โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ส่องราคาทองครึ่งปีหลัง เผชิญผลกระทบ 3 ปัจจัย

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 15 ก.ค. 2565 เวลา 06.39 น. • เผยแพร่ 14 ก.ค. 2565 เวลา 00.26 น.

ฮั่วเซ่งเฮง อ่านทิศทางทองคำครึ่งปีหลัง เผชิญ 3 ปัจจัยหลักกระทบราคา คาดช่วงที่เหลือของปีเคลื่อนไหวในกรอบ 1,680-1,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ทองคำแท่งในประเทศ 20,850-31,200 บาท แนะทยอยซื้อเก็บช่วงราคาตก

นางศิริลักษณ์ ปโกฏิประภา ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัท ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส กล่าวว่า ช่วงที่ผ่านมา จะเห็นว่าราคาทองคำ gold spot ปรับตัวลงค่อนข้างรุนแรง โดยตั้งแต่ต้นปีราคาทอง gold spot ปรับลงไปแล้วราว 5%

แต่ว่าราคาทองคำแท่งในประเทศยังคงให้ผลตอบแทนเป็นบวกอยู่ที่ 5% เป็นผลจากเงินบาทที่อ่อนค่าลงถึง 8% ในปีนี้ ทำให้นักลงทุนที่ลงทุนในทองคำแท่งยังคงได้ผลตอบแทนที่เป็นบวก

“สาเหตุที่ราคาทองคำ gold spot ปรับตัวลงรุนแรงในช่วงนี้ เป็นผลจากสกุลเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้นมากที่สุดในรอบ 20 ปี ผลจากการที่ตลาดกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งในช่วงที่เหลือของปีนี้ ก็ประเมินว่าโอกาสที่ราคาทองคำจะกลับไปสู่จุดสูงสุดเดิมในปีนี้ที่ระดับ 2,069 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อาจจะเป็นไปได้ค่อนข้างยาก

“โดยคาดว่าราคาในช่วงที่เหลือของปีนี้น่าจะเคลื่อนไหวในกรอบบริเวณ 1,680-1,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และถ้าเป็นราคาทองคำแท่งในประเทศ ก็จะอยู่ที่บริเวณบาทละ 28,500-31,200 บาท”

สำหรับปัจจัยที่ต้องติดตามในช่วงที่เหลือของปีนี้ จะมี 3 ปัจจัยหลัก คือ 1.อัตราเงินเฟ้อ 2.นโยบายการเงินของเฟด ซึ่งตลาดคงจะให้ความสำคัญกับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่เป็นขาขึ้น และ 3.การที่เฟดเร่งปรับขึ้นดอกเบี้ย จะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐและเศรษฐกิจโลกถดถอยหรือไม่

ซึ่งจากอัตราเงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้นที่สุดในรอบ 40 ปี ถ้าหากดูตัวเลขดัชนีราคาด้านการบริโภคส่วนบุคคล (PCE Price Index) ในเดือน พ.ค. ที่เพิ่มขึ้นถึง 4.7% เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2564

“ตัวเลขตรงนี้มีความสำคัญ เพราะว่าเป็นอัตราเงินเฟ้อเป้าหมายที่เฟดประเมินว่าไม่ควรเกิน 2% โดยต้นเหตุหลักที่เงินเฟ้อสูงขึ้น มาจากสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครน ทำให้ราคาสินค้าต่าง ๆ ปรับตัวเพิ่มขึ้น นำมาสู่อัตราเงินเฟ้อที่เฟดอาจจะควบคุมได้ยาก

“ตั้งแต่ต้นปี จะเห็นว่าเฟดมีการเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมทุกครั้ง ซึ่งการปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟดในช่วง 60 ปีที่ผ่านมา ส่งผลทำให้เกิดเศรษฐกิจถดถอย 8 ครั้ง จาก 11 ครั้ง และอีก 3 ครั้งเกิดภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว”

ประเมินปลายปี ดอกเบี้ยเฟดอยู่ที่ 3.25-3.50%

นางศิริลักษณ์กล่าวว่า แนวโน้มดอกเบี้ยสหรัฐในช่วงที่เหลือของปีนี้ ถ้าดูจากการประมาณการดอกเบี้ยของเฟด ที่ประเมินว่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 1.75% โดยตลาดประเมินว่าเฟดอาจจะขึ้นดอกเบี้ย 1.75-2.00% ซึ่งการประชุมในเดือน ก.ค.นี้ ตลาดประเมินว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.75% และการประชุมในเดือน ก.ย.และ พ.ย.จะปรับขึ้นครั้งละ 0.50%

ส่วนการประชุมครั้งสุดท้ายของปีนี้ในเดือน ธ.ค. ตลาดประเมินว่าเฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ทำให้ดอกเบี้ยของเฟดช่วงสิ้นปี อาจจะอยู่ที่ระดับ 3.25-3.50%

“จากประเด็นเหล่านี้ทำให้ในช่วงระยะสั้นยังคงเห็นเม็ดเงินไหลเข้าไปสู่เงินดอลลาร์ ซึ่งเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยและมีสภาพคล่องสูงที่สุด ซึ่งปัจจุบันคนอาจจะบอกว่าถือเงินสดดีที่สุด ฉะนั้น จึงทำให้เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น และก็ยังไม่ได้มีแรงซื้อทองคำกลับเข้ามา”

ขณะที่มองไปข้างหน้า หากเศรษฐกิจสหรัฐถดถอย อัตราขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) หดตัวติดต่อกัน 2 ไตรมาส ซึ่งในช่วงแรกคงส่งผลบวกกับเงินดอลลาร์ แต่ในระยะถัดไปเม็ดเงินบางส่วนก็อาจจะไหลเข้าสู่ทองคำได้ แต่ต้องติดตามดูว่าเศรษฐกิจจะถดถอยลงไปมากน้อยแค่ไหน

ถ้าถดถอยมากคนส่วนใหญ่ก็อาจจะต้องการถือเงินสด แต่ถ้าหากเศรษฐกิจแค่ชะลอตัวลง เม็ดเงินส่วนหนึ่งก็น่าจะไหลเข้าตลาดทองคำที่เป็นสินทรัพย์ป้องกันเงินเฟ้อได้ และเป็นสินทรัพย์ที่ช่วยกระจายความเสี่ยง”

“สำหรับการลงทุนทองคำแนะนำว่าให้ทยอยซื้อเก็บในช่วงที่ราคายังเป็นขาลง ซึ่งในระดับราคาปัจจุบัน ก็เป็นระดับราคาที่น่าสนใจในการเข้าซื้อ โดยจุดปลอดภัยที่จะเข้าซื้อถ้าเป็นทองคำแท่งจะอยู่ที่บริเวณบาทละ 28,500-28,700 บาท ขณะที่ราคาทองคำ gold spot จะอยู่บริเวณ 1,680-1,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์” นางศิริลักษณ์กล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...