โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

SKIN แย้มพื้นฐานแน่น งัด 3 กลยุทธ์เสริมแกร่งธุรกิจ ปักธงปี 70 รายได้เติบโต 2 เท่า คาดเข้าเทรด mai ภายใน Q2/68

Wealthy Thai

อัพเดต 16 ต.ค. 2568 เวลา 06.15 น. • เผยแพร่ 15 พ.ค. 2568 เวลา 09.11 น.

“สกิน ลาบอราทอรี่” หรือ SKIN แย้มพื้นฐานแน่น พร้อมงัด 3 กลยุทธ์เสริมแกร่งธุรกิจ ปักธงรายได้โต 2 เท่า ภายในปี 2570 คาดเข้าเทรด mai ภายในไตรมาส 2/68 หลังก.ล.ต.อนุมัติไฟลิ่ง หวังระดมทุนขยายการรับรู้แบรนด์-ออกผลิตภัณฑ์ใหม่ สร้างโอกาสการเติบโต
นายชาญวิทย์ เขียวนาวาวงศ์ษา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สกิน ลาบอราทอรี่ จํากัด (มหาชน) หรือ SKIN ผู้พัฒนาและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ด้านความงามแบรนด์ไทยที่เข้าใจผู้บริโภคยุคใหม่ เปิดเผยว่า จุดเริ่มต้นในการดำเนินธุรกิจของ SKIN เริ่มจากการอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง โดยในระยะเริ่มแรก ยังไม่ได้มองภาพขนาดใหญ่ โดยเริ่มจากการทำธุรกิจที่ตอบโจทย์ความสนใจของตัวเอง และสามารถสร้างรายได้เลี้ยงดูตัวเองและครอบครัวได้
“ในการเลือกทำธุรกิจนี้ เกิดจากที่คุณณัฐพรในฐานะผู้ร่วมก่อตั้งมีความสนใจในด้านของสกินแคร์ ประกอบกับโดยส่วนตัวมีประสบการณ์ในการทำสกินแคร์มาก่อน อีกทั้งในยุคนั้นเป็นยุคที่ดิจิทัล มาร์เก็ตติ้งเริ่มเข้ามาในเมืองไทย เลยมองเห็นโอกาสทางการตลาดในธุรกิจสกินแคร์ เนื่องจากในสมัยนั้นยังมีสินค้าจากแบรนด์เพียงไม่กี่รายเท่านั้น ด้วยเหตุผลด้านการลงทุนในแง่การสื่อสารทางการตลาดที่จำเป็นต้องใช้งบประมาณค่อนข้างสูง แต่พอมีดิจิทัลเข้ามา จึงช่วยให้แบรนด์ที่ไม่ได้มีเงินทุนจำนวนมากสามารถสร้างการรับรู้ต่อสินค้าที่ดีได้ในมุมกว้างมากขึ้น รวมถึงผลิตภัณฑ์ของเรา ที่ในขณะนั้นเริ่มทำธุรกิจด้วยเงินลงทุนเพียง 3 ล้านบาท”
ทั้งนี้ ปัจจุบันตลาดผลิตภัณฑ์ด้านความงามในประเทศไทย ยังสามารถเติบโตได้ในเกณฑ์ดีจากข้อมูลของ Euromonitor ประเทศไทยมีมูลค่าตลาดรวมประมาณ 150,000 ล้านบาท แบ่งออกเป็นสองส่วน คือ สกินแคร์ 120,000 ล้านบาท และเครื่องสำอาง 30,000 ล้านบาท เติบโตขึ้นราว 12% ทั้งในส่วนของสกินแคร์และเครื่องสำอาง เนื่องจากผู้บริโภคให้ความนิยมผลิตภัณฑ์แบรนด์ไทย กลุ่มที่มีคุณภาพเทียบเท่าแบรนด์ต่างประเทศมากขึ้น
ขณะเดียวกันพฤติกรรมของผู้บริโภคยังมีการเปลี่ยนแปลง โดยเน้นการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติหลากหลาย มีความคุ้มค่าด้านราคา เข้าถึงง่าย อีกทั้งการให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพ ผิวพรรณ ของกลุ่มผู้บริโภค เริ่มต้นในช่วงอายุที่เด็กลง
จากปัจจัยดังกล่าว SKIN มุ่งพัฒนาและจำหน่ายผลิตภัณฑ์สกินแคร์และเครื่องสำอางภายใต้ 2 แบรนด์หลัก คือ SKINSISTA ซึ่งเจาะกลุ่มผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพผิว โดยมีเป้าหมายหลัก คือ กลุ่มผู้บริโภคอายุตั้งแต่ 18-30 ปี ที่มีปัญหาสิว หรือริ้วรอย ผ่านช่องทางจัดจำหน่ายที่หลากหลายทั้ง Offline อาทิ Watsons, CJ MORE NINE BEAUTY, 7-11, Beautrium และ Konvy และ Online อาทิ Shopee, Lazada และ Tiktok shop นอกจากนี้ทางบริษัทยังเตรียมเปิดตัวแบรนด์ใหม่ภายใต้ชื่อ Dermie ซึ่งเจาะกลุ่มผู้บริโภคที่มีปัญหาผิวแพ้ง่ายโดยเฉพาะ
