โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

จับเทรนด์กองทุนรวมน่าซื้อ บลจ.ชู “หุ้นเทค-ตราสารหนี้” โดดเด่น

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 24 พ.ค. 2566 เวลา 12.57 น. • เผยแพร่ 24 พ.ค. 2566 เวลา 23.55 น.

การลงทุนในปี 2566 ดูเหมือนความกังวลต่าง ๆ จะคลี่คลายลงไปมาก แต่ตลาดก็ยังดูซึม ๆ ไม่โดดเด่นนัก เมื่อโฟกัสลงไปที่อุตสาหกรรมกองทุนรวม พบว่า หลายกองทุนฟื้นตัวกลับมาได้ดีขึ้นมาก หลังจากปี 2565 ผลตอบแทนติดลบหนัก ส่วนในช่วงที่เหลือของปี โดยเฉพาะครึ่งปีหลังจะเป็นอย่างไรต่อ บรรดาผู้จัดการกองทุน ได้สะท้อนมุมมองและคำแนะนำการลงทุน เพื่อเป็นแนวทางสำหรับผู้ที่สนใจลงทุนในรูปแบบกองทุนรวม

โดย “ชวินดา หาญรัตนกูล” กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทยจำกัด (มหาชน) ในฐานะนายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC) กล่าวว่า ทิศทางการลงทุนในช่วงครึ่งปีหลัง น่าจะมีเสถียรภาพมากขึ้น แต่ภาพของการเกิดเศรษฐกิจถดถอยที่คาดว่าจะเกิดขึ้น อาจเป็นตัวที่ส่งผลกระทบต่อการเติบโตของบริษัทจดทะเบียนได้ แต่คงไม่ได้กระทบทุกกลุ่ม

เนื่องจากในภาพใหญ่หากเศรษฐกิจถดถอยเป็นเรื่องที่สามารถควบคุมได้และเงินเฟ้อสหรัฐ ก็มีแนวโน้มที่ปรับลดลง น่าจะทำให้การขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เริ่มเบาลงหรืออาจจะใกล้จบลงแล้ว ในมุมสินทรัพย์ต่าง ๆ ถึงจะไม่ได้ฟื้นตัวกลับมาได้แบบโดดเด่น แต่จะเห็นทิศทางผ่อนคลายลง จากที่เคยตึงเครียด ซึ่งเมื่อปัญหาที่คอยกดดันการลงทุนคลี่คลาย ทำให้นักลงทุนมีความกล้าที่จะกลับเข้ามาลงทุนมากขึ้น

“เชื่อว่าตลาดปรับตัวมาตลอดและจะค่อย ๆ ปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ที่ผ่านมาผลตอบแทนการลงทุนต่าง ๆ มีการลดลงตามทิศทางของตลาด ซึ่งเป็นโจทย์ที่จะทำให้นักลงทุนกลับมามีความเชื่อมั่นในเรื่องของการลงทุน

ดังนั้นทิศทางการลงทุนดีขึ้นและน่าจะต่อเนื่องไปในช่วงครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะการลงทุนในตราสารหนี้ที่เริ่มมีเสถียรภาพ มีการผันผวนน้อยลง ตราสารหนี้จึงเป็นสินทรัพย์อันดับแรกที่แนะนำเพราะถ้าดอกเบี้ยเริ่มหยุดก็จะมีความเป็นบวกต่อตลาดตราสารหนี้มากขึ้น”

ขณะที่ “สาห์รัช ชัฏสุวรรณ” รองกรรมการผู้จัดการ บลจ.ทิสโก้ กล่าวว่า ปีนี้การลงทุนมีทิศทางที่กลับมาเป็นแนวโน้มขาขึ้น โดยเฉพาะในช่วงครึ่งปีหลัง ที่มีปัจจัยบวกจากเรื่องนโยบายของเฟดที่เริ่มเบาลงตามแนวโน้มเงินเฟ้อที่ทยอยปรับลด

รวมถึงเรื่องของเศรษฐกิจถดถอยที่แน่นอนว่าทุกคนคงรู้ว่า อย่างไรก็คงต้องเกิดขึ้น แต่การเกิดขึ้นคงเป็น mild recession หรือชะลอตัวแบบไม่รุนแรง และเชื่อว่าหลายคนรับรู้ข่าวเหล่านี้ไปมากพอสมควรแล้ว

