โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

3 กองกำลังกะเหรี่ยง กับสแกมเซ็นเตอร์เมียวดี

77kaoded

อัพเดต 11 ก.พ. 2568 เวลา 12.31 น. • เผยแพร่ 11 ก.พ. 2568 เวลา 05.28 น. • 77Kaoded

แม่น้ำเมยซึ่งเป็นเส้นแบ่งแดนไทยกับรัฐกะเหรี่ยงของพม่า มีแหล่งต้นน้ำจาก อ.พบพระ ไหลผ่าน อ.แม่สอด อ.แม่ระมาด และอ.ท่าสองยาง จ.ตาก ก่อนไหลไปบรรจบแม่น้ำสาละวินที่บ้านสบเมย อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน

แม่น้ำเมยช่วงที่ไหลผ่าน อ.พบพระ และ อ.แม่สอด ได้รับการพูดถึงบ่อยครั้งเนื่องจากเป็นที่ตั้งของแหล่งอาชญากรรมข้ามชาติซึ่งมีชาวต่างชาตินับหมื่นคนจากกว่า 30 ประเทศ ถูกหลอกลวงให้มาทำงานอยู่ต้มตุ๋นอยู่ในนี้ ภายใต้การบริหารของกลุ่มมาเฟียจีนที่ใช้แผ่นดินไทยเป็นระเบียง เป็น gateway หรือประตูสู่นรกริมแม่น้ำเมย

พื้นที่แหล่งอาชญากรรมทั้งหมดในเมืองเมียวดีตกอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของกองกำลังกะเหรี่ยง 2 กลุ่มคือ BGF และ DKBA(Democratic Karen Buddhist Army ) ขณะที่กันพื้นที่โดยรอบเป็นสนามรบระหว่างกองกำลังกะเหรี่ยง KNLA(Karen National Liberation Army หรือกองทัพปลดปล่อยแห่งชาติกะเหรี่ยง ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านการทหารของสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง หรือ KNU (Karen National Union) กับกองทัพพม่า ที่ปัจจุบันคือสภาบริหารแห่งรัฐพม่า (State Administration Council-SAC)

กะเหรี่ยงทั้ง 3 ฝ่ายต่างมีที่มา ที่ไป และเป้าหมายในการต่อสู้แตกต่างกันไป

1.กองกำลังกะเหรี่ยง BGF (Karen Border Guard Force -กองกำลังพิทักษ์ชายแดนกะเหรี่ยง) มีผู้นำคือชิตตู หรือหม่องชิตตูโดยก่อนหน้านี้เขาเคยเป็นทหารของ KNU ต่อสู้กับกองทัพพม่า แต่ต่อมาเมื่อเกิดปัญหาความแตกแยกใน KNU โดยมีบางฝ่ายหยิบยกเรื่องศาสนามาสร้างเป็นประเด็น ทำให้ KNU เกิดความแตกแยกครั้งใหญ่ พร้อมกับการก่อกำเนิดของกองกำลังกะเหรี่ยงพุทธประชาธิปไตย (Democratic Karen Buddhist Army-DKBA) ที่หันไปจับมือกับทหาพม่าโจมตี “มาเนอร์ปลอว์” ฐานที่มั่นของ KNU ณ ริมแม่น้ำเมย จนแตก

เมื่อรัฐบาลทหารพม่ากำหนดกลยุทธ์ให้พื้นที่ชายแดนจัดตั้งเป็นกองกำลังพิทักษ์ชายแดน หรือ BGF เมื่อ พ.ศ.2551 เพื่อให้กลุ่มชาติพันธุ์ต่อสู้กันเอง กองกำลัง DKBA ของชิตตูจึงได้แปลงสภาพเป็น BGF และต่อมาเมื่อกลุ่มทุนจีนต้องการสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษคู่ขนานกับเมืองแม่สอด และได้รับอนุญาตจากรัฐบาลพม่า จึงได้มีการตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษชเวโก๊กโก่ขึ้นมา ก่อนจะแปรสภาพกลายเป็นสแกมเซ็นเตอร์ในเวลาต่อมา และขยายใหญ่สร้างเป็นเคเค ปาร์ค และยิบย่อยอีกกว่า 30 แห่งในพื้นที่การดูแลของ BGF

รายได้จากแหล่งอาชญากรรมจำนวนมหาศาลทำให้บารมีของชิตตูขจรขจาย โดยเฉพาะเมื่อสามารถต่อสายตรงกับนักการเมืองและ “คนในเครื่องแบบ” ของไทยได้

ผู้นำ BGF ร่ำรวยมหาศาลเนื่องจากรายได้ทั้งหมดเข้ากระเป๋าผู้นำมากกว่าองค์กรเพราะ BGF ไม่ได้มีโครงสร้างองค์กรกระจายตัวการปกครองเหมือน KNU แต่ผูกติดอยู่กับตัวผู้นำ

2.กองทัพกะเหรี่ยงพุทธประชาธิปไตยหรือ DKBA ซึ่งแม้เกิดก่อน BGF แต่ภายหลังสิ้นผู้นำ “นะคะมวย” ทำให้ DKBA ไม่รุ่งเรืองนัก พื้นที่ยึดครองของกะเหรี่ยงติดอาวุธกลุ่มนี้อยู่ตอนใต้ของเมืองเมียวดีไปจนถึง อ.พบพระสลับกับพื้นที่ยึดครองของ KNU แต่ฐานที่มั่นสำคัญอีกแห่งหนึ่งคือเขตพญาตองซู ตรงข้ามกับด่านเจดีย์สามองค์ จ.กาญจนบุรี

