โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

การรับมือกับภาวะโลกร้อนในยุคทรัมป์ 2.0

Thairath Money

อัพเดต 02 พ.ค. 2568 เวลา 14.40 น. • เผยแพร่ 03 พ.ค. 2568 เวลา 02.00 น.
ภาพไฮไลต์

ผู้เขียนเขียนเรื่อง “ธรรมาภิบาล” (ตัว G ใน Governance) ที่หย่อนยานอย่างยิ่งในไทยติดต่อกันหลายตอน วันนี้ก็ได้เวลาหันกลับมาดูตัวอักษรตัวอื่นๆ ใน ESG ที่นักลงทุนสนใจว่าน่าจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ

ในบรรดาประเด็นทั้งหลายที่เกี่ยวข้องกับ E หรือสิ่งแวดล้อม (Environment) ผู้เขียนเห็นว่าไม่มีประเด็นไหนที่ร้อนแรงและได้รับความสนใจทั่วโลกเท่ากับนโยบายและมาตรการต่างๆ ที่ชัดเจนว่า “ต่อต้านการรับมือกับภาวะโลกร้อน” ของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา ผู้นำพรรครีพับลิกัน ผู้ซึ่งประกาศตั้งแต่หลายปีก่อนตอนที่เขาเป็นประธานาธิบดีสมัยแรก ระหว่างปี 2017-2021 ว่า ภาวะโลกร้อนเป็น “เรื่องหลอกลวง” (hoax) ทั้งเพ และในแคมเปญหาเสียงรอบนี้เขาก็ประกาศกร้าวกว่าเดิมว่า ภาวะโลกร้อนคือเรื่องหลอกลวงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเรื่องหนึ่งในประวัติศาสตร์

นักวิทยาศาสตร์และผู้สังเกตการณ์จำนวนมากเฝ้าดูการขึ้นสู่ตำแหน่งสมัยที่สองของทรัมป์ด้วยความกังวลอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในเมื่อผลกระทบจากภาวะโลกร้อนวันนี้ ในรูปของผลพวงจากสภาพอากาศที่ผันผวนปรวนแปรอย่างยิ่ง ทวีความรุนแรงและชัดเจนยิ่งกว่าในอดีต ปี 2024 เป็นปีแรกที่อุณหภูมิเฉลี่ยโลกเพิ่มขึ้นมากกว่า 1.5 องศาเซลเซียส เป้าหมายหลักของข้อตกลงปารีส และนักวิทยาศาสตร์ก็พยายามประสานเสียงเตือนดังขึ้นเรื่อยๆ หลายปีแล้วว่า โลกทั้งใบต้องเร่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงให้ได้อย่างน้อย 50% ภายในปี 2030

ข่าวดีก็คือ โลกเรามีเทคโนโลยีพร้อมแล้วที่จะบรรลุเป้าหมาย 1.5 องศาเซลเซียสตามข้อตกลงปารีส รายงาน Emissions Gap Report 2024 ระบุชัดเจนว่าการใช้พลังงานลมและแสงอาทิตย์มากขึ้นสามารถมีส่วนช่วยบรรลุเป้าการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 27% ภายในปี 2030 และกลยุทธ์การอนุรักษ์ป่าไม้ที่ไม่ต้องใช้เงินลงทุนสูง เช่น การลดการตัดไม้ทำลายป่า การฟื้นฟูป่า และการจัดการป่าไม้ให้ดีกว่าเดิม รวมกันมีส่วนช่วยลดได้ถึง 20% ของปริมาณก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดที่ต้องลด การลดในส่วนอื่นๆ สามารถทำได้โดยมาตรการอย่างเช่น การบังคับใช้เกณฑ์ประสิทธิภาพการใช้พลังงานที่สูงขึ้น การเปลี่ยนผ่านสู่ไฟฟ้าและเปลี่ยนชนิดเชื้อเพลิง ในภาคอาคาร ขนส่ง และอุตสาหกรรม

