โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘ลอรีอัล’ นำทีมเจาะลึก 6 เทรนด์โลกสู่กลยุทธ์สร้างแบรนด์ไอคอนิกในงาน ‘COSMOPROF CBE ASEAN 2025’

The Reporters

อัพเดต 08 พ.ค. 2568 เวลา 03.01 น. • เผยแพร่ 08 พ.ค. 2568 เวลา 03.01 น.

“ลอรีอัล” ชี้ 6 เทรนด์บิวตี้โลก กำหนดทิศทางอุตสาหกรรม

ภายในงานสัมมนา COSMOPROF CBE ASEAN “Building Iconic Beauty Brands: Strategy, Story, Success” มีการบรรยายพิเศษในหัวข้อ “เจาะลึกเทรนด์บิวตี้แห่งอนาคต : จากเทคโนโลยีสุดล้ำ สู่พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป กำหนดทิศทางอุตสาหกรรมอย่างไร” โดย นายแพทริค จีโร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลอรีอัล (ประเทศไทย) จำกัด

นายแพทริค กล่าวว่า ปัจจุบันตลาดความงามโลกมีมูลค่ารวมประมาณ 2.94 แสนล้านยูโร หรือราว 10.834 ล้านล้านบาท โดยผลิตภัณฑ์บำรุงผิวมีสัดส่วนใหญ่ที่สุดคือ 39% เติบโต 2.7% ตามมาด้วยผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับเส้นผม 21% เติบโต 4.8% ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง 17% เติบโต 4% ผลิตภัณฑ์น้ำหอม 13% เติบโต 11% และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด 10% เติบโต 6.1% เมื่อพิจารณาตามกลุ่มตลาด พบว่ากลุ่มตลาดเวชสำอางมีการเติบโตมากที่สุดถึง 8% รองลงมาคือกลุ่มตลาดมวลชน 6% กลุ่มตลาดผลิตภัณฑ์สำหรับช่างผมมืออาชีพ 3.5% และกลุ่มตลาดความงามชั้นสูง 2%

นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรส่งผลให้มีจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้น โดยคาดว่าในปี 2573 จะมีจำนวนผู้สูงอายุถึง 1,000 ล้านคนทั่วโลก จากปัจจุบันที่มีจำนวน 850 ล้านคน ซึ่งถือเป็นกลุ่มลูกค้าสำคัญของตลาดความงาม เนื่องจากมีกำลังซื้อสูงและให้ความสนใจในการดูแลผิวพรรณ รูปร่าง และสุขภาพของตนเอง ขณะเดียวกันยังมีกลุ่มประชากรที่มีศักยภาพในการบริโภคผลิตภัณฑ์ความงามอีก 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มเจนซี (Generation Z) ซึ่งคาดว่าจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็น 150 ล้านคนในปี 2573 กลุ่มเจนอัลฟา (Generation Alpha) ซึ่งเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่จะเริ่มเข้าสู่วัยรุ่นในปี 2573 และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นราว 200 ล้านคน และกลุ่มผู้บริโภคชาย ซึ่งยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก โดยปัจจุบันมีจำนวนเพียง 1 ใน 4 ของผู้บริโภคทั้งหมด และผลิตภัณฑ์สำหรับผู้ชายโดยเฉพาะมีส่วนแบ่งตลาดในกลุ่มผลิตภัณฑ์ความงามเพียง 10% เท่านั้น

นอกเหนือจากการเปลี่ยนแปลงด้านโครงสร้างประชากรแล้ว การเปลี่ยนแปลงในด้านอื่นๆ ก็ส่งผลกระทบต่อตลาดความงามเช่นกัน จากการสำรวจของ IPSOS Global Trends ปี 2567 พบเทรนด์หลักที่สะท้อนวิถีชีวิตและสังคมของผู้คนในหลายมิติ ได้แก่

- รอยร้าวของโลกาภิวัตน์ (Globalization Fractures): ผู้คนเริ่มหันกลับมารักและภูมิใจในความเป็นชาติพันธุ์ของตนเองมากขึ้น ส่งผลให้เกิดการตอบรับของตลาดความงาม เช่น การมีผลิตภัณฑ์ที่สะท้อนเอกลักษณ์เฉพาะวัฒนธรรมหรือประเทศ เช่น บรรจุภัณฑ์ลายมังกรสำหรับชาวจีน การเติบโตของแบรนด์ท้องถิ่น และผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความหลากหลายทางชาติพันธุ์ เช่น ผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผมที่เหมาะกับผมหยิกศกโดยเฉพาะ