ภายหลังจากแหล่งสแกมเมอร์ในเมืองเล้าก์ก่าย เขตปกครองพิเศษโกก้าง รัฐฉานเหนือ ติดชายแดนจีนถูกทลาย ทำให้เหล่ามาเฟียจีนและโกก้างมากมายมุ่งหน้าเข้ามายังพื้นที่ช่องแคบฝั่งเมียวดีซึ่งมี “โกซาย”หรือซายจ่อละ (Kyaw Hla) ผู้นำเบอร์ 3 ของ DKBA เป็นผู้ดูแล ขณะที่ผู้นำเบอร์ 1 คือนายพลซอ สตีล (General Saw Steel) ค่อนข้างเป็นคนเก็บตัว

แหล่งอาชญากรรมเมืองช่องแคบนี้โด่งดังเพราะมีความชั่วร้ายครบทุกรส ตั้งแต่ยาเสพติด การค้ามนุษย์ จนถึงสแกมเมอร์ และขึ้นชื่อในความโหดเหี้ยมทรมานเหยื่อ ซึ่งชาวต่างชาติหลายคนที่ได้รับการไถ่ตัวหรือหนีออกมาได้ต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกัน

3.สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยงหรือ KNU เป็นองค์กรทางการเมืองของชาวกะเหรี่ยงซึ่งจัดตั้งเมื่อกว่า 70 ปีก่อน และสู้รบกับกองทัพพม่าเพื่อความเป็นอิสระและสันติภาพของชาวกะเหรี่ยงมาอย่างต่อเนื่อง ขณะนี้เป้าหมายของ KNU คือโจมตีรุกไล่ให้ฐานทหารพม่าออกไปจากแนวชายแดนรัฐกะเหรี่ยงด้านตะวันออกให้หมดซึ่งก็คือชายแดนไทย อย่างไรก็ตามผู้นำKNU บางคนถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าคนในครอบครัวมีผลประโยชน์กับธุรกิจสีดำในแหล่งของ BGF

โดย ภาสกร จำลองราช

KNU มีโครงสร้างการบริหารของตัวเอง โดยมีคณะกรรมการบริหารซึ่งมีอำนาจสูงสุด และแบ่งการปกครองเป็น 7 เขต โดยเมืองเมียวดีอยู่ในการดูแลของกองกำลังทหารพล 6 และ 7

ถ้าดูจากแผนที่ (สำนักข่าวชายขอบ Transborder News ผลิตขึ้นเองโดยนำข้อมูลจากแหล่งข่าวมาประกอบ ดังนั้นรายละเอียดในเรื่องปริมาณพื้นที่อาจมีความคลาดเคลื่อน เพียงแต่ต้องการให้เห็นภาพรวม) เห็นได้ว่าพื้นที่ที่ BGF ยึดครองเป็นเสมือนไข่แดงซึ่งซีกหนึ่งล้อมรอบด้วยทหาร KNU ส่วนอีกซีกหนึ่งติดกับแม่น้ำเมยพรมแดนไทย ดังนั้น “มาตรการ 3 ตัด” ของทางการไทยจึงสร้างผลสั่นสะเทือนให้กับ BGF เป็นอย่างยิ่ง เพราะทั้งชเวโก๊กโก่ เคเคปาร์ค และแหล่งอาชญากรรมยิบย่อยในพื้นที่ BGF ต่างพึ่งพาประเทศไทยเป็นหลัก เนื่องจากเส้นทางสายหลัก(AH1)ที่เชื่อมต่อกับเมืองพะอันซึ่งเป็นเมืองหลวงของรัฐกะเหรี่ยง ถูกตัดขาดมาราว 2 ปีแล้ว เนื่องจาก KNU และกองกำลังฝ่ายต่อต้านได้สกัดกั้นไว้แถวเมืองกอกะเร็ก เพื่อไม่ให้ทหารพม่าเข้ามาได้ ขณะเดียวกันเส้นทางการค้าหลักจึงพลอยถูกปิดไปด้วย

ในส่วนของพื้นที่แหล่งอาชญกรรมของ DKBA ก็เช่นเดียวกันคือด้านหนึ่งถูกล้อมไว้ด้วย KNU อีกด้านหนึ่งติดแม่น้ำเมยซึ่งเป็นชายแดนไทย ดังนั้นเมื่อถูกมาตรการ 3 ตัดของรัฐบาลไทย ทำให้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรง และมีแผนย้ายไปยังพื้นที่พญาตองซู แต่แผนดังกล่าวก็ต้องล้มลงเพราะพื้นที่พญาตองซูก็ถูกมาตรการ 3 ตัดเช่นเดียวกัน

วันนี้แหล่งอาชญากรรมริมแม่น้ำเมยฝั่งเมืองเมียวดีกำลังตกอยู่ในสภาพย่ำแย่หลังจากถูกมาตรการ 3 ตัดเพียงไม่กี่วัน แต่สายป่านของเหล่าผู้นำกะเหรี่ยงเทาดำที่เชื่อมต่อมายังฝั่งไทย ช่วยประคองให้ธุรกิจต้มตุ๋นหลอกลวงเดินหน้าต่อไปได้

ตราบใดที่บรรดาอาชญากรข้ามชาติยังไม่ถูกกวาดล้าง เหล่าผู้นำกะเหรี่ยงเทาดำยังได้รับผลประโยชน์จากธุรกิจต้มตุ๋นหลอกลวง และประเทศไทยไม่กวาดบ้านของตัวเอง มาตรการ 3 ตัดที่รัฐบาลออกมาก็เป็นเพียงผลสะเทือนในช่วงสั้นๆ

เพราะอีกไม่นานกลุ่มคนเหล่านี้ก็จะกลับมาก่อกรรมทำเข็นและสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนไทยและทั่วโลกได้อีก

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...