โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

ไม่ใช่แค่ไทยที่สังคมกีดกันคนเก่ง คนฉลาด ‘เกาหลีใต้’ ก็เจอวิกฤตสมองไหล

Reporter Journey

อัพเดต 21 ก.ค. 2568 เวลา 18.21 น. • เผยแพร่ 21 ก.ค. 2568 เวลา 11.21 น. • Reporter Journey

เกาหลีใต้ก็เจอวิกฤตสมองไหลหนัก สังคมผลักให้คนฉลาดต้องไม่อยู่ในประเทศ

"เกาหลีใต้" จากประเทศที่เคยติดอันดับยากจนที่สุดของโลกเมื่อ 60 ปีก่อน และยังต้องทนทุกข์ทรมานกับการถูกชาติมหาอำนาจเอเชียทั้งจีนและญี่ปุ่นรุกรานและปกครองมาตั้งแต่อดีต กลายเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 13 ของโลกด้วยขนาด GDP ถึง 1.79 ล้านล้านดอลลาร์ หรือกว่า 58 ล้านล้านบาท (ไทยอันดับที่ 29 มูลค่า GDP ที่ 546,224 ล้านดอลลาร์ หรือ 17.69 ล้านล้านบาท) และยังเป็นหนึ่งประเทศชั้นนำด้านนวัตกรรมไฮเทค วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสื่อบันเทิงที่ทั่วโลกให้การยอมรับ ซึ่งแน่นอนว่าผู้คนจำนวนไม่น้อยในประเทศกำลังพัฒนารวมทั้งคนไทยต่างมีความใฝ่ฝันว่าอยากไปค้าแรงงานที่เกาหลีใต้ เพราะมั่นใจว่ารายได้สูงกว่าประเทศบ้านเกิดของตัวเองอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นงายที่ไม่ต้องใช้ทักษะฝีมือ หรืองานที่ต้องการบุคคลกรคุณภาพสูง

สอดคล้องกับการที่หลายประเทศในเอเชียเพิ่มความพยายามในการดึงดูดผู้มีความสามารถระดับโลกให้เข้ามาทำงานในประเทศ โดยการลดข้อจำกัดด้านการจ้างงาน เสนอสิทธิพิเศษต่างๆ ในการขจัดอุปสรรคด้านวีซ่าและขยายโอกาสทุนการศึกษาสําหรับนักเรียนชาวต่างชาติ ผู้เชี่ยวชาญที่มีการศึกษาสูงให้ทำงานในประเทศนั้นๆ ต่อเพื่อผลักดันการแข่งขันให้สูงขึ้น ท่ามกลางการแย่งชิงตัวทรัพยากรมนุษย์คุณภาพสูงในหลายประเทศทั่วโลก

แต่ปัจจุบันเกาหลีใต้กําลังสูญเสียทรัพยากรบุคคลทั้งเก่งและฉลาดที่สุดให้กับสถาบันและบริษัทต่าง ๆ ในต่างประเทศเพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่การได้ค่าตอบแทนที่ดีกว่า แต่รวมไปถึงสภาพแวดล้อมในการทำงาน บรรยากาศที่เอื้อต่อการทำวิจัยที่สมบูรณ์ยิ่งกว่า สภาพสังคมที่ไม่เป็นพิษ และความก้าวหน้าในเส้นทางอาชีพของวิชาชีพที่มีโอกาสเติบโตได้มากกว่า

ความนิยมในการเลือกไปอยู่ที่อื่นดีกว่า เกิดขึ้นมากในกลุ่มผู้ที่เรียนจบจากมหาวิทยาลัยชั้นนําของเกาหลีใต้ รวมทั้งเหล่าบรรดาครูบาอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิ นักวัจัยระดับท็อบโดยเฉพาะจากแผนกวิจัยด้าน AI ของมหาวิทยาลัยแห่งชาติโซล (Seoul National University) ซึ่งถือว่าเป็นสถาบันตัวระดับหัวกะทิที่อยู่บนจุดสูงสุดของระบบการศึกษาในระดับอุดมศึกษาของประเทศมาอย่างยาวนาน แต่กลับมีรายงานว่าอาจารย์ชั้นแนวหน้าของสถาบัน 56 คนลาออกจากตําแหน่ง และเลือกเดินทางไปทำงานในต่างประเทศในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา

