โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ตรัง ราคายางดิ่งกว่า 20บาทต่อกิโลกรัม กยท.หนุนสถาบันทำโครงการชะลอยางสู้นายทุน

77kaoded

เผยแพร่ 18 พ.ย. 2567 เวลา 14.11 น. • 77 ข่าวเด็ด

ตรัง-กยท.ทุ่ม 800 ล้าน ดันโครงการชะลอยางสู้ราคาดิ่ง หนุนเกษตรกรนำยางฝากไว้กับสถาบันเกษตรกรฯ รอขายทำกำไรช่วงหน้าแล้งยางขาดแคลน หลังถูกนายทุนรวมหัวทุบราคา ไม่ถึงเดือนดิ่งลงกว่า 20 บาท/กก. ปลุกขวัญชาวสวนยาง อย่าล้มเลิกอาชีพ หลังกยท.พบตัวเลข แค่ 2-3 ปี พื้นที่ปลูกยางลดลง 2 ล้านไร่ เกษตรกรถอดใจเปลี่ยนชนิดพืช แห่ปลูกปาล์ม-ทุเรียนเพียบ หวั่นอาชีพเก่าแก่สูญพันธุ์ เผย เลื่อนคิกออฟ EUDR เพราะกลัวไทยคุมราคาตลาดโลก

เกษตรกรชาวสวนยางพาราทั่วประเทศ กำลังประสบปัญหาราคายางพาราตกต่ำอีกระลอก โดยเฉพาะราคาน้ำยางสดที่เคยปรับขึ้นทะลุกก.ละ 80 บาทไปแล้วเมื่อประมาณปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา แต่พอขึ้นเดือนพฤศจิกายนมานี้ไม่ถึง 1 เดือน ราคากลับลดลงกว่า 20 บาทต่อกก. โดยราคายางตกต่ำจนวันนี้น้ำยางสดเหลือประมาณกก.ละ 58 -62 บาท และแนวโน้มอาจลดลงอีก ทั้งๆที่ปริมาณน้ำยางออกสู่ตลาดน้อย เนื่องจากในพื้นภาคใต้เกิดฝนตกต่อเนื่อง ประกอบกับเนื้อที่ปลูกยางพาราเหลือน้อยลง อันเนื่องมาจากเกษตรกรโค่นยางหันไปปลูกพืชเศรษฐกิจชนิดอื่นแทนยางพารา เช่น ปาล์มน้ำมัน ทุเรียน เป็นต้น ขณะที่ปริมาณความต้องการใช้ยางของโลกสูงกว่าผลผลิต เชื่อว่าเกิดจากพ่อค้าจับมือกันทุบราคายางพารา

ล่าสุด ที่การยางแห่งประเทศไทยจังหวัดตรัง(กยท.ตรัง) นายธาดา พรหมมี ผู้อำนวยการการยางแห่งประเทศไทยเขตภาคใต้ตอนกลาง พร้อมด้วยนายสุวิทย์ ก้องศักดิ์ศรี ผู้ช่วยผู้อำนวยการเขตด้านควบคุมและติดตาม และเจ้าหน้าที่ตลาดกลางยางพาราสงขลา เร่งลงพื้นที่เรียกประชุมผู้บริหาร และพนักงานกยท.ตรัง นำโดยนายเจษฎา จิตรหลัง ผอ.กยท.ตรัง และตัวแทนสถาบันเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดตรัง เพื่อชี้แจงเกี่ยวกับโครงการชะลอยาง ที่ กยท.สนับสนุนงบประมาณให้สถาบันเกษตรกรชะลอการขายยางในช่วงที่ราคายางพาราตกต่ำ โดยให้สถาบันสมาชิกนำยางเข้าฝากไว้กับสถาบันแม่ข่ายของตนเอง โดยทาง กยท.จะโอนเงินค่ายางให้แก่สถาบันเจ้าของยางเป็นเงินร้อยละ 80 ของราคายางในวันนั้นผ่านสถาบันแม่ข่าย แล้วรอช่วงจังหวะที่ราคายางดีดตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะช่วงหน้าแล้งซึ่งเกษตรกรหยุดกรีด ยางขาดตลาดและมีราคาสูง กยท.ก็จะเสนอขายยางผ่านตลาดกลางเพื่อทำกำไรให้กับสถาบันเกษตรกร ทั้งนี้โครงการชะลอยางก็เพื่อดึงยางออกจากระบบไปกักเก็บไว้ เพื่อสู้กับนายทุนที่กดราคาสร้างความเดือดร้อนให้แก่ชาวสวนยาง และสถาบันเกษตรกรผู้แปรรูปยาง โดยล่าสุด กยท.ได้อนุมัติงบประมาณเพื่อดำเนินโครงการจำนวน 800 ล้านบาท เพื่อทำโครงการชะลอยาง โดยคาดว่าจะสามารถดูดซับปริมาณยางออกจากตลาดได้เดือนละไม่ต่ำกว่า 1,000 ตัน

