไม่มีใครอยากรับฟัง เช่นเดียวกับประวัติศาสตร์ หรือผู้คนในประเทศนี้ที่ไม่ยอมรับความจริง เพราะความจริงที่พูดออกไปหรือยังไม่ได้พูดมักถูกอำนาจบางอย่างปิดปากไว้

ดังนั้น สิ่งเดียวที่จะโต้กลับครอบครัวนี้ได้ หรือมันอาจเป็นชัยชนะของผู้พ่ายแพ้เกี่ยวกับปมทางเพศของผม ซึ่งทำได้แค่เพียงฮัมเพลงเพลงหนึ่งของชาย เมืองสิงห์ ออกมา

“เหตุการณ์บนโต๊ะอาหาร” ของอินทร อรพัน นับเป็นเรื่องสั้นที่สะท้อนความจริง ความลวง ความผิด ความลับ และความทรงจำที่กลายเป็นคำถามสำหรับผมที่ต้องการคำตอบจากผู้ใหญ่

ผ่านด้านมืดที่ตัวละครแต่ละตัวล้วนเก็บกดไว้ในจิตไร้สำนึก

เพราะต่างคนต่างต้องการระบายมันออกมาผ่านการพูดหรือเขียนในแบบของตัวเอง

เอกสารอ้างอิง

พิริยะดิศ มานิตย์. (2559). ‘ปมเอดิปัส’ ในนิทานแปร์โรต์. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : โครงการเผยแพร่ผลงานวิชาการ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

อินทร อรพัน (นามแฝง). (2566). “เหตุการณ์บนโต๊ะอาหาร”. ใน นิทรรศการรีไซเคิลความทรงจำ. กรุงเทพฯ : อมรินทร์ คอเปอเรชั่นส์ จำกัด (มหาชน), 149-168.

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘เหตุการณ์บนโต๊ะอาหาร’ กับความจริงที่ผมยังไม่ได้พูด

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...