โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

KBank ครองตำแหน่ง DJSI ต่อเนื่อง 8 ปีซ้อน แบงก์แรกของไทย อัดฉีดเม็ดเงินเพื่อความยั่งยืนไปแล้วราว 53,000 ล้านบาท

Positioningmag

อัพเดต 09 ธ.ค. 2566 เวลา 07.29 น. • เผยแพร่ 09 ธ.ค. 2566 เวลา 07.20 น.

ธนาคารกสิกรไทยครองตำแหน่งในดัชนีความยั่งยืนดาวน์โจนส์ ประจำปี 2566 หรือ Dow Jones Sustainability Indices (DJSI) 2023 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 เป็นธนาคารแรกของไทย ทั้งในระดับโลก (World) และกลุ่มตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) โดยระหว่างปี 2565-2566 ธนาคารอัดฉีดเม็ดเงินเพื่อความยั่งยืนไปแล้วราว 53,000 ล้านบาท พร้อมเดินหน้าเชื่อมต่อภาคส่วนสำคัญในระบบนิเวศ เพื่อตอบโจทย์ความยั่งยืนในระยะยาวแก่ระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ
นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ธนาคารกสิกรไทยให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนธุรกิจบนหลักการด้าน ESG โดยกำหนดกลยุทธ์การทำงานที่เป็นระบบ เน้นการวัดผล และพัฒนาการดำเนินงานตามหลักการและมาตรฐานสากล และมุ่งหมายที่จะเป็นธนาคารชั้นนำด้าน ESG ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Becoming an ESG leader among banks in Southeast Asia) นำพาลูกค้าและธุรกิจไทยเดินหน้าสู่ระบบเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างยั่งยืนไปด้วยกัน เกิดเป็นผลการดำเนินงานบนหลัก ESG ที่เป็นรูปธรรมอย่างต่อเนื่อง และล่าสุดในปีนี้ธนาคารกสิกรไทยได้รับการคัดเลือกเป็นสมาชิกดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ประจำปี 2566 หรือ Dow Jones Sustainability Indices (DJSI) 2023 ทั้งในกลุ่มดัชนีระดับโลก DJSI World และกลุ่มดัชนีตลาดเกิดใหม่ DJSI Emerging Markets เป็นปีที่ 8 ติดต่อกัน (ปี 2559-2566) เป็นธนาคารแห่งแรกของไทย
สำหรับ DJSI 2023 ซึ่งเป็นการประเมินการจัดการที่ยั่งยืนขององค์กรในมิติสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลและเศรษฐกิจนั้นในปีนี้ ธนาคารกสิกรไทยเป็น 1 ใน 27 ธนาคารที่ได้รับการคัดเลือกเป็นสมาชิกดัชนีด้านความยั่งยืนระดับโลก (DJSI World) และเป็น 1 ใน 16 ธนาคารที่ได้รับการคัดเลือกเป็นสมาชิกดัชนีด้านความยั่งยืนกลุ่มตลาดเกิดใหม่ (DJSI Emerging Markets) โดยธนาคารมีผลการดำเนินงานบนหลัก ESG ที่สำคัญ ดังนี้
ด้านสิ่งแวดล้อม ธนาคารได้ประกาศ Net Zero Commitmentในปี 2564 และเดินหน้าทำงานด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง เพื่อบรรลุเป้าหมายการเป็นธนาคารที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิจากการดำเนินงานของธนาคาร (Scope 1 และ 2) เป็นศูนย์ภายในปี 2573 (ค.ศ. 2030) ซึ่งสามารถทำได้อย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2566 ได้มีการเปลี่ยนรถยนต์ของธนาคารจากรถยนต์สันดาปเป็นรถยนต์ไฟฟ้าจำนวน 175 คัน และจะทยอยเปลี่ยนจนครบทั้งหมดก่อนปี 2573 การใช้น้ำมันที่มีส่วนผสมของน้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพ และติดตั้งแผงโซลาร์ในพื้นที่ของธนาคารที่อาคารสำนักงานหลักและสาขา โดยตั้งเป้าจะทยอยติดตั้งโซลาร์เซลล์ได้ครบทุกสาขาที่เป็นพื้นที่ของธนาคารรวม 278 แห่ง ภายใน 2 ปีข้างหน้า การปรับเปลี่ยนไปใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในทุกมิติ ปรับกระบวนการทำงานและการให้บริการของธนาคารไปสู่ดิจิทัลเพิ่มมากขึ้น และได้ให้ความสำคัญกับการจัดการขยะในอาคารสำนักงานหลักไปสู่หลุมฝังกลบเป็นศูนย์ สำหรับ 4 อาคาร ภายในปี 2566 นี้
สำหรับเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในพอร์ตโฟลิโอ (Scope 3) จะสอดคล้องตามเป้าหมายของประเทศไทย ทั้งนี้ ธนาคารได้จัดทำแผนกลยุทธ์การลดก๊าซเรือนกระจกรายอุตสาหกรรม (Sector Decarbonization Strategy) แล้วจำนวน 4 กลุ่มอุตสาหกรรม ได้แก่ กลุ่มโรงไฟฟ้า กลุ่มน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ กลุ่มถ่านหิน และกลุ่มซีเมนต์ และเข้าไปทำงานอย่างใกล้ชิดกับธุรกิจในอุตสาหกรรมหลักเหล่านี้เพิ่มขึ้น เพื่อช่วยวางแผนงานด้วยเครื่องมือและโซลูชันแบบเจาะลึกรายธุรกิจ ควบคู่กับการจัดสัมมนาให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการและสตาร์ทอัพ เพื่อส่งเสริมให้ธุรกิจปรับตัวสอดรับกับมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน รวมทั้งคว้าโอกาสที่เกิดขึ้น
