โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

คนตกสีที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง : จาก ‘เรื่องปั่น’ เหยียดชาติ ที่ทำให้ความขัดแย้งเรื่องประเทศและเขตแดน กลายเป็น ‘เกมยากระดับปาจอยทิ้ง’

MATICHON ONLINE

อัพเดต 11 มิ.ย. 2568 เวลา 06.07 น. • เผยแพร่ 11 มิ.ย. 2568 เวลา 06.05 น.

จาก ‘เรื่องปั่น’ เหยียดชาติ
ที่ทำให้ความขัดแย้งเรื่องประเทศและเขตแดน
กลายเป็น ‘เกมยากระดับปาจอยทิ้ง’

ไม่ว่าเราจะยอมรับได้ว่าการรับมือกับความขัดแย้งชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชาที่ช่องบกและปราสาทตาเมือนธมนั้นจะต้องกระทำด้วยหนทางการทูตและการบริหารสถานการณ์จากเบาไปหาหนักอย่างที่รัฐบาลทำนั้นเป็นเรื่องถูกแล้ว หรือแม้แต่จะตำหนิท่าทีของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องจะ “เงียบเกินไป” ราวกับดูเบากระแสความไม่พอใจของประชาชน

แต่ถึงกระนั้น การรับมือกับปัญหานี้ให้ประชาชนยอมรับได้ก็เป็นโจทย์ยากขึ้นไปอีก เพราะคู่ขัดแย้งในรอบนี้เป็น “กัมพูชา” ที่ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐต่อรัฐเป็นอย่างไรไม่รู้ แต่ระดับประชาชนต่อประชาชนนั้นนับได้ว่าเป็น“คู่บาดหมาง” ชาติสำคัญของคนไทยในช่วงสองสามปีมานี้

ดังที่ คุณวุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ ตั้งข้อสังเกตไว้ในเฟซบุ๊กส่วนตัวตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคมปีก่อนที่เขาสังเกตพบว่าในสื่อสังคมออนไลน์ทุกแพลตฟอร์มปรากฏคอนเทนต์แนวดูถูกคนและประเทศกัมพูชาเยอะมากจนผิดสังเกต โดยมักจะเป็นเพจแปลกๆ (รวมถึงช่องในยูทูบ) คล้ายเพจข่าวที่ไม่รู้ที่มาที่ไป ตั้งชื่อแนวเพจประชาคมอาเซียนบ้าง แนวอาเซียนร่วมใจบ้างอะไรทำนองนี้ ซึ่งมักจะทำคอนเทนต์แนวดูถูกกัมพูชามาโผล่ให้เห็นบนหน้าฟีดส์ เช่น ข่าวชาวกัมพูชาเคลมกางเกงช้าง เคลมมวยไทย เคลมส้มตำ หรือเที่ยวไปโบกธงชาติกลางสถานที่ท่องเที่ยวในต่างประเทศ รวมถึงมิวสิกวิดีโอเพลงที่ลอกเพลงเกาหลีใต้หรือไทยมา แล้วเพจพวกนี้ก็จะมีคนไทยเราเข้าไปกดหัวเราะเยาะ ด่าทอ ดูถูกคนกัมพูชา แล้วอีกสักพักก็จะมีคนกัมพูชาแห่กันเข้ามาด่าคนไทยกลับเป็นสงครามน้ำลายกันไป

ซึ่งคุณวุฒิชัยก็อ่านไว้ขาดจริงๆ ว่า นี่อาจจะเป็นเกมปั่นหัวที่หวังผลบางอย่างจากฝ่ายผู้มีอำนาจเพื่อหวังผลอย่างใดอย่างหนึ่งจากความบาดหมางในระดับ “ประชาชน” ทั้งสองชาติ

