โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

นครประวัติศาสตร์ พระนครศรีอยุธยาและเมืองบริวาร แหล่งมรดกโลกที่อาจจะถูกถอดถอน

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 02 มิ.ย. 2566 เวลา 15.44 น. • เผยแพร่ 02 มิ.ย. 2566 เวลา 15.44 น.

ในอดีตที่ผ่านมาแล้ว องค์การยูเนสโก (UNESCO) ได้เคยมีมติถอดถอนแหล่งมรดกโลกมาแล้ว 4 แห่ง โดยแต่ละแห่งนั้นก็ถูกถอดถอนให้สูญเสียสถานะมรดกโลกด้วยเหตุผลที่แตกต่างกันออกไป

การถอดถอนมรดกโลกครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ.2550 โดยแหล่งมรดกโลกที่ถูกถอดออกนั้นก็คือ “เขตรักษาพันธุ์ออริกซ์อารเบีย” (Arabian Oryx Sanctuary) ในประเทศโอมาน ซึ่งมีลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่โดดเด่นเนื่องจากเป็นพื้นที่ทะเลทราย ที่อยู่ในเขตเนินเขาเลียบชายฝั่งทะเล จึงทำให้มีลักษณะเฉพาะทางภูมิศาสตร์ที่เอื้อต่อการดำรงชีวิตของสัตว์บางชนิด

และพระเอกของอดีตแหล่งมรดกโลกดังกล่าว ก็คือตัวออริกซ์ ซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงรูปด้วยนมกับคู่ เคี้ยวเอื้อง และมีเขาสวยงาม จำพวกเดียวกับตัวแอนทีโลป (antelope) หรือตัวกาเซลล์ (gazelle) ที่มีถิ่นที่อยู่ในแหลมอารเบีย ร่วมกับสัตว์ประเภทอื่นๆ ที่สำคัญก็คือ ตัวกาเซลล์, กบภูเขานูเบียน (Nubian ibex), หมาป่าอาหรับ (Arabian wolf), ฮันนี่ แบดเจอร์ (honey badger) และตัวคาราคัล (caracal)

แน่นอนว่าเจ้าสัตว์โลกเขาสวยอย่างตัวออริกซ์นั้น อยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์นะครับ

ดังนั้น ทางองค์การยูเนสโกจึงยอมรับที่จะประกาศเขตรักษาพันธุ์ดังกล่าว ซึ่งมีขนาดพื้นที่ราว 2,750,000 เฮกตาร์ เป็นแหล่งมรดกโลกเมื่อ พ.ศ.2537 ด้วยมีลักษณะสอดคล้องกับเกณฑ์มรดกโลกข้อที่ 10 ซึ่งมีใจความระบุว่า

“เพื่อบรรจุแหล่งที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติที่สำคัญและมีลักษณะสำคัญที่สุดสำหรับการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพในแหล่งกำเนิด รวมถึงแหล่งที่มีสิ่งมีชีวิตที่มีคุณค่าสากลโดดเด่นจากมุมมองทางวิทยาศาสตร์การอนุรักษ์ถูกคุกคาม”

แต่ต่อมาได้มีการค้นพบแหล่งน้ำมันดิบในบริเวณพื้นที่เขตรักษาพันธุ์ออริกซ์อารเบีย จนทำให้รัฐบาลของประเทศโอมานลดขนาดพื้นที่เขตรักษาพันธุ์ดังกล่าวลงถึง 90% ซึ่งยังผลให้จำนวนของตัวออริกซ์ในพื้นที่ลดลงเป็นอย่างมาก

โดยจากผลการสำรวจเมื่อ พ.ศ.2539 นั้น มีจำนวนตัวออริกซ์อยู่ในพื้นที่ดังกล่าวถึง 450 ตัว แต่ผลจากการรุกล้ำพื้นที่เขตรักษาพันธุ์ เพื่อขุดเจาะน้ำมันนั้น ทำให้ใน พ.ศ.2550 มีจำนวนตัวออริกซ์เหลืออยู่เพียง 65 ตัว และสามารถผสมพันธุ์ได้เพียง 4 คู่เท่านั้น

ด้วยเหตุผลข้างต้น คณะกรรมการมรดกโลก ขององค์การยูเนสโก จึงได้ประกาศถอดถอนเขตรักษาพันธุ์ออริกซ์อาระเบียออกจากการเป็นแหล่งมรดกโลก เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ.2550

ส่วนการถอดถอนแหล่งมรดกโลกอีก 3 แห่งที่เหลือนั้น เป็นแหล่งมรดกโลกในเชิงวัฒนธรรมทั้งหมด แต่อาจจะจำแนกออกได้เป็น 2 ประเภทคือ เมืองที่เป็นแหล่งมรดกโลก กับสิ่งปลูกสร้างที่ได้เป็นมรดกโลก