ตามข้อมูลของกระทรวงศึกษาธิการเกาหลีใต้ที่เปิดเผยโดย Seo Ji-young ศาสตราจารย์ด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ระบุว่า นักวิทยาศาสตร์และวิศวกรรวม 28 คน โดยแบ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์ 12 คน วิศวกร 12 คน และผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะและพลศึกษา 3 คน และนักวิทยาศาสตร์การแพทย์อีก 1 คน ลาออกจาสถาบันในประเทศเพื่อเดินทางไปยังทำงานให้กับสถาบันในสหรัฐอเมริกา ฮ่องกง สิงคโปร์ จีน และที่อื่น ๆ โดยมีแรงจูงใจจากเงินเดือนที่สูงกว่าที่โซลถึง 4 เท่า พร้อมกับงบประมาณการวิจัยและการสนับสนุนด้านที่อยู่อาศัย

การสูญเสียคนเก่ง คนฉลาด ผู้มีความสามารถอยู่ในอัตราเร่งขึ้นอย่างรวดเร็วและเปรียบเสมือนกับโดมิโนที่กระทบกันจนล้มต่อเนื่องจากอาจารย์ที่ออกจากโรงเรียนในระดับภูมิภาคเพื่อไปทำงานในกรุงโซล และจากที่โซล ก็ถีบตัวเองออกไปทำงานยังต่างประเทศ

เงินเดือนไม่เพิ่ม ระบบชนชั้นเข้มข้น ความกดดันสูง

ข้อมูลจากสถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสาธารณะที่สําคัญ 4 แห่งของเกาหลีในภูมิภาค ได้แก่ สถาบันชั้นสูงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเกาหลี (KAIST) สถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกวางจู (GIST) สถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแทกูคย็องบัก (DGIST) และ สถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติอุลซาน (UNIST) เผยให้เห็นสถานการ์ที่คล้ายคลึงกันระหว่างปี 2021 ถึงกลางปี 2025 ว่า คณาจารย์ 119 คนลาออกจากสถาบันเหล่านี้ หลายคนย้ายไปทำงานในโซล แต่โดยส่วนมาแล้วเลือกที่ได้จะย้ายไปต่างประเทศทั้งหมดแทน

สาเหตุหลักของการไหลออกของบุคลากรที่มีความสามารถออกจากระบบ เนื่องจากมหาวิทยาลัยของเกาหลีใต้ประสบปัญหาค่าเล่าเรียนที่ค้างชําระ เงินเดือนคณาจารย์ที่ไม่เพิ่มขึ้น และระบบการจ่ายเงินตามอายุงานและระดับความอาวุโสที่เข้มงวด

ในขณะที่มหาวิทยาลัยของรัฐและเอกชนพยายามดิ้นรนเพื่อรักษาค่าตอบแทนที่แข่งขันได้ มหาวิทยาลัยชั้นนําระดับโลกกําลังดึงตัวผู้มีความสามารถชาวเกาหลีให้ไปทำงานด้วยอย่างจริงจัง เช่น ศาสตราจารย์ที่ทําเงินได้ประมาณ 100 ล้านวอน หรือราว 2.36 ล้านบาท ในกรุงโซลอาจได้รับข้อเสนอมากกว่า 330,000 ดอลลาร์ หรือสูงถึง 10 ล้านบาทในต่างประเทศ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ที่ค้นคว้าวิจัยด้าน AI ที่ต้องการไม่เปิดเผยชื่อบอกกับสื่อของเกาหลีใต้อย่าง The Korea Herald ว่าด้วยช่องว่างเงินเดือนมากกว่า 4 เท่า เมื่อพิจารณาถึงประโยชน์ของการทําวิจัยด้วยทรัพยากรมากมายและได้รับการสนับสนุนด้านที่อยู่อาศัย ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะปฏิเสธข้อเสนอที่ดีกว่า