ขอเพิ่มเติมด้วยประสบการณ์ของผู้เขียนคอลัมน์เข้าไปอีกหน่อยว่า นอกจากการตั้งชื่อเพจหรือช่องว่าอาเซียนร่วมใจอะไรนั่นแล้ว เพจหรือช่องแนวนี้ก็จะชอบตั้งชื่อด้วยคำที่อ้างอิงถึง“โลก” ด้วย เช่น ทันโลกหรืออะราวด์เดอะเวิลด์ อะไรแบบนี้ด้วย นอกจากคอนเทนต์โจมตีคนกัมพูชาอย่างที่ว่าแล้ว ก็จะเสริมไปด้วยคอนเทนต์ประเภทประเทศไทยเรานี้แสนดีหนักหนา ฝรั่งญี่ปุ่นมาก็ประทับใจตื่นเต้นว่าไม่มีประเทศไหนน่ารักกว่านี้อีกแล้ว หรือถึงขนาดต้องหลั่งน้ำตาที่หน้าเกตสนามบินสุวรรณภูมิเพราะต้องเดินทางจากประเทศไทยกลับประเทศบ้านเกิดแล้ว หรือบางครั้งเพจพวกนี้เล่นแบบคอนเทนต์เดียวทั้งอวยประเทศไทยและอัดประเทศเพื่อนบ้านไปด้วยพร้อมกัน เช่น สาวญี่ปุ่นร้องจ๊าก ไปเจอดีที่ประเทศแถบนี้สักประเทศ แล้วบอกว่ารู้งี้มาเที่ยวไทยดีกว่า อะไรทำนองนี้

บางข้อสันนิษฐานเชื่อว่าเพจพวกนี้อาจจะเป็นหนึ่งในปฏิบัติการทางจิตวิทยาด้วยข้อมูลข่าวสารหรือ (IO) ซึ่งมีฝ่ายความมั่นคงของทั้งสองประเทศหนุนหลังอยู่ นั่นก็มีความเป็นไปได้สูงที่สุด ส่วนอีกทางที่เคยได้ยินจากมิตรสหายที่ทำงานด้านผู้ลี้ภัยและชายแดนให้ข้อมูลว่าการทำ IO นี้มาจาก“กลุ่มทุน” ทั้งสองฝั่งฝ่ายที่เป็นพวกเดียวกันหรือเกื้อหนุนกัน โดยหวังผลให้ไทยและกัมพูชาทั้งในระดับรัฐและปัจเจกบุคคลเกลียดชังกันจนไม่อาจร่วมมือกันในการจัดการกิจกรรมสีเทาๆ ที่เป็นปัญหาร่วมกันและควรช่วยกันจัดการจากทั้งสองประเทศ ข้อสันนิษฐานนี้ก็ไม่น่าตัดออกจากความเป็นไปได้

แต่อีกความเป็นไปได้หนึ่งจากประสบการณ์ส่วนตัวที่เคยหลงไปดูเพจหรือช่องพวกนี้บางราย เกิดความสงสัยก็ลองไล่ดูโพสต์หรือวิดีโอเก่าๆ ก่อนที่จะเปลี่ยนทางมาเป็นแนวนี้ ก็ได้ข้อสันนิษฐานว่าเพจหรือช่องพวกนี้บางส่วนหรือเกือบครึ่งก็น่าจะเป็นบุคคลธรรมดานี่แหละ คนทำเพจหรือยูทูบเบอร์ที่หิวยอดไลค์ เห็นว่าการทำคอนเทนต์ล้อเลียนกัมพูชาและประเทศเพื่อนบ้านหรืออวยประเทศไทย (ซึ่งอาจจะเริ่มต้นมาจากพวก IO จัดตั้งจริงๆ) นั้นมัน “ขายได้” มีคนมากดไลค์กดแชร์แปรเป็นผลประโยชน์เงินทองได้ทันใจ จากนั้นก็มีเพจหรือช่องแบบนี้ทำเลียนแบบผุดขึ้นมาเต็มไปหมด กลายเป็น“แนวร่วมธรรมชาติ” ที่ไม่ได้รับนโยบาย IO หรือทุนจากฝ่ายไหนมาเลยด้วยซ้ำ