นายธาดา พรหมมี ผู้อำนวยการการยางแห่งประเทศไทยเขตภาคใต้ตอนกลาง บอกว่า โครงการชะลอยางเป็น 1 ในโครงการรักษาเสถียรภาพราคายาง ทั้งประเภทน้ำยางสด ยางก้อนถ้วย และยางแผ่นรมควัน โดยสถาบันเกษตรกรการดำเนินการคือในช่วงที่ราคายางตกต่ำอย่างในขณะนี้ กยท.ก็จะสนับสนุนเงินให้กับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการนำยางเอาฝาวากเก็บไว้กับสถาบันเกษตรกร โดยกยท.จะให้เงินแก่เกษตรกรในมูลค่า 80% ของราคาสินค้า เพื่อไปใช้หมุนเวียนซื้อยาง โดยยางที่ฝากไว้กับกยท.นั้นเกษตรกรพอใจจะขายเมื่อไร่ก็ขาย ซึ่งโครงการนี้จะสามารถสร้างความเข้มแข็งให้สถาบันเกษตรกรได้อย่างมาก โดยทุกแห่งจะได้กำไรจากการนำยางพาราออกมาขายในช่วงที่ยางมีราคาดี หรือช่วงที่ยางขาดแคลน เพื่อทำกำไร ที่ผ่านมาทำมาแล้ว 2 ครั้ง ๆละ ได้กำไรหลายล้านบาทมาก ทั้งนี้ กยท.จะสนับสนุนห้องเก็บความชื้น ทำให้สามารถเก็บรักษาคุณภาพยางไว้ได้นานนับปี สร้างอำนาจต่อรองกับนายทุน สำหรับช่วงปัจจุบันนี้ ฝนตกหนักมากในทุกพื้นที่แต่ราคายางยังลง เพราะว่าตลาดล่วงหน้าอ้างอิงราคาน้ำมันลง มากำหนดราคายาง และอ้างอิงว่าใกล้จะแล้งแล้ว มีผลผลิตออกเยอะราคาต่างประเทศจึงมีแนวคิดว่าลง แต่สถานการณ์จริงขณะนี้เกษตรกรกรีดยางพาราได้น้อยมากและเกษตรกรก็รับโครงการชะลอยาง จะไม่ขายตอนยางราคาต่ำ จะไปขายอีกทีตอนยางราคาสูงขึ้นซึ่งจะเป็นช่วงเดือนเมษายนปีหน้า (พ.ศ.2568) ซึ่งผ่านมา 2 เฟสของโครงการ สามารถทำกำไรได้ประมาณ 50 ล้านบาท โดยเก็บยางไว้ได้ขายใน 6 เดือน ยางไม่เสียหาย ซึ่ง กยท.มีข้อมูลว่าปัจจุบันนี้ยางในระบบลดลง เนื่องจากภาคใต้ฝนตก กรีดยางได้น้อย อีกทั้งชาวสวนยางเปลี่ยนไปปลูกพืชอื่น เช่น ปาล์ม ทุเรียน มากขึ้น ในห้วง 2-3 ปีมานี้ คำขอโค่นเพื่อปลูกพืชอื่นในปี 2567 จำนวน 2 แสนไร่ ปลูกพืชอื่น 1.8 แสนไร่ ปลูกยางแค่ 2 หมื่นไร่ และพื้นที่อื่นๆที่โค่นยางแต่ไม่ขอทุนอีกเยอะ ประกอบกับพื้นที่อยู่ที่สูงหรือเนินเขา พอราคาตกต่ำ ลูกจ้างเลิกกรีด ทำให้ไม่มีลูกจ้าง ส่วนนี้ก็หายไป ภาพรวมในห้วง 2-3 ปีนี้ ยางในประเทศเคยมี 23 ล้านไร่ ตอนนี้เหลือ 21 ล้านไร่ ลดลงไปกว่า 2 ล้านไร่ เพราะกระแสพืชอื่นมาแรง ขณะที่การใช้ยางยังคงต้องการใช้เพิ่ม ความต้องการของตลาดโลกสูงกว่าผลผลิตที่ได้มาด้วยซ้ำ ถ้าราคาตกคนคงเลิกอาชีพนี้

นายธาดา กล่าวว่า ที่ราคายางลดฮวบฮาบคือ การรับรองกฎหมาย EUDR ของยุโรปที่เลื่อนการรับรองจากเริ่มวันที่ 30 ธันวาคม 2567 ไปเป็นวันที่ 30 ธันวาคม 2568 ทั้งๆที่เกษตรกรและกยท.ร่วมมือกันเต็มที่ เราเป็นประเทศ 1 ใน 2 ประเทศของโลก ที่มีความพร้อมผลิตยางรับกฎหมาย EUDR แต่มีการเลื่อนออกไปเพราะห่วงไทยจะเป็นผู้กุมราคาเกินไป ตอนนี้ก็บอกเกษตรกรตลอดว่าอย่าทิ้งยาง ยางใช้เวลานานถึง 7 ปี จึงจะกรีดได้ แต่พืชอื่นปลูกแล้วได้กินเลย ดังนั้น ราคายางไม่ควรต่ำกว่าทุนการผลิตซึ่งอยู่ที่กิโลกรัมละ 60 บาท หากราคาต่ำกว่าต้นทุนนี้ พื้นที่ปลูกก็จะยิ่งหายไป

ด้านนางนัฐธิรา รักษา ผู้จัดการสาขายางพารา สหกรณ์การเกษตรย่านตาขาว จำกัด กล่าวว่า สหกรณ์การเกษตรย่านตาขาว จำกัด เป็นสถาบันแม่ข่ายมีสถาบันสมาชิกนำยางมาฝากไว้ 53 ราย เกษตรกรเอามาฝากแล้วพอใจ ราคาปรับขึ้นตอนไหนก็สามารถขายได้ ในปี 2566ที่ผ่านมา ได้ทำโครงการไปทั้งหมด 63 สัญญา ได้กำไรทุกแห่ง รวมประมาณ 5 ล้านกว่าบาท

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...