ในส่วนของเมืองที่เป็นแหล่งมรดกโลก นั้นประกอบไปด้วย ที่ราบลุ่มระหว่างหุบเขาแม่น้ำเอลเบอ เมืองเดรสเดน (Dresden Elbe Valley) ประเทศเยอรมนี และเมืองท่าการค้าข้ามสมุทรลิเวอร์พูล (Liverpool-Maritime Mercantile City) ในสหราชอาณาจักร

ที่ราบลุ่มระหว่างหุบเขาแม่น้ำเอลเบอ เมืองเดรสเดน ได้รับการประกาศเป็นมรดกโลกเมื่อ พ.ศ.2547 ด้วยภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ โดยส่วนใหญ่เป็นสิ่งปลูกสร้างที่สร้างขึ้นระหว่าง พ.ศ.2250-2450 (ศตวรรษที่ 18-19) ที่ทอดยาวไปตามริมฝั่งแม่น้ำเอลเบอร่วม 18 กิโลเมตร จากพระราชวังอูบิเกา (?bigau Palace) ไปตามทุ่งออสตราเกเฮเกอ (Ostragehege field) จนถึงพระราชวังพิลนิตซ์ (Pillnitz Palace) และเกาะกลางแม่น้ำเอลเบอ ทางตะวันออกเฉียงใต้ ตลอดทางยังประกอบไปด้วยอนุสรณ์สถานและสวนต่างๆ ที่สร้างขึ้นระหว่าง พ.ศ.2050-2500 (ศตวรรษที่ 16-ครึ่งแรกของศตวรรษที่ 20) โดยได้ผ่านเกณฑ์มรดกโลกถึง 4 ข้อ คือข้อ 2-5 ดังมีรายละเอียด ดังนี้

“แสดงให้เห็นถึงการแลกเปลี่ยนทางคุณค่าของมนุษย์ที่สำคัญหรือภายในพื้นที่ทางวัฒนธรรมของโลก, พัฒนาการทางสถาปัตยกรรม หรือเทคโนโลยี, อนุสรณ์สถานทางศิลปะ, การวาวงผังเมืองหรือการออกแบบภูมิทัศน์” (ข้อ 2)

“เป็นประจักษ์พยานถึงประเพณีวัฒนธรรมหรืออารยธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ หรืออย่างน้อยก็มีความพิเศษ ซึ่งยังมีชีวิตอยู่หรือที่สาบสูญไปแล้ว” (ข้อ 3)

“เป็นตัวอย่างที่โดดเด่นของประเภทอาคาร, สถาปัตยกรรม หรือเทคโนโลยีทั้งมวล หรือภูมิทัศน์ที่แสดงให้เห็นช่วงเวลาสำคัญในประวัติศาสตร์ของมนุษย์” (ข้อ 4)

“เป็นตัวอย่างที่โดดเด่นของประเพณีการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์, การใช้ที่ดินหรือการใช้ทะเล ซึ่งเป็นภาพตัวแทนทางวัฒนธรรม หรือปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสิ่งนั้นมีความเปราะบางเพราะผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงที่แก้ไขไม่ได้” (ข้อ 5)

อย่างไรก็ตาม หลังจากได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเพียงปีเดียว ในเมืองเดรสเดนก็ได้มีผ่านการทำประชามติเพื่อที่จะสร้างสะพานวัลท์ชเลิสเซิน (Waldschlösschen Bridge) ขึ้นในพื้นที่ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลก

จนทำให้ในเรือน พ.ศ.2551 คณะกรรมการมรดกโลกของยูเนสโก ได้จัดให้ “ที่ราบลุ่มระหว่างหุบเขาแม่น้ำเอลเบอ เมืองเดรสเดน” อยู่ในรายชื่อของแหล่งมรดกโลกที่ได้รับอันตราย (List of World Heritage in Danger) ด้วยหวังจะให้หยุดก่อสร้างสะพานดังกล่าว เพื่อความสมบูรณ์ของของภูมิทัศน์ที่ได้รับการขึ้นทะเบียน

แต่ก็ไม่เป็นผลจนต้องมีการถอดถอนเมืองเดรสเดนออกจากการเป็นแหล่งมรดกโลกในเดือนมิถุนายน พ.ศ.2552 โดยนับเป็นแหล่งมรดกโลกแห่งที่ 2 ที่ถูกถอดถอน