- ความเหลื่อมล้ำทางสังคม (Splintered Societies): ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม การกระจายรายได้ที่ไม่เท่าเทียม ปัญหาการอพยพย้ายถิ่นฐาน และความขัดแย้งในแต่ละประเทศ ส่งผลให้เกิดการตอบรับของตลาดความงาม เช่น แบรนด์ที่เน้นผลิตภัณฑ์ที่คุ้มค่า มีคุณภาพดีในราคาย่อมเยา และแบรนด์ผลิตภัณฑ์ความงามระดับสูงสุด (Ultra-luxury) เพื่อตอบสนองกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูง

- การตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อมและปัญหาโลกรวน (Climate Convergence): ผู้คนเริ่มตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมและภาวะโลกรวนมากขึ้น และเริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม สิ่งนี้ส่งผลต่อตลาดความงาม เช่น การพัฒนาผลิตภัณฑ์รักษ์โลกที่ช่วยแก้ปัญหาภาวะโลกรวน เช่น แชมพูสระผมในรูปแบบสบู่ก้อน และบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เป้าหมายในการลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของบริษัท รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่มีจริยธรรมในการดำเนินงานตลอดห่วงโซ่คุณค่า เช่น ไม่ทดลองผลิตภัณฑ์ในสัตว์ สามารถตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาของวัตถุดิบได้ และเคารพสิทธิมนุษยชน

- ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี (Techno Wonder): ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีส่งผลอย่างมากต่อตลาดความงาม เช่น การเกิด Beauty tech หรือนวัตกรรมเพื่อความงามที่ก้าวหน้า ตัวอย่างเช่น ลอรีอัลได้พัฒนา Cell BioPrint ซึ่งเป็นอุปกรณ์ตรวจวิเคราะห์ผิวแบบเฉพาะบุคคลที่ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการชะลอวัยและการป้องกันปัญหาผิวในอนาคต

- สุขภาพกายและใจมาเป็นที่หนึ่ง (Conscientious Health): ผู้คนให้ความสำคัญกับสุขภาพกายและใจมากขึ้น ส่งผลให้ตลาดความงามตอบสนองด้วยผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ตอบโจทย์คำว่า “สมบูรณ์แบบ” เช่น คลินิกความงาม รวมถึงผลิตภัณฑ์หรือบริการที่สนับสนุนแนวคิดการมีชีวิตที่ยืนยาว เพื่อให้สามารถดูแลตนเองและความงามไปพร้อมกับการมีอายุที่เพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืน

- พลังแห่งความเชื่อมั่น (Power of Trust): ผู้บริโภคจะให้ความเชื่อถือในแบรนด์ที่มีประวัติความเป็นมายาวนาน หรือมีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางแนะนำ สิ่งนี้ส่งผลต่อตลาดความงาม เช่น ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองจากผู้เชี่ยวชาญ เช่น ผลิตภัณฑ์เวชสำอางที่แนะนำโดยแพทย์ผิวหนัง และแบรนด์ที่มีความเป็นมายาวนาน เช่น คีลส์ ซึ่งเคยเป็นร้านขายยาและสมุนไพรมาก่อน

จากเทรนด์ความงามโลกดังกล่าว ลอรีอัล กรุ๊ป จึงให้ความสำคัญกับนวัตกรรมและความเป็นผู้นำด้านวิทยาศาสตร์เพื่อความงาม โดยมุ่งเน้นผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพสูงควบคู่ไปกับ Beauty Tech เพื่อมอบผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์เฉพาะบุคคล รวมถึงประสบการณ์การใช้ผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดให้แก่ผู้บริโภค ขณะเดียวกัน ลอรีอัล กรุ๊ป ได้นำเทคโนโลยี AI เข้ามาปรับใช้เพื่อพัฒนาในด้านต่างๆ ตลอดกระบวนการทำงาน เช่น การเสริมสร้างศักยภาพการวิจัยผ่านความร่วมมือกับ IBM โดยนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์ (GenAI) มาช่วยในการค้นหาข้อมูลเชิงลึกใหม่ๆ เกี่ยวกับสูตรและส่วนผสมเครื่องสำอาง เป็นต้น

