JBL Studio Monitor Speaker | หนึ่งในแบรนด์ในยุทธจักรเครื่องเสียงที่ป๊อปปูลาร์มากที่สุด
หากจะบอกว่านี้คือแบรนด์ในยุทธจักรเครื่องเสียงที่ป๊อปปูลาร์มากที่สุด, ก็คงไม่ผิดกระมัง และเชื่อว่าคนเล่นเครื่องเสียงไม่ว่ายุคใด สมัยไหน จะมือใหม่หรือรุ่นเก่าเก๋ากึ๊กระดับตำนานที่มีคราบออดิโอไฟล์จับ ก็น่าจะต้องมีบางช่วงที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ของ JBL บ้างไม่มากก็น้อย คืออาจจะไม่ได้เป็นเจ้าของสินค้าอะไรของค่ายนี้สักชิ้น แต่รับรองได้ว่าอย่างน้อยจะต้องมีสักครั้งล่ะน่า ที่ได้สัมผัสผ่านอะไรสักอย่างของแบรนด์นี้มา
โดยเฉพาะกับนักเล่นรุ่นเก่ายุคสมัยเจบีแอลยังคงมีแต่ลำโพงนั้น ใครจะซื้อลำโพงอะไรสักคู่นี่ ส่วนใหญ่แล้วก่อนจะตัดสินใจกับคู่ไหน ยี่ห้อใด มักจะมีลำโพงของค่ายนี้เป็นคู่เทียบด้วยเสมอ
ที่บอกว่ายุคสมัยที่เจบีแอลมีแต่ลำโพงนั้น คือมีเฉพาะลำโพงที่ใช้ฟังเพลงในบ้าน กับลำโพงที่ใช้ในสตูดิโอที่นักเล่นเครื่องเสียงจำนวนไม่น้อยนิยมนำมาใช้ในห้องฟังด้วย
ซึ่งย้อนกลับไปเมื่อกว่าสี่สิบปีก่อนมีผู้นำลำโพงแบรนด์นี้เข้ามาจำน่ายในบ้านเราสองรายนะครับ โดยพวกลำโพง Home Used นั้นมี หจก.เบ๊เต็กฮวด เป็นผู้นำเข้าซึ่งเวลานั้นขายคู่กับเครื่องเสียง McIntosh ที่ทางเบ๊ฯ เป็นผู้นำเข้าด้วยเช่นกัน
ส่วนลำโพง Profession Series ของเจบีแอลนั้น บจก.มหาจักรพัฒนา (ปัจจุบันคือมหาจักรดีเวลอปเมนท์) เป็นผู้นำเข้าครับ เวลานั้นค่ายนี้มีสินค้าระบบเสียงทั้งเครื่อง และลำโพง อยู่ในมือหลายแบรนด์มาก แต่ก็ยังน้อยยี่ห้อกว่าทุกวันนี้
เป็นวันนี้, ที่มหาจักรฯ ได้ทำตลาดสินค้าของเจบีแอลแบบครบวงจรเพียงรายเดียวมานานมากแล้ว
บนเส้นทางสายยุทธจักรลำโพงของเจบีแอลที่ผ่านมาเกือบหนึ่งศตวรรษนั้น ล้วนเต็มไปด้วยเรื่องราวและมากด้วยสีสัน ซึ่งพอจะนำมาเล่าสู่กันแบบรวบรัดได้ว่า JBL นั้นเป็นตัวย่อของผู้ก่อตั้งแบรนด์ คือ James B. Lansing ซึ่งเกิดในรัฐอิลลินอยส์เมื่อปี ค.ศ.1902
และพออายุครบเบญจเพสในปี ค.ศ.1927 เขาก็ได้ก่อตั้งบริษัท Lansing Manufacturing ขึ้นในลอสแองเจลิส
ตั้งบริษัทขึ้นมาได้กว่าสิบปีก็ถูกบริษัท Altec Service เข้าซื้อกิจการในปี ค.ศ.1941 และอยู่กับอาลเทคมาได้สี่ซ้าห้าปีเขาก็ออกมาก่อตั้ง James B. Lansing Sound Inc. ในปี ค.ศ.1946 เพื่อพัฒนาและผลิตลำโพงมอนิเตอร์ระดับมืออาชีพ (Studio Monitor Speaker) ที่เป็นความถนัดของเขา