อีกทั้ง ธนาคารได้พัฒนา Beyond Financial Solutions ที่เป็นมากกว่าบริการทางการเงินเพื่อช่วยให้ลูกค้าเข้าถึงไลฟ์สไตล์กรีนได้ง่ายยิ่งขึ้น ผ่านความร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ สร้าง Green Ecosystem เกิดเป็นโซลูชันเพื่อส่งเสริมเรื่องการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในภาคที่อยู่อาศัย ผ่านโครงการ “Solar Plus” การร่วมพัฒนาแอปพลิเคชัน “ปันไฟ” รวมทั้งการส่งเสริม EV Bike Ecosystem ด้วยโครงการ “WATT’s Up” ซึ่งเป็น e-Marketplace Platform ให้เช่าจักรยานยนต์ไฟฟ้าแบบครบวงจร พร้อมจุดบริการสลับแบตเตอรีในแหล่งชุมชนทั่วกรุงเทพฯ เพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดในวงกว้าง
นอกจากนี้ ธนาคารมีเป้าหมายสนับสนุนสินเชื่อและการลงทุนเพื่อความยั่งยืน (Sustainable Financing (Loan) and Investment) 1-2 แสนล้านบาท ภายในปี 2573 ซึ่งระหว่างปี 2565-2566 ธนาคารส่งมอบเม็ดเงินเพื่อความยั่งยืนไปแล้วประมาณ 53,000 ล้านบาท ประกอบด้วย สินเชื่อสีเขียวสำหรับลูกค้าในไทยและภูมิภาค AEC+3 สินเชื่อเพื่อการประหยัดพลังงาน และเงินลงทุนเพื่อความยั่งยืน รวมทั้งการลงทุนโดยบีคอน วีซี ผ่าน Beacon Impact Fund ที่มุ่งเน้นการลงทุนโดยตรงในบริษัทสตาร์ทอัพหรือผ่านกองทุนเงินร่วมลงทุนทั่วโลก เพื่อสนับสนุนการพัฒนาโซลูชั่นที่สร้างผลกระทบเชิงบวกพร้อมศักยภาพที่จะขยายผลต่อไป
ด้านสังคม ธนาคารมีการดูแลในด้านสิทธิมนุษยชน (Human Rights) และสร้างการเข้าถึงทางการเงินและการให้ความรู้ทางการเงิน (Financial Inclusion and Literacy) การบริหารจัดการความแตกต่างหลากหลายในองค์กร การให้ความสำคัญในการดูแลพนักงานอย่างเป็นธรรม และการบริหารจัดการลูกค้าสัมพันธ์ โดยได้นำความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีประสานความร่วมมือกับพันธมิตรควบคู่กับการให้ความรู้ทางการเงินและความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Financial and Cyber Literacy) นอกจากนี้ ธนาคารได้พัฒนาบริการเพื่อขยายโอกาสการเข้าถึงบริการธนาคารให้แก่คนไทยในวงกว้าง รวมถึงให้การสนับสนุนที่ไม่ใช่ทางการเงินและส่งเสริมความเป็นอยู่ทางการเงินของกลุ่มผู้ด้อยโอกาส และธนาคารได้ดำเนินโครงการ AFTERKLASS ที่ช่วยยกระดับทักษะด้านการเงิน อาชีพ และการเรียนรู้ ที่ตอบสนองความต้องการของเด็กและเยาวชนรุ่นใหม่
ด้านธรรมาภิบาลและเศรษฐกิจ ธนาคารดำเนินการอย่างต่อเนื่องในด้านจรรยาบรรณทางธุรกิจ (Business Ethics) จากการเปิดเผยผลงานของบริษัทที่มีมาตรฐานด้านการบริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัยของสารสนเทศควบคู่กับการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยทางไซเบอร์และด้านการจัดลำดับประเด็นที่มีความสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจและผลกระทบกับผู้มีส่วนได้เสียในห่วงโซ่คุณค่าธุรกิจ นอกจากนี้ ธนาคารมีการพิจารณาสินเชื่อโครงการและเครดิตเชิงพาณิชย์ของลูกค้าผู้ประกอบการขนาดกลางขึ้นไป โดยเข้าสู่กระบวนการประเมินความเสี่ยงด้าน ESG ครบทั้ง 100%
นางสาวขัตติยา กล่าวเพิ่มเติมว่าธนาคารมีบทบาทในการเป็นต้นน้ำของระบบเศรษฐกิจ จึงมุ่งมั่นที่จะดำเนินงานบนหลักการธนาคารแห่งความยั่งยืน (Bank of Sustainability) อย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งมอบผลตอบแทนระยะยาวให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย และด้วยตระหนักว่างานด้านความยั่งยืนต้องอาศัยการลงมือทำจากทุกคน ธนาคารจึงพร้อมจะเป็นตัวกลางเชื่อมต่อภาคส่วนสำคัญในระบบนิเวศที่จะช่วยผลักดันการขับเคลื่อนด้านสิ่งแวดล้อม สังคม ธรรมาภิบาลและเศรษฐกิจให้สามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกในวงกว้าง ช่วยให้ลูกค้าและประชาชนสามารถเปลี่ยนผ่านสู่ระบบเศรษฐกิจการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Economy) พร้อมทั้งยกระดับคุณภาพชีวิตและสังคม บนแนวทางการทำงานที่เป็นมาตรฐานสากล เพื่อลดความเสี่ยงและสร้างโอกาสใหม่ๆ ไปด้วยกันเพื่อให้เกิดความยั่งยืนในระยะยาวแก่ระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...