โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ดันการค้า “เชียงของ” บูมรับเศรษฐกิจข้ามพรมแดนไทย-ลาว-จีน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 16 พ.ย. 2566 เวลา 04.32 น. • เผยแพร่ 16 พ.ย. 2566 เวลา 04.32 น.

เชียงราย หนึ่งในจังหวัดเมืองหน้าด่านที่มีพรมแดนติดกับประเทศเมียนมา และ สปป.ลาว โดยปี 2565 มียอดการค้าจาก 3 ด่านหลัก ได้แก่ เชียงของ ด่านเชียงแสน และด่านแม่สาย เฉียด 1 แสนล้านบาท แต่ที่ผ่านมาอำเภอต่าง ๆ กลับได้รับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจน้อยมาก เมื่อเปรียบเทียบกับมูลค่าการค้า การขนส่งที่ขยายตัว

โดยเฉพาะอำเภอเชียงของ ที่ผ่านมาเป็นเพียง “เมืองทางผ่าน” เพราะไม่สามารถสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางการค้าได้

จี้ไทยพัฒนาให้ทันจีน-ลาว

หลังจากรัฐบาลประกาศให้อำเภอเชียงของ เป็นหนึ่งใน “เขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน” รวมถึงการก่อสร้าง “ศูนย์เปลี่ยนถ่ายรูปแบบการขนส่งเขียงของ” ตำบลเวียง อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย เนื้อที่กว่า 335 ไร่ วงเงิน 2,864 ล้านบาท

เพื่อรองรับการนำเข้าและส่งออกสินค้าระหว่างจีนตะวันตกกับภูมิภาคต่าง ๆ คาดการณ์ว่าภายในปี 2584 จะมีปริมาณสินค้าเข้า-ออกภายในโครงการแห่งนี้ไม่น้อยกว่า 7,374,700 ตันต่อวัน สามารถลดต้นทุนการขนส่งสินค้าและโลจิสติกส์ เพิ่มการสร้างงานและกระจายรายได้ ยกระดับคุณภาพการขนส่งเชิงบูรณาการให้มีประสิทธิภาพ

ล่าสุดในพื้นที่ได้ประชุมร่วมระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อผลักดันโครงการดังกล่าว อ.ดร.ดนัยธัญ พงษ์พัชราธรเทพ หัวหน้าโครงการวิจัยการสร้างห่วงโซ่คุณค่าข้ามแดน “เขตเศรษฐกิจพิเศษเชียงของ” กลุ่มธุรกิจ new S-curve หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า

จากการระดมความคิดเห็นในพื้นที่อำเภอเชียงของ ภายใต้การประชุมการผลักดันศูนย์เปลี่ยนถ่ายรูปแบบขนส่งเชียงของสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์อนุภูมิภาครองรับการค้าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดน (CBEC) เชื่อมโยงกับแนวระเบียงเศรษฐกิจภาคเหนือ (NEC) สู่การเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษข้ามพรมแดนไทย-ลาว-จีน มีข้อสรุปที่สำคัญได้แก่

1.ภาครัฐและเอกชนในพื้นที่เห็นพ้องที่จะส่งเสริมเชียงของให้เกิดกิจกรรมในการเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษข้ามพรมแดนไทย-ลาว-จีน โดยเฉพาะสินค้าทางการเกษตร สินค้าผลไม้ อาหารสดแช่แข็ง เป็นต้น

โดยใช้กลไกของศูนย์เปลี่ยนถ่ายรูปแบบขนส่งเชียงของเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์อนุภูมิภาคที่ลงทุนกว่า 3,000 ล้านบาท ให้เกิดกลไกการรองรับการค้าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดน (CBEC) สอดคล้องกับแนวระเบียงเศรษฐกิจภาคเหนือ (NEC) ในการมีศักยภาพในการเชื่อมต่อตลาดจีนที่อยู่ห่างเพียง 200 กิโลเมตร