แต่การขึ้นสู่อำนาจของทรัมป์สุ่มเสี่ยงที่จะทำให้การรับมือกับภาวะโลกร้อนชะลอตัวลงหรือแม้กระทั่งถดถอยอย่างรุนแรง เนื่องจากสหรัฐอเมริกามีส่วนปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากถึง 11% ของโลก ที่ผ่านมามีบทบาทสำคัญในการส่งเงินสนับสนุนมาตรการรับมือกับภาวะโลกร้อนในประเทศกำลังพัฒนา แถมทรัมป์ประกาศชัดเจนในการหาเสียงว่า เขาสัญญาว่าจะเพิ่มขีดการผลิตพลังงานฟอสซิลในประเทศ และลดการใช้จ่ายเกี่ยวกับพลังงานหมุนเวียนลง ส่วนหนึ่งเพราะเขามองว่าอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซของอเมริกาเป็นส่วนสำคัญที่ขาดไม่ได้ใน “ความแข็งแกร่งระดับโลก” ของอเมริกา รัฐควรสนับสนุนอย่างสุดความสามารถภายใต้สโลแกน Make America Great Again

ทรัมป์เป็นผู้นำที่พยายามทำอย่างที่พูดทันทีที่ชนะเลือกตั้ง ในช่วงเวลาเพียงไม่ถึง 100 วันภายหลังจากที่เขาเข้าพิธีสาบานตน รัฐบาลทรัมป์ก็ออกมาตรการมาแล้วไม่น้อยกว่า 109 เรื่อง ในการลด ชะลอ หรือยกเลิกมาตรการรับมือกับภาวะโลกร้อนของรัฐบาลกลางอเมริกันในอดีต เริ่มจากการประกาศยกเลิกคำสั่งเกี่ยวกับการรับมือกับภาวะโลกร้อนและความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อม ของอดีตประธานาธิบดี โจ ไบเดน และประกาศว่าอเมริกาจะถอนตัวจากข้อตกลงปารีส(รอบสอง) ตามข้อมูลใน Climate Backtracker จัดทำโดยศูนย์ซาบินเพื่อกฎหมายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย

คำถามที่น่าสนใจก็คือ ในขณะที่รัฐบาลทรัมป์กำลังเดินหน้ามาตรการต่างๆ ของรัฐบาลกลางที่ชะลอ หรือหลายกรณีก็ต้องเรียกว่า “ต่อต้าน” การรับมือกับภาวะโลกร้อนอย่างเป็นระบบ ความเสียหายจากมาตรการเหล่านี้ต่อโลกจะมีขนาดไหน วาระสี่ปีของทรัมป์ 2.0 จะทำให้โลกหมดหวัง ไม่มีทางเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำจริงหรือไม่

ในด้านบวก นักธุรกิจพลังงานหมุนเวียนและนักลงทุนจำนวนไม่น้อยชี้ว่า พลังของตลาดซึ่งกำลังผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำวันนี้แข็งแกร่งเกินกว่าที่นโยบายรัฐบาลทรัมป์จะทวนกระแสได้ ยกตัวอย่างเช่น รัฐบาลอาจออกมาตรการยกเลิกการอุดหนุนพลังงานหมุนเวียน แต่ต้นทุนในธุรกิจพลังงานหมุนเวียนหลายแหล่ง โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ ทุกวันนี้ลดต่ำลงอย่างต่อเนื่องและแข่งขันได้กับพลังงานฟอสซิลมาหลายปีแล้ว ส่งผลให้การตัดสินใจลงทุนไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการสนับสนุนของรัฐบาลกลางอีกต่อไป

ในระดับโลก ประเทศส่วนใหญ่ประกาศเดินหน้ารับมือกับภาวะโลกร้อน มุ่งหน้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำต่อไป และประเทศจีนซึ่งวันนี้ผงาดเป็น “มหาอำนาจและคู่แข่งหมายเลขหนึ่ง” ของอเมริกา ก็ประกาศชัดเจนว่าจะเดินหน้าลงทุนในพลังงานหมุนเวียนขนานใหญ่ต่อไป และ สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ก็ดูชัดเจนว่าพร้อมที่จะนำประเทศจีนขึ้นแท่นเป็นผู้นำโลกด้านการรับมือกับภาวะโลกร้อน (ซึ่งทุกวันนี้ผู้เขียนเห็นว่า เป็น “soft power” ที่ทรงอิทธิพลอย่างยิ่งบนเวทีโลก เพราะมีประเทศมหาอำนาจประเทศไหนบ้างที่จะไม่อยาก “เอาหน้า” ว่ากำลังช่วยกอบกู้โลก ยกเว้นผู้นำประเทศที่เชื่อว่าภาวะโลกร้อนเป็นเรื่องโกหก)