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าช่องว่างค่าตอบแทนที่กว้างขึ้นระหว่างมหาวิทยาลัยในประเทศและต่างประเทศส่วนใหญ่เกิดจากรายได้และงบประมาณที่ถดถอยลงในกลุ่มสถาบันระดับอุดมศึกษาของเกาหลีใต้

ในช่วง 17 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลได้ระงับเงินสนับสนุนด้านการศึกษาทั้งทุนการศึกษาระดับชาติบางประเภทจากมหาวิทยาลัยที่พยายามเพิ่มทุนการศึกษา อีกทั้งการไม่สามารถปรับอัตราค่าเล่าเรียนที่สอดคล้องกับอัตราเงินเฟ้อได้ ทําให้มหาวิทยาลัยอยู่ภายใต้ความตึงเครียดทางการเงิน

จากข้อมูลของกระทรวงศึกษาธิการพบว่า เงินเดือนเฉลี่ยของอาจารย์มหาวิทยาลัยเอกชนเพิ่มขึ้นเพียง 0.8% ในช่วง 5 ปี จาก 100.6 ล้านวอน หรือราว 2.3 ล้านบาทในปี 2019 เป็น 101.4 ล้านวอนในปี 2024 ตัวเลขเหล่านี้ขึ้นอยู่กับตําแหน่งศาสตราจารย์และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ซึ่งรายได้ก็จะลดหลั่นลงมาตามคุณวุฒิ

ยิ่งในระดับมหาวิทยาลัยภูมิภาค ยิ่งเผชิญกับสภาวะสมองไหลที่เลวร้ายยิ่งกว่า ซึ่งรายงานที่ส่งไปยังรัฐสภาโดยตัวแทน Seo Ji-young แสดงให้เห็นว่าไม่รวมมหาวิทยาลัยแห่งชาติโซล มหาวิทยาลัยแห่งชาติที่สําคัญ 9 แห่งทั่วประเทศสูญเสียอาจารย์ทั้งหมดแล้ว 323 คนระหว่างปี 2021 ถึงพฤษภาคม 2025

ผู้เชี่ยวชาญด้าน AI ของเกาหลีลาออกไปต่างประเทศเพียบ

ขณะเดียวกัน กลุ่มผู้มีความสามารถด้าน AI ของเกาหลีใต้ก็กําลังหายากมากขึ้นเช่นกัน ตามโครงการเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนของหอการค้าและอุตสาหกรรมเกาหลีระบุว่า ประเทศนี้อยู่ในอันดับที่ 35 จาก 38 กลุ่มประเทศ OECD ในการรักษาผู้มีความสามารถด้าน AI ในปี 2024 โดยเปรียบเทียบว่าในประชากร 10,000 คน จะมีผู้เชี่ยวชาญด้าน AI ที่ 0.36 คนลาออกจากงานในเกาหลีใต้ โดยเลือกที่จะไปทำงานที่ลักเซมเบิร์กและเยอรมนี ซึ่งเป็นผู้นําเข้าสุทธิของบุคลากรที่มีความสามารถดังกล่าวจากทั่วโลก

ผู้นําอุตสาหกรรมและนักวิชาการชี้ให้เห็นถึงการขาดโอกาสในการพัฒนาอาชีพ โครงสร้างพื้นฐานด้านคอมพิวเตอร์ที่ไม่เพียงพอ และการพึ่งพาการประเมินประสิทธิภาพเฉพาะหน้ามากเกินไปกำลังทำลายขีดความสามารถในการแข่งขันด้าน AI ของเกาหลีใต้