โดยที่ผ่านมา สปป.ลาว เร่งลงทุนโครงการต่าง ๆ เช่น โครงการเขตเศรษฐกิจบ่อเต็น, โครงการทางด่วนมอเตอร์เวย์บ่อหาน-เชียงของ, โครงการนิคมอุตสาหกรรมอมตะ ซิตี้ที่บ่อเต็น ขณะที่ฝั่งไทยเร่งรัดโครงการรถไฟทางคู่เด่นชัย-เชียงของ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้

2.การยกระดับศูนย์เปลี่ยนถ่าย สู่การเป็น “เขตปลอดภาษีครบวงจร (free zone) ข้ามพรมแดน” ที่จะต้องผลักดันการแก้ไขกฎระเบียบ เพื่อจะเอื้อต่อการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการค้าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดน ประกอบด้วย

1) กิจกรรมสร้างมูลค่าเพิ่ม เช่น การ repack 2) คลังสินค้าทัณฑ์บน 3) ระบบศุลกากรสำหรับพัสดุภัณฑ์เร่งด่วน รวมถึงการส่งสินค้าแบบรวมตู้ด้วย 4) ระบบการคืนสินค้า/ซ่อมสินค้า/คืนเงิน 5) สถาบันการเงินที่รองรับการชำระเงินข้ามแดน 6) สร้างระบบตัวแทนผู้ให้บริการแพลตฟอร์มและโลจิสติกส์ด่วน 7) ศูนย์แสดงสินค้าและจำหน่ายสินค้ารองรับระบบ O2O (online to offline) รวมถึงเป็นศูนย์บริการครบวงจรให้กับประชาชนในพื้นที่ให้เกิดเศรษฐกิจท้องถิ่นด้วย

ตาราง ลงทุนเขตไทย-ลาว

3.การสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของท้องถิ่นพื้นที่และเมืองห้วยทราย เพื่อให้เกิดการได้ประโยชน์จากการลงทุน การค้าที่เกิดขึ้น เกิดธุรกิจใหม่ในพื้นที่ รวมถึงกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวที่จะเกิดรายได้หมุนเวียนในพื้นที่ด้วย

4.การผลักดันเร่งรัดโครงสร้างพื้นฐานบนถนน R3A เชื่อมต่อจีน-ลาว-ไทย ผ่านรัฐบาล รวมถึง “โครงการล้านช้างแม่โขง” ภายใต้นโยบาย Belt and Road Initiative (BRI) ของจีน เพื่อให้เกิดความสะดวกทางการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวระหว่างกันในอนาคต โดยเฉพาะการต่อท่อผ่านรถไฟความเร็วสูงจีน-ลาว และการเร่งรัดการก่อสร้างทางด่วน เป็นต้น

อ.ดร.ดนัยธัญกล่าวต่อว่า ปัจจุบันเขตห้วยทราย หลวงน้ำทา นาเตย และบ่อเต็นมีความคึกคักในการลงทุนสูงมาก และถือว่าเขตบ่อหานของจีนเป็นอำเภอหนึ่งของคุนหมิงแล้ว ดังนั้น การอำนวยความสะดวกต่าง ๆ จะสะดวกและเปิดโอกาสให้สินค้าไทย

โดยเฉพาะเขตเศรษฐกิจพิเศษบ่อเต็น สปป.ลาว ที่จีนรับสัมปทาน ได้เร่งให้มีความพร้อมทั้งสวนอุตสาหกรรม ไม่รวมถึงการลงทุนของกลุ่มไห่เฉิงกรุ๊ปในฝั่งห้วยทรายที่ลงทุนเป็นศูนย์ธุรกิจกว่า 4,000 ล้านบาท การลงทุนของกลุ่มอมตะซิตี้ของไทย และการเตรียมสร้างมอเตอร์เวย์จากชายแดนลาวมาถึงเชียงของในระยะเวลาที่สั้นลงเหลือเพียง 3 ชั่วโมงที่จะเกิดขึ้นในอีก 3 ปี