ข่าวดีในข่าวร้ายอีกเรื่องคือ นโยบายไม่แยแสต่อภาวะโลกร้อนล้วนมี “ราคา” ที่สังคมต้องจ่าย อยู่ที่เราจะมองเห็นและบันทึกอย่างเป็นระบบหรือไม่ ทันทีที่ประธานาธิบดีและรัฐบาลเปลี่ยน ราคาเหล่านั้นก็จะถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมผู้สมัครประธานาธิบดีต้องใส่ใจกับภาวะโลกร้อน

โชคดีที่อเมริกาเป็นประเทศที่บ้าข้อมูล ชอบบันทึกเรื่องราวและสถิติทุกอย่างที่ขวางหน้า เราจึงได้เห็นงานวิจัยจำนวนมากที่นำเสนอข้อมูลและสถิติเหล่านี้ ยกตัวอย่างเช่น บทวิเคราะห์ผลกระทบต่อสุขภาพจากนโยบายทรัมป์สมัยแรก โดย Lancet Commission on Public Policy and Health in the Trump Era ตีพิมพ์ปี 2021 งานชิ้นนี้เสนอว่า นโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของรัฐบาลทรัมป์สมัยแรกส่งผลให้ “คนตายมากเกินควรมากกว่า 22,000 คน ในปี 2019 เพียงปีเดียว” ส่วนใหญ่จากมลภาวะทางอากาศที่เลวร้ายลง

บทวิเคราะห์อีกชิ้นโดย Rhodium Group ประเมินในปี 2020 ว่า หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายของรัฐบาลกลาง การทวนกระแสของทรัมป์สมัยแรกจะส่งผลให้สหรัฐอเมริกาปล่อยก๊าซเรือนกระจกสะสมมากกว่าเดิมถึง 1.8 กิกะตันเทียบเท่า นับถึงปลายปี 2035

ข่าวดีอีกเรื่องก็คือ ในอดีตเราได้เห็นแล้วว่าเมื่อประธานาธิบดีอเมริกาเปลี่ยนตัว นโยบายและมาตรการต่างๆ ของรัฐก็สามารถปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็วในทางที่ดึงให้การรับมือกับภาวะโลกร้อนกลับมา “เข้ารูปเข้ารอย” ได้ ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ ประธานาธิบดี โจ ไบเดน จากพรรคเดโมแครต ไม่เพียงแต่ “พลิก” มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมสมัยทรัมป์ 1.0 ให้กลับมาเหมือนเดิมเท่านั้น แต่ยังผลักดันมาตรการใหม่ๆ อีกมากมายที่ส่งผลดีต่อการรับมือกับภาวะโลกร้อน และดีต่อเศรษฐกิจอเมริกาไปพร้อมกันด้วย

ยกตัวอย่างเช่น ข้อมูลวันนี้ชัดเจนแล้วว่ากฎหมายหลายฉบับที่ออกในยุคไบเดน อาทิ กฎหมาย Bipartisan Infrastructure Law (2021), CHIPS and Science Act (2022) และ Inflation Reduction Act (IRA) (2022) รวมกันช่วยขับเคลื่อนเงินลงทุน เงินกู้ เครดิตภาษี และมาตรการอื่นๆ มูลค่ารวมหลายล้านล้านสหรัฐในการรับมือกับภาวะโลกร้อน

ฝ่ายวิจัยของ Goldman Sachs วาณิชธนกิจชื่อดัง ประเมินว่ากฎหมาย IRA ฉบับเดียวจะปล่อยเงินอุดหนุนภาครัฐรวมกันมากถึง 1.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ จนถึงปลายปี 2032 ซึ่งเงินจำนวนนี้จะไปขับเคลื่อนการลงทุนกว่า 2.9 ล้านล้านเหรียญสหรัฐในช่วงเวลาเดียวกัน และมากถึง 11 ล้านล้านเหรียญสหรัฐเมื่อนับถึงปี 2050 การลงทุนมากกว่าครึ่งจะทุ่มลงไปในธุรกิจพลังงานหมุนเวียน (ไม่นับนิวเคลียร์และพลังงานน้ำ) ซึ่ง Goldman Sachs คาดการณ์ว่าจะเติบโตสูงเฉลี่ยปีละ 9% ระหว่างวันนี้จนถึง 2050 ปีเป้าหมาย net zero ของแทบทุกประเทศ