โดยมี 5 กลุ่มผลิตภัณฑ์หลัก ได้แก่ เซรั่ม, ครีมกันแดด, ครีมบำรุงผิวหน้า, ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้า และผลิตภัณฑ์อื่นๆ ซึ่งบริษัทมีแผนจะขยายช่องทางการจัดจำหน่ายเพิ่มเติมอีกไม่ต่ำกว่า 50 จุดภายในปีนี้ เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์แก่กลุ่มลูกค้า โดยตั้งเป้ารายได้เติบโต 2 เท่าในอีก 3 ปี ข้างหน้า (68-70) ผ่านการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ จำนวน 7 SKU ในหลากหลายกลุ่มผลิตภัณฑ์
ทั้งนี้ บริษัทมีแผนผลักดันเป้าหมายการเติบโต ผ่าน 3 กลยุทธ์หลัก ประกอบด้วย
1. เข้าใจลูกค้าให้ลึกกว่าคู่แข่ง ด้วยการใช้ข้อมูลจริงจากลูกค้า อาทิ รีวิว และกระแสตอบรับจากช่องทางโซเชียลมีเดีย เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช่แค่ตอบโจทย์เรื่องผิว แต่เข้าใจสภาพจิตใจและอารมณ์ของคนที่มีปัญหาเรื่องสิว
2. พัฒนาสินค้าที่ได้ผลจริง ไม่พูดเกินจริง ผ่านผลิตภัณฑ์ทุกสูตรที่ถูกพัฒนา โดยยึดจากผลลัพธ์ที่จับต้องได้ สรรพคุณไม่เกินจริง และต้องผ่านการทดสอบกับผู้ใช้จริงก่อนวางจำหน่าย
3. สร้างความผูกพันมากกว่าความจำเป็น แบรนด์ Skinsista วางตัวเป็น ‘Sis สาย Support’ ที่ไม่ได้ขายแค่ผลิตภัณฑ์ แต่พร้อมอยู่เคียงข้างผู้ใช้ในวันที่รู้สึกไม่มั่นใจกับผิวหน้าของตัวเอง
นอกจากนี้ SKIN ยังให้ความสำคัญกับการสร้างแบรนด์อย่างยั่งยืน ผ่านกลยุทธ์ Beauty Content Marketing และการทำงานร่วมกับ KOL / Influencer ที่ตรงกลุ่มเป้าหมาย คือ ผู้ที่มีปัญหาผิวทั้งในเรื่องสิว ริ้วรอย หรือผู้ที่ต้องการเครื่องสำอางที่มาพร้อมสรรพคุณด้านการดูแลผิว โดยวางงบการตลาดในปี 2568 คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 20% ของรายได้ เพื่อตอบสนองกลยุทธ์การดำเนินงาน
“SKIN มุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่อย่างรอบด้าน ไม่เพียงแต่เน้นคุณภาพของสินค้า แต่ยังให้ความสำคัญกับการสื่อสารแบรนด์อย่างสร้างสรรค์ ภายใต้แนวคิด ‘แบรนด์ที่เข้าใจคนเป็นสิวได้ดีที่สุด’ เพื่อสร้างการจดจำและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างแท้จริง เราเชื่อว่าศักยภาพของแบรนด์ไทยสามารถแข่งขันในระดับสากลได้ หากได้รับการสนับสนุนที่ดีจากผู้บริโภคในประเทศ และด้วยการเตรียมความพร้อมทั้งด้านคุณภาพสินค้า มาตรฐานการผลิต และกลยุทธ์การตลาดที่แข็งแกร่ง เราเชื่อว่าจะสามารถขยายตลาดในประเทศและระดับสากลในอนาคตได้อย่างแน่นอน” นายชาญวิทย์ กล่าว
ด้าน ESG บริษัทฯ อยากเป็นส่วนที่ช่วยขับเคลื่อนสิ่งแวดล้อม โดยปัจจุบันในส่วนที่มีการดำเนินการไปแล้ว คือการลดใช้พลาสติกสำหรับบรรจุภัณฑ์เกือบ 100% ตั้งแต่ช่วงกลางปีที่ผ่านมา
“ส่วนความคืบหน้าในการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ขณะนี้บริษัทฯ ได้รับอนุมัติแบบคำขอเสนอขายหลักทรัพย์จากจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่วันที่ 13 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยคาดว่าจะเข้าซื้อขายหลักทรัพย์ได้ภายในไตรมาส 2/68 สำหรับเงินระดมทุนที่ได้จะนำไปใช้ในการขยายการรับรู้ของแบรนด์ และขยายผลิตภัณฑ์ใหม่เพิ่มเติม”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...