ดึงท้องถิ่นมีส่วนร่วม

นายพุฒิพงศ์ ศิริมาตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย เป็นพื้นที่ที่มีความได้เปรียบเชิงภูมิศาสตร์ เพราะเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงระหว่าง จีน-อาเชียน ผ่านเส้นทาง R3A แต่ที่ผ่านมาการมีส่วนร่วมของชุมชน รวมถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียค่อนข้างน้อย การสร้างกระบวนการพัฒนาในพื้นที่มีความจำเป็นที่จะสร้างให้ประชาชน ชุมชนในพื้นที่มีการตื่นตัวมีส่วนร่วม เพราะในอนาคตจะมีทั้งศูนย์ซ่อมอากาศยาน (MRO) ในพื้นที่ใกล้อำเภอเชียงของ โครงการสนามบินใหม่ และระบบรางที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

ดังนั้น จังหวัดเชียงรายจึงให้ความสำคัญการสร้างกิจกรรมมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้กับพื้นที่อำเภอเชียงของ และผลกระทบต่อสังคมในพื้นที่อย่างมาก

นายชูศักดิ์ ชื่นประโยชน์ รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า พื้นที่เชียงของต้องปรับเป็น ศูนย์ของการค้าข้ามพรมแดนหรือ CBEC เพื่อส่งออกสินค้าไปยังจีนเพิ่มขึ้น และควรมีการคัดสรรสินค้าที่มีศักยภาพในพื้นที่ให้เกิดขึ้นทั้งสินค้าเกษตร สินค้าเชิงสร้างสรรค์ที่ต้องมีมูลค่าเพิ่ม แล้วต่อเชื่อมกับระเบียงเศรษฐกิจภาคเหนือ รวมถึงจังหวัดพะเยา และอยากให้เกิดกระบวนการรวมสินค้าเป็นตู้เพื่อส่งต่อให้ไปเขตเศรษฐกิจบ่อเต็น บ่อหาน หรือกระจายลงไปสู่อาเซียนในอนาคต รวมถึงเสนอให้เชื่อมโยงกับคลังสินค้าที่เขตเศรษฐกิจพิเศษบ่อหานของจีน

โดยทางหอการค้าจะได้นำเสนอคือการสนับสนุนให้มีการซ่อมถนน R3A เพื่อให้เกิดความสะดวกทางโลจิสติกส์ ระยะทาง 40-50 กิโลเมตรจากหลวงน้ำทา-นาเตย เนื่องจากการค้ารอไม่ได้และจะลดอุปสรรคและเวลาในการขนส่งสินค้าด้วย

ด้าน นายนิวัติ ร้อยแก้ว ประธานกลุ่มรักษ์เชียงของ กล่าวว่า เห็นด้วยกับโครงการที่จะเกิดขึ้นในทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ แต่กระบวนการยังเป็นปัญหาและอุปสรรค สำคัญที่สุดคือกระบวนการความร่วมมือ สร้างช่องทางให้คนท้องถิ่นหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีส่วนร่วม เช่น การสร้างศักยภาพของโครงสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงยังไม่เต็มที่ทั้งด้านสินค้าและการท่องเที่ยว

โดยเฉพาะปัญหาที่ยังไม่ได้แก้ไข การย้ายด่านถาวรไปที่สะพานแห่งใหม่ ทำให้พื้นที่เมืองเชียงของ โดยเฉพาะท่าเรือบั๊กที่เป็นส่วนขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่นซบเซาลง อยากให้การค้าข้ามแดนมองเป็นสินค้า SMEs ของชุมชนด้วย รวมถึงเร่งการพัฒนาศักยภาพด้านการท่องเที่ยวเพิ่มสูงขึ้น สร้างเป็นแหล่งท่องเที่ยวขนาดใหญ่ ซึ่งจะสามารถสร้างศูนย์ธุรกิจใหม่ของเมือง เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวด้วย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...