ยิ่งในสภาวะที่เกิดความขัดแย้งชายแดนเรายิ่งเห็นชัดว่าแม้แต่เพจหรือช่องธรรมดา ที่เคยเป็นช่องข่าวท้องถิ่นหรือสื่ออิสระธรรมดาก็มาเล่นคอนเทนต์ล้อเลียนกัมพูชากับเขาด้วยวิธีต่างๆ เหมือนกัน หรือโพสต์ข่าวที่อ้างว่ามาจากทางกัมพูชาซึ่งใครที่สติดีมีความฉลาดพอสมควรก็ดูออกว่าเป็นข่าวปลอม แต่ก็อดไปกดหัวเราะ คอมเมนต์เฮฮา แล้วแชร์ไปให้เพื่อนดูได้ ซึ่งในที่สุดทั้งหมดทั้งมวล มันก็สร้างรายได้ให้เพจหรือช่องเหล่านี้ทั้งสิ้น

ซึ่งถ้าพูดอย่างยุติธรรมก็ไม่ใช่เฉพาะทางฝ่ายไทยฝ่ายเดียว ด้วยบางทีต้นเรื่องก็มาจากอีกฝ่ายจริงๆ นั่นแหละ ที่บางครั้งสารภาพว่าแม้แต่ผม ผู้เขียนที่ก็ไม่ได้เป็นคนก้าวหน้าวิเศษวิโสอะไร เห็นคอนเทนต์ประเภท “เคลม” วัฒนธรรมตัวเองแบบตู่กลางนาก็เคยมีอารมณ์ที่หมั่นไส้หรือหัวอุ่นไปเหมือนกัน หรือคอนเทนต์ประเภทที่แสดงความยิ่งใหญ่ของประเทศตัวเองที่ใช้ AI แบบใช้ฟรีทำขึ้น ก็แอบขำในใจไปหลายหึเหมือนกัน

แต่ไม่ว่าจะมาจากฝ่ายไหนหรือใครเริ่มก่อน แต่ “ความเกลียดชัง” ที่อุ่นเครื่องกันมานับปี ทำให้เมื่อเกิดเหตุกระทบกระทั่งเกี่ยวกับดินแดนพื้นที่อธิปไตยกันจริงๆ ก็เป็นตัวจุดระเบิดทั้งสองฝ่าย

ต้นตอของปัญหานี้มาจากแนวคิด“ชาตินิยม” มันหลอกล่อทุกคนได้ ไม่ว่าจะมีการศึกษาสูงแค่ไหน มีฐานะหรือประสบการณ์ชีวิตอย่างไร ฉลาดแค่ไหนก็ยังไม่อาจทิ้งความคิดแบบ “ชาตินิยม” ที่เป็นกับดักนี้ได้

“ชาตินิยม” นี้นับว่าเป็นผลผลิตจากการหล่อหลอมมาด้วยคุณค่าแบบ“อนุรักษนิยม” ที่คนหัวก้าวหน้าสลัดทิ้งหรือก้าวข้ามได้ยากที่สุด ต่อให้คนที่มีแนวคิดเปิดกว้างเรื่องเพศ ยอมรับความสัมพันธ์ที่ไม่จำกัดกรอบสองเพศชายหญิง เชื่อในความเท่าเทียม หรือบางคนอาจจะไกลไปถึงการปฏิเสธแนวคิดทางศาสนาหรือศีลธรรมที่กำกับโดยกรอบศาสนา ไปสู่การเป็นอศาสนิกที่นับถือตนเองภายใต้กรอบจริยธรรมที่เคารพในความเป็นมนุษย์