พร้อมกับการเกิดขึ้นของแบรนด์ JBL ที่มีคู่แข่งรายสำคัญคือ Altec ที่เขาจากมานั่นเอง
หลังจากก่อตั้งเจบีแอลได้สามปี เขาก็จากไปอย่างนิรันดร์กาลในฤดูใบไม้ร่วงของปี ค.ศ.1949 จากนั้นผู้ที่เข้ามาคุมบังเหียนบริษัท และพัฒนาลำโพงในด้านต่างๆ ต่อมาอย่างต่อเนื่อง ก็คือ William Thomas และเป็นยุคที่เจบีแอลได้ให้กำเนิดลำโพงที่เป็นตำนาน หรือลำโพงวินเทจมากมายหลายรุ่น ที่ล้วนยังคงความคลาสสิคอันตราตรึงอยู่ในใจของผู้รักเสียงดนตรีตราบจนทุกวันนี้
ในปี ค.ศ.1962 ขณะที่คู่แข่งอย่างอาลเทคประสบกับปัญหาบางประการ (ก่อนที่จะกลับมาได้อีกครั้งกับลำโพงรุ่น Altec 604 ในอีกไม่กี่ปีต่อมา) ลำโพงสตูดิโอ มอนิเตอร์ ของเจบีแอลรุ่น C50SM ได้ถือกำเนิดขึ้น และประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ ความต้องการของตลาดมีมากกว่ามาก และเป็นที่นิยมใช้ในสตูโอบันทึกแผ่นเสียงชั้นนำหลายแห่ง อาทิ Capital Records, CBS Columbia, Verve, MGM, RCA-Victor และอีกมากมาย
ถึงปี ค.ศ.1968 ได้มีการพัฒนาที่สำคัญในลำโพงมอนิเตอร์ของเจบีแอลอยู่สองประการ เรื่องแรกก็คือการได้เปลี่ยนชื่อรุ่น D50S7SM ด้วยการแทนที่ด้วยตัวเลขสี่หลักเป็นรุ่น 4320 รวมถึงได้มีการปรับเปลี่ยนชุดครอสส์โอเวอร์ใหม่ ที่ช่วยให้ได้การตอบสนองความถี่ที่ดีขึ้น และมีความสมดุลมากขึ้น รวมทั้งรองรับกำลังขับได้เพิ่มมากขึ้นด้วย
อีกเรื่องก็คือการเกิดขึ้นของรุ่น 4310 ที่กลายเป็นตำนานของลำโพงคลาสสิคมาจนทุกวันนี้
การมาถึงของ 4310 นั้น ไม่เพียงมีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อตลาดลำโพงมอนิเตอร์เท่านั้น หากยังส่งผลต่อตลาดลำโพงโฮม-ยูสที่นักเล่นเครื่องเสียงใช้อยู่ในห้องฟังด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนในเจบีแอลต่างก็ไม่คาดคิดมาก่อน นั้นก็ด้วยปัจจัยสำคัญสองสามประการ คือ ขนาดที่เล็กลง ประสิทธิภาพที่มากขึ้น กับคุณภาพเสียงที่รองรับรูปแบบดนตรีได้อย่างหลากหลาย จึงประสบความสำเร็จทั้งกับการขายให้สติวดิโอบันทึกเสียง และสถานที่บางแห่งที่ไม่สามารถใช้หรือตั้งวาง Altec 604 ได้ และที่สำคัญก็คือการเข้าถึงตลาดนักเล่นเครื่องเสียงนั่นเอง
อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่า แม้จะเปลี่ยนชื่อรุ่นมาเป็นตัวเลขสี่หลักแล้ว ช่