ลักษณะในทำนองเดียวกันได้เกิดขึ้นที่เมืองลิเวอร์พูล ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกเมื่อ พ.ศ.2547 ปีเดียวกับเมืองเดรสเดน พื้นที่ได้รับการขึ้นทะเบียนคือบริเวณปากน้ำที่แม่น้ำเมอร์ซีย์ (Mersey river) ได้ออกมาบรรจบกับทะเลไอริช (Irish Sea) อันเป็นพื้นที่สำคัญในการเติบโตขึ้นของจักรวรรดิบริติช ในฐานะเมืองผู้บุกเบิกในการพัฒนาท่าเทียบเรือสมัยใหม่ ระบบการขนส่ง การจัดการท่าเรือ และการก่อสร้างอาคารพาณิชย์ โดยถือเป็นหนึ่งในพื้นที่ศูนย์กลางการค้าที่สำคัญของโลกระหว่าง พ.ศ.2050-2480 (ศตวรรษที่ 16-ต้นศตวรรษที่ 20) จนผ่านเกณฑ์การเป็นมรดกโลกถึง 3 ข้อ คือข้อที่ 2-4

เรือน พ.ศ.2553 บริษัทเอกชนได้เสนอโครงการ “Mersey Waters Enterprise Zone” ให้กับสภาเมืองลิเวอร์พูล โดยจะมีการสร้างตึกระฟ้าหลายแห่งในบริเวณปากน้ำเมอร์ซีย์

โดยสภาเมืองลิเวอร์พูลได้อนุญาตให้มีการก่อสร้างตามโครงการดังกล่าวในอีก 2 ปีต่อมา

จึงทำให้ภายในปีเดียวกันนั้นเองคณะกรรมการมรดกโลกของยูเนสโก ได้จัดให้ “เมืองท่าการค้าข้ามสมุทรลิเวอร์พูล” อยู่ในรายชื่อของแหล่งมรดกโลกที่ได้รับอันตราย พร้อมส่งคำเตือนต่อสภาเมืองลิเวอร์พูลว่าโครงการนี้จะทำให้ “เกิดความสูญเสียความเป็นของแท้ดั้งเดิมทางประวัติศาสตร์อย่างร้ายแรง” (serious loss of historic authenticity)

อย่างไรก็ตาม สภาเมืองลิเวอร์พูลยังยืนยันที่จะดำเนินการต่อ โดยในกุมภาพันธ์ พ.ศ.2564 ยังอนุมัติให้มีการสร้างสนามฟุตบอลแห่งใหม่ของสโมสรเอฟเวอร์ตัน ที่ท่าเรือเก่าแก่แห่งหนึ่งในบริเวณพื้นที่แหล่งมรดกโลกอีกด้วย

จึงทำให้วันที่ 21 กรกฎาคม ในปีเดียวกันนั้นเอง คณะกรรมการมรดกโลกของยูเนสโกได้ถอดถอน “เมืองท่าการค้าข้ามสมุทรลิเวอร์พูล” ออกจากการเป็นแหล่งมรดกโลก

โดยอ้างว่า “การสูญเสียคุณลักษณะที่สื่อถึงคุณค่าสากลอันโดดเด่นของทรัพย์สินอย่างไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้” (irreversible loss of attributes conveying the outstanding universal value of the property)

จึงนับได้ว่าเป็นแหล่งมรดกโลกแห่งล่าสุดที่ถูกถอดถอนออกไป

ส่วนแหล่งมรดกโลกอีกแห่งที่ถูกถอดถอนนั้นก็คือ อาสนวิหารบรากาติ (Bragati Cathedral) ที่สร้างขึ้นระหว่าง พ.ศ.1550-1650 ที่ประเทศจอร์เจีย ซึ่งแต่เดิมขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกร่วมกับอาสนวิหารเกลาติ (Gelati Monastery) ในจอร์เจียเช่นกัน แต่เนื่องจากมีการดัดแปลงตัวอาคารที่อาสนวิหารบรากาติจนเสียความเป็นของแท้ดั้งเดิมของตัวอาคาร จึงถอดถอนเฉพาะอาสนวิหารแห่งนี้ออกจากแหล่งมรดกโลกเมื่อ พ.ศ.2560 แต่ยังคงสถานะมรดกโลกของอาสนวิหารเกลาติเอาไว้

ในประเทศไทยของเราเองก็เคยมีข่าวว่า “นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาและเมืองบริวาร” (Historic City of Ayutthaya) อาจถูกถอดถอนออกจากการเป็นแหล่งมรดกโลกเหมือนกันนะครับ

โดยเมื่อ พ.ศ.2553 องค์กรยูเนสโกได้ออกมาแสดงความกังวลถึงสภาพภูมิทัศน์ที่เสื่อมโทรมของอยุธยาอันเนื่องมาจากปัญหาชุมชนบุกรุกเข้าไปในเขตพื้นที่โบราณสถาน

และการปรับปรุงภูมิทัศน์ของกรมศิลปากรเมื่อ พ.ศ.2551 ที่ทำให้พื้นที่บริเวณโดยรอบมีภูมิทัศน์ไม่สวยงามเหมือนเมื่อครั้งขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