แต่ถึงอย่างนั้น เมื่อไรก็ตามที่มีการแข่งขันกีฬา (สำหรับบางคนรวมถึงการประกวดนางงามหรือการประชันชิงชัยในเรื่องอื่นๆ ด้วย) ผู้คนที่มีความก้าวหน้าที่กล่าวไปข้างต้น ก็มักจะชมเชียร์ “ทีมชาติ” หรือ“ตัวแทนจากชาติ” เดียวกับตัวเองแทบทั้งนั้น ซึ่งอันนี้ไม่ใช่เฉพาะคนไทยหรอก เป็นกันทั้งโลกนั่นแหละ ยิ่งแถวยุโรปนี่ความ “ภูมิภาคนิยม” นี่ลงไปถึงระดับแคว้นหรือเมืองด้วยซ้ำ

“ชาตินิยม” จึงเป็นหลุมดักที่ขึ้นยาก และนี่เป็นสาเหตุให้มิตรสหายหลายท่านผิดหวังที่เพื่อนฝูงคนรู้จัก ผู้มีชื่อเสียงมีความรู้เป็นผู้นำความคิด หรือแม้แต่นักการเมือง ที่เคยแสดงจุดยืนว่าเป็นฝ่ายก้าวหน้าประชาธิปไตย ถึงมีท่าทีต่อเหตุความขัดแย้งไทยกัมพูชาที่ช่วยผลิตซ้ำวาทกรรมแบบ“ตารางนิ้วเดียว (ล่าสุดลดลงไปถึงระดับตารางมิลลิเมตรแล้ว) ก็จะไม่ยอมสูญเสียอธิปไตยเหนือดินแดน” “ไทยนี้รักสงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด” หรืออะไรอื่นที่อยู่บนกรอบคิดชาตินิยมแบบนี้ ไม่ต่างจากพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเมื่อยี่สิบปีที่แล้ว ทั้งๆ ที่คนเหล่านั้นควรจะ “รู้เท่าทัน” ไม่หลงไปกับวาทกรรมหรือมายาคติพวกนี้สิ

เคยมีผู้เสนอแนวคิดว่า“การแข่งขันกีฬา” ระดับโลก หรือการมี “ทีมชาติ” มาประลองในกีฬาหรือการแข่งขันประชันต่างๆ นั้น เป็นความพยายามเอาสัญชาตญาณพื้นฐานเรื่องชาตินิยมของมนุษย์ให้มาระบายออกให้เป็นที่เป็นทางผ่านการแข่งขันกีฬาแทนที่จะต้องทำสงครามกันจริงๆ

การที่เราได้เชียร์ทีมชาติของเรามีชัยเหนือกว่าทีมของชาติใดใกล้ๆ นี้ ก็สามารถพอใจและตอบสนองสัญชาตญาณว่าชาติเราหรือเผ่าพันธุ์ของเราเหนือกว่า อย่างน้อยก็ประเทศข้างๆ ที่พูดจากันคนละภาษาหน้าตาก็คนละเค้าได้แล้ว ซึ่งนั่นแหละคือคำตอบว่า ทำไมเขาว่ากีฬาสร้างความสามัคคีแต่ก็ปรากฏว่าสุดท้ายก็มีเรื่องให้ตีกันยับๆ ทุกรายการ นั่นก็เพราะว่ามันคงสร้างความสามัคคีให้ผู้เล่นได้จริง แต่สำหรับคนดูแล้ว “กีฬา” และ “มหกรรมกีฬา” นั้นมันทำหน้าที่ได้ไม่แตกต่างจากสงครามตัวแทน