นายแพทริค กล่าวว่า ลอรีอัล กรุ๊ป ไม่เพียงมุ่งมั่นสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพสูงเท่านั้น แต่ยังทำงานเพื่อกำหนดอนาคตของความงาม และยกระดับประสบการณ์ความงามอย่างต่อเนื่อง ด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคอย่างเหนือระดับ ผ่านการวิเคราะห์เชิงลึก การคาดการณ์ที่แม่นยำ และกลยุทธ์การตลาดที่เฉียบคม พร้อมนำเสนอนวัตกรรม Beauty Tech ที่ล้ำสมัย และผสานพลัง AI เพื่อสร้างสรรค์ความงามเฉพาะบุคคลอย่างแท้จริง

Cosmoprof CBE ASEAN Bangkok 2025: เวทีสำคัญของอุตสาหกรรมความงามอาเซียน

เวทีเสวนา COSMOPROF CBE ASEAN “Building Iconic Beauty Brands: Strategy, Story, Success” ซึ่งจัดโดย Cosmoprof CBE ASEAN Bangkok หรือ CCA2025 ได้รวบรวมผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาด ผู้บริหาร และเจ้าของแบรนด์ มาร่วมแบ่งปันเคล็ดลับในการนำพาแบรนด์ไทยไปสู่ระดับสากล

นายสรรชาย นุ่มบุญนำ ผู้จัดการทั่วไป อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย เปิดเผยว่า ประเทศไทยมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่ออุตสาหกรรมความงามในภูมิภาคอาเซียน เนื่องจากเป็นประตูและศูนย์กลางของภูมิภาค ด้วยเหตุนี้ บริษัทจึงจัดงาน Cosmoprof CBE ASEAN Bangkok 2025 ขึ้นระหว่างวันที่ 25-27 มิถุนายน 2025 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ งานนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 4 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นเวทีสำหรับการนำเสนอและแลกเปลี่ยนนวัตกรรม สร้างความร่วมมือทางธุรกิจ และขยายเครือข่ายเพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมความงามในระดับภูมิภาค ในปีนี้มีการขยายพื้นที่จัดงานเป็น 25,000 ตารางเมตร เพื่อรองรับผู้ร่วมแสดงงานมากกว่า 2,000 แบรนด์ และคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานทั้งจากในประเทศและต่างประเทศมากกว่า 17,000 คน

นายสรรชาย กล่าวเพิ่มเติมว่า เนื่องจากประเทศไทยเป็นประตูสู่อาเซียนและเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค ภายในงานจึงรวบรวมเทรนด์ต่างๆ ด้านความงาม และเป็นงานเดียวที่รวมผู้ผลิตตั้งแต่กลุ่มผู้ผลิตวัตถุดิบไปจนถึงสินค้าสำเร็จรูป นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมงานยังสามารถสร้างเครือข่ายกับบุคคลในอุตสาหกรรมได้ โดยมีประเทศจีน เกาหลี ญี่ปุ่น และอิตาลี มาจัดแสดงในรูปแบบพาวิลเลียน และยังมีอีกกว่า 20 ประเทศเข้าร่วมงานด้วย

สำหรับจุดเด่นหลักของ Cosmoprof CBE ASEAN Bangkok 2025 ยังคงมุ่งเน้นไปที่เทรนด์ความงามที่สำคัญหลายด้าน เช่น อาหารเสริมความงาม ที่มีการเติบโตอย่างโดดเด่น เพิ่มขึ้นจาก 6% เป็น 9% ภายในระยะเวลาเพียงสองปี และความงามทางการแพทย์ จากผลการวิจัยของธนาคารกรุงศรี พบว่าอุตสาหกรรมอุปกรณ์การแพทย์ของไทย โดยเฉพาะในกลุ่มความงามทางการแพทย์ มีแนวโน้มเติบโตอย่างมากตั้งแต่ปี 2023 ถึง 2025 โดยคาดว่าทั้งตลาดภายในประเทศและต่างประเทศจะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีที่ 5.5-7.0% และ 6.5-7.5% ตามลำดับ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...