น่าสังเกตว่า ช่วงเวลาที่องค์กรยูเนสโกออกมาเตือนว่าจะถอดถอนอยุธยาออกจากการเป็นแหล่งมรดกโลกนั้น ใกล้เคียงและต่อเนื่องกับการถอดถอนเขตรักษาพันธุ์ออริกซ์อารเบีย และที่ราบลุ่มระหว่างหุบเขาแม่น้ำเอลเบอ เมืองเดรสเดน

โดยนับจากนั้นเป็นต้นมา กรมศิลปากรได้รับลูก และพยายามปรับปรุงแก้ไขให้นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาและเมืองบริวาร เป็นไปตามมาตรฐานแหล่งมรดกโลก

แต่ก็ยังมีเสียงเตือนจากองค์กรยูเนสโกอีกรอบที่สำคัญคือเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ.2560 ซึ่งยูเนสโกได้ประกาศเตือนรัฐบาลไทยให้จัดการกับปัญหาการบุรุกพื้นที่อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาอีกหน

จนกระทั่งล่าสุดนั้น เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ.2564 องค์การยูเนสโกได้ออกมาเตือนประเทศไทยอีกเกี่ยวกับความเสี่ยงที่จะถูกถอดถอนออกจากการเป็นแหล่งมรดกโลก เพราะโครงการสร้างรถไฟความเร็วผ่านพื้นที่ปริมณฑลของบริเวณแหล่งมรดกโลก (ทับเส้นทางรถไฟสายเดิม)

“นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาและเมืองบริวาร” นั้น ได้รับการประกาศเป็นแหล่งมรดกโลกเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ.2534 โดยใช้เกณฑ์ข้อที่ 3 เช่นเดียวกับเมืองเดรสเดน และเมืองลิเวอร์พูล

ดังนั้น ถ้ามีการโครงสร้างขนาดใหญ่อย่างรถไฟความเร็วสูง ซึ่งจะต้องมีการตอกเสาเข็มหลายแท่งลงไปบนเมืองอโยธยา (เมืองเก่าที่มีมาก่อนการสถาปนากรุงศรีอยุธยาเมื่อ พ.ศ.1893 ซึ่งตั้งอยู่ทางซีกตะวันออกนอกเกาะเมืองอยุธยา ตรงที่ทางรถไฟตัดผ่านพอดี) เพื่อสร้างรางรถไฟอยู่ด้านบนเหมือนรถไฟฟ้านั้น เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับเมืองลิเวอร์พูลแล้ว ก็คงไม่แคล้วต้องโดนถอดถอนออกจากการเป็นเมืองมรดกโลกแน่

ก็ในเมื่อแค่เมืองเดรสเดนเขาสร้างสะพานเพียงแห่งเดียวยังไม่พ้นที่จะถูกถอดถอนเลยนี่ครับ

การได้แปะยี่ห้อว่าเป็นแหล่งมรดกโลกนั้นมีประโยชน์แน่ ไม่ใช่แค่มีคนโฆษณา พร้อมประทับตราผ่านมาตรฐานความเป็นของแท้ดั้งเดิม เพื่อผลประโยชน์จากการท่องเที่ยวเท่านั้น

แต่แหล่งมรดกโลกยังได้รับการปกป้องหากมีสงครามตามข้อตกลงในอนุสัญญาเจนีวา (Geneva Convention) แถมการเป็นแหล่งมรดกโลกยังทำให้มีภาษีในการเข้าถึงแหล่งทุนสำหรับการปกป้องและอนุรักษ์แหล่งมรดกโลกจากทั่วโลก เนื่องจากได้รับการการันตีว่ามีความสำคัญทางประวัติศาสตร์โลก ไม่ใช่แค่ของชนชาติใดเพียงชาติหนึ่ง (ข้อหลังนี้ผมไม่แน่ใจนักว่า หน่วยงานของไทยที่เกี่ยวข้องนั้นเคยใช้ประโยชน์จากตรงนี้หรือเปล่า?)

ที่เหลือขึ้นอยู่กับคนไทยทั้งประเทศแล้วนะครับว่า จะใช้ความเป็นเมืองมรดกโลกของอยุธยาเป็นทุนสำหรับต่อยอดในทางด้านต่างๆ อย่างยั่งยืน หรือเพียงจะเห็นแก่ผลประโยชน์เฉพาะหน้าให้รถไฟความเร็วสูงตัดผ่านเมืองจนสูญเสียคุณลักษณะที่สื่อถึงคุณค่าสากลอันโดดเด่นของทรัพย์สินอย่างไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ อย่างที่แหล่งมรดกโลกอื่นๆ เคยทำ? •

On History | ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...