โดยตั้งแต่ต้นปีมาจะเห็นได้ชัดเจนว่า หลายสินทรัพย์ที่เคยติดลบหนัก ก็ฟื้นตัวกลับมา เช่น หุ้นเทคโนโลยี, หุ้นจีน หรือหุ้นยุโรป นอกจากนี้ กลุ่มตราสารหนี้ก็กลับมาได้รับความสนใจมากขึ้น จากอนาคตหากดอกเบี้ยสหรัฐ อ่อนตัวลงตามทิศทางการอ่อนตัวของเงินเฟ้อ ก็มีโอกาสที่การลงทุนในตราสารหนี้จะได้รับผลตอบแทนเพิ่มขึ้นในรูปของ capital gain อีกด้วย

“ช่วงที่เหลือของปีนี้ คาดแนวโน้มการลงทุนยังมีทิศทางที่ดี ซึ่งหากนักลงทุนสามารถรับความเสี่ยงได้ก็แนะนำลงทุนในกลุ่มเทคโนโลยี เพราะเป็นกลุ่มที่ในระยะยาวยังมีการเติบโตอีกมาก ส่วนนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้น้อยหรือต้องการกระจายพอร์ตลงทุนก็แนะนำลงทุนในตราสารหนี้ได้แต่ต้องเลือกตราสารหนี้คุณภาพเป็นหลัก”

ฟาก “บดินทร์ พุทธอินทร์” ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บลจ.อีสท์สปริง (ประเทศไทย) กล่าวว่า ช่วงที่เหลือของปีนี้คาดว่าเฟดน่าจะหยุดขึ้นดอกเบี้ย แต่ก็ยังไม่ได้มีท่าทีที่จะปรับลดลง สวนทางกับตลาดที่มองว่าเฟดน่าจะต้องมีการปรับดอกเบี้ยลง 2 ครั้งในปีนี้ จากความไม่แน่นอนเรื่องธนาคารล้มที่ยังมีโอกาสจะเกิดขึ้นได้อีก

และมุมมองของ Bloomberg Consensus มีการคาดการณ์ว่าการเติบโตของเศรษฐกิจโลกจะหดตัวติดต่อกันสองไตรมาส ในไตรมาส 3 และ 4 แสดงถึงการเกิดเศรษฐกิจถดถอย ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้ตลาดคิดว่าเฟดจะต้องลดดอกเบี้ย

“ดอกเบี้ยน่าจะไม่ใช่ประเด็นหลักที่กดดันตลาด แต่จะเป็นเรื่องเศรษฐกิจถดถอยและภูมิรัฐศาสตร์ที่จะเป็นตัวกดดันอยู่ แต่โดยภาพรวมคาดว่าการลงทุนต่าง ๆ มีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่องจากต้นปี แต่ผลตอบแทนอาจจะเติบโตในอัตราที่น้อยลงและเริ่มเห็นการชะลอตัวทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น”

“บดินทร์” กล่าวด้วยว่า สำหรับกลุ่มที่จะได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยที่ชะลอ คือกลุ่มเติบโต โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีแม้จะปรับขึ้นมากแล้วแต่มองว่ายังมีโอกาสปรับขึ้นต่อได้อีกประมาณ 5-10% โดยเน้นไปที่หุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ในสหรัฐ เพราะมีสภาพคล่องมั่นคง ขณะที่กลุ่มภาคการผลิต, พลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์น่าจะได้รับผลกระทบ

“หากเชื่อว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะชะลอตัวแนะนำให้มีพันธบัตรสหรัฐ ติดพอร์ตเอาไว้ เพราะหากเศรษฐกิจถดถอยผลตอบแทนพันธบัตรจะปรับตัวลง แต่ราคาตราสารหนี้จะปรับขึ้น ส่วนในเอเชีย แนะนำลงทุนหุ้นจีน, เกาหลีและไต้หวัน ถือว่าน่าสนใจ” ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บลจ.อีสท์สปริง (ประเทศไทย) กล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...