ซึ่งถ้าจะย้อนความกันจริงๆ แล้ว ความขัดแย้งระหว่างชาวไทยกับชาวกัมพูชาที่มีมานานหลายสิบปีแล้วและมีมาตลอด กลับเพิ่งมาคุกรุ่นอุ่นเครื่องกันโดยพลเมืองออนไลน์แบบระยะยาวมาตั้งแต่ช่วงปี 2023 หรือ พ.ศ.2566 ที่ถ้าใครยังจำได้ ปีนั้นเป็นปีที่กัมพูชาเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ที่เกิดเรื่องบาดหมางสำคัญระหว่างชาวเน็ตไทยกับกัมพูชา คือเรื่องที่ทีมผู้จัดการแข่งขันประกาศการแข่งขันกีฬาประเภทใหม่ที่เรียกว่า “กุนแขมร์” ซึ่งดูอย่างไรมันก็คือศิลปะการต่อสู้ที่คนทั่วโลกเรียกกันว่า“มวยไทย” ดีๆ นี่เอง ซึ่งทางโน้นก็ให้คำตอบมาว่า นี่แหละคือการชกมวยต้นตำรับที่ทางไทยไปลอกเลียนมาเป็น“มวยไทย” ไปหลอกขายชาวโลก จากนั้นก็ตามด้วยการดำเนินการแข่งขันที่ยากจะเรียกได้ว่ายุติธรรม จนเกิดเป็นสงครามด่ากันไปมาในสื่อสังคมออนไลน์ของทั้งสองประเทศ แทรกด้วยดราม่าประกวดนางงามรายการหนึ่งที่กัมพูชาเป็นเจ้าภาพร่วมและเกิดเหตุไม่เรียบร้อยเข้าให้อีก ทำให้เป็นเรื่องหัวอุ่นคุกรุ่นต่อเนื่องยาวนานในหมู่ประชาชนของทั้งสองประเทศ

การต้องแก้ปัญหาความขัดแย้งชายแดนที่ปกติก็เป็นปัญหาทางการเมืองซึ่งจัดการยากที่สุดเพราะมีปัจจัยมากมายให้ต้องพิจารณาไว้ไม่ให้พลาด ถ้าเดินเกมผิดไปนิดเดียวอาจเกิดความเสียหายถาวรต่อประโยชน์ของประเทศแบบที่แก้ไขกลับมาได้ยาก ให้เปรียบเป็นเกมคอมพิวเตอร์ก็ระดับเดียวกับเกมดาร์กโซล (Dark Soul) ที่เล่นปกติด้วยจอยหรือคอนโทรลเลอร์ดีๆ ก็ยังพาหัวร้อน

แต่นี่ทางฝ่ายรัฐบาลยังต้องบริหาร “การเมืองเชิงความรู้สึก” ของคนไทยที่ร้อนจนระเบิดและอยากเห็นการตอบโต้อะไรบางอย่างให้สาสมกับความหมั่นไส้หรือเกลียดที่หน้าที่สั่งสมมายาวนานถึงสองสามปี หากการตอบโต้แบบที่คนไทยส่วนใหญ่คาดหวังก็ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่าย หรือทำแล้วจะไม่เป็นฝ่ายเราที่เจ็บตัวเอง แต่ถ้าจะไม่ทำอะไรให้ได้สมความคาดหวังขั้นต่ำของประชาชน โอกาสที่จะ “เสียการเมือง” ที่จะส่งผลต่อความมั่นคงของรัฐบาลก็มีสูง

การรับมือแก้ปัญหาความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชาในครั้งนี้ สำหรับรัฐบาลทั้งในฐานะของผู้บริหารประเทศและในฐานะของผู้เล่นทางการเมือง จึงไม่ต่างจากต้องเอาชนะเกม “ดาร์กโซล” ด้วยการใช้อุปกรณ์กลองหรือกีตาร์จากเกมแนวดนตรีมาดัดแปลงเล่นเกมที่ขึ้นชื่อว่ายากและชวนปาจอยทิ้งที่สุดในโลก แต่ถึงอย่างนั้นก็ขอให้กำลังใจว่ามีคนเคยทำแบบนั้นสำเร็จมาแล้วอยู่เหมือนกัน

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : คนตกสีที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง : จาก ‘เรื่องปั่น’ เหยียดชาติ ที่ทำให้ความขัดแย้งเรื่องประเทศและเขตแดน กลายเป็น ‘เกมยากระดับปาจอยทิ้ง’

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...