พูดอีกอย่างก็คือ ความสำเร็จของกฎหมาย IRA จะส่งผลให้อเมริกาเข้าสู่ “การปฏิวัติพลังงานยุคที่สาม” ได้สำเร็จ พลังงานหมุนเวียนจะมีสัดส่วนสูงกว่า 75% ของระบบพลังงานอเมริกันในปี 2050

ข่าวดีอีกข่าวก็คือ สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่ใช้ระบบ “สหรัฐ” รัฐบาลระดับมลรัฐมีสิทธิและอำนาจที่จะดำเนินนโยบายรับมือกับภาวะโลกร้อนของมลรัฐตัวเอง ถึงแม้ทรัมป์จะสั่ง แพม บอนดี อัยการสูงสุดให้ทบทวนและใช้อำนาจระงับกฎหมายโลกร้อนระดับมลรัฐที่เธอมองว่า “ผิดกฎหมาย” ก็ตาม นักกฎหมายจำนวนมากชี้ว่าคำสั่งนี้ของประธานาธิบดีผิดรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน เนื่องจากอำนาจหน้าที่ของมลรัฐถูกระบุอย่างชัดเจนในรัฐธรรมนูญ และหากอัยการเอาจริง แน่นอนว่ามลรัฐต่างๆ จะฟ้องกลับรัฐบาลกลาง

กล่าวโดยสรุป นโยบายและมาตรการต่อต้านโลกร้อนของรัฐบาลทรัมป์อาจชะลอหรือสร้างอุปสรรคกีดขวางการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำได้บางระดับ รวมถึงชะลอการลงทุนระดับประเทศที่จำเป็น เช่น การอัพเกรดโครงข่ายไฟฟ้าและสาธารณูปโภคอื่นๆ แต่รัฐบาลทรัมป์ไม่สามารถหยุดยั้งความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและแนวโน้มตลาด อย่างเช่นราคาแผงโซลาร์ที่ลดลงอย่างฮวบฮาบได้

ตลกร้ายก็คือ มลรัฐและเขตต่างๆ ที่ได้ประโยชน์สูงสุดจากกฎหมาย IRA ยุคไบเดน มักเป็นเขตและมลรัฐ “สีแดง” ของพรรครีพับลิกัน (มลรัฐเท็กซัส ปราการหลักของพรรครีพับลิกัน วันนี้เป็นมลรัฐที่มีกำลังการผลิตติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์อันดับหนึ่งในอเมริกา แซงหน้าฐานที่มั่นเดโมแครตอย่างมลรัฐแคลิฟอร์เนียมาสองปีแล้ว) ไม่มีทางที่ประชาชนที่ติดแผงโซลาร์บนหลังคาแล้วอยู่ดีๆ จะอยากรื้อแผงแล้วกลับไปซื้อไฟจากกริดเหมือนเดิม และไม่มีทางที่ผู้ประกอบการจะเลิกแนะนำเครื่องปั๊มความร้อน หันไปแนะนำเตาแก๊สซึ่งด้อยประสิทธิภาพกว่ากัน 3-5 เท่า

บางที เรื่องที่อาจเป็นตลกร้ายที่สุดก็คือ สหรัฐอเมริกายุคนี้อาจปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยกว่าเดิมโดยที่ทรัมป์ไม่ตั้งใจก็เป็นได้ เพราะนโยบาย “สงครามภาษี” ตั้งกำแพงภาษีนำเข้าอย่างบ้าเลือดของรัฐบาล กำลังเริ่มผลักให้เศรษฐกิจอเมริกันเข้าสู่ภาวะถดถอย ซึ่งการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจะลดลงเพราะกิจกรรมทางเศรษฐกิจหดตัว ไม่ใช่เพราะรัฐบาลมุ่งหน้ารับมือกับภาวะโลกร้อนอย่างจริงจัง

ติดตามข้อมูลด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล กับ ThairathMoney ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/economics/thailand_econ

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : Thairath Money
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...