การสํารวจระบุว่าเงินเดือนยังคงเป็นเหตุผลอันดับต้น ๆ ในการเลือกงาน โดย 85% ของนักวิจัย AI ระบุว่าเป็นความกังวลหลักของพวกเขา และในขณะที่ผู้เรียนจบปริญญาเอกของสหรัฐฯ ในสาขา AI สามารถคาดหวังเงินเดือนเริ่มต้นได้มากกว่า 114,000 ดอลลาร์ หรือราว 3.6 ล้านบาท และอาจเพิ่มขึ้นไปมากกว่า 139,000 ดอลลาร์ หรือราว 4.5 ล้านบาท สําหรับวิชาเอกสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ ขณะที่เงินเดือนเฉลี่ยของนักวิจัยระดับปริญญาเอกชาวเกาหลีในภาคเอกชนอยู่เพียงแค่ 41 ล้านวอน หรือ 971,400 เพียงเท่านั้น ซึ่งยังไม่ถึง 1 ใน 4 ของรายได้ในสาขาอาชีพเดียวกันในต่างประเทศ

เป็นคนเก่ง คนฉลาด อย่าดักดานอยู่ในเกาหลีใต้

นักวิจัย AI กลุ่มที่ใหญ่ที่สุดของเกาหลีใต้บอกกับ The Korea Herald ว่าเนื่องจากมีกลุ่มผู้มีความสามารถสูงในห้องปฏิบัติการที่สถาบันต่าง ๆ ในต่างประเทศ มักเป็นผู้สําเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนานาชาติ ฉะนั้นรับประกันทักษะภาษาอังกฤษและความเชี่ยวชาญ ผู้คนจึงชอบไปศึกษาต่อต่างประเทศเมื่อมีโอกาส

ภาวะสมองไหลเป็นสิ่งที่รัฐบาลเกาหลีใต้ตระหนักถึงความเลวร้ายที่ประเทศกําลังเผชิญ โดยประธานาธิบดี “อี แจ มย็อง” สั่งให้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ “คิม มินซอก” ระหว่างการประชุมเพื่อหามาตรการรักษาผู้มีความสามารถชั้นนําในสาขาต่างๆ เช่น AI และเทคโนโลยีชีวภาพให้ยังคงอยากทำงานในประเทศ ตอบสนองต่อการสมองไหลออกของผู้มีความสามารถอย่างรวดเร็ว

ผู้เชี่ยวชาญเรียกร้องให้รัฐบาลเปลี่ยนกลยุทธ์ระดับชาติจากการป้องกันสภาวะสมองไหลไปสู่การส่งเสริมการสร้างระบบนิเวศไม่เพียงพอให้เหมาะสม ซึ่งไม่เพียงแค่รักษาผู้มีความสามารถในประเทศไว้เท่านั้น แต่ยังดึงดูดผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติและสนับสนุนให้ชาวเกาหลีที่ไปทำงานในองค์กรต่างประเทศให้กลับมาด้วย

คําแนะนํานี้รวมถึงการให้ค่าตอบแทนที่เหมาะสม การเสนอโครงสร้างพื้นฐานการวิจัยที่แข่งขันได้ทั่วโลก และการขยายโครงการวิจัยร่วมกันระหว่างประเทศ

"ท้ายที่สุดแล้ว คําถามไม่ใช่ว่าเกาหลีใต้สามารถผลิตผู้มีความสามารถได้หรือไม่ แต่ประเทศสามารถพัฒนาระบบได้เร็วพอที่จะป้องกันไม่ให้ผู้มีความสามารถนั้นแสวงหาโอกาสที่ดีกว่าได้หรือไม่ต่างหาก และถ้าหากไม่มีค่าตอบแทนที่เหมาะสมและโอกาสในการเติบโตในฐานะผู้เชี่ยวชาญ คนฉลาดๆ คนเก่ง คนมากความสามารถที่จะเป็นคลังสมองในการขับเคลื่อนประเทศให้ศักยภาพสูงขึ้นไปอีกก็จะไหลออกจากประเทศไม่หยุดนั่นเอง"

ที่มา The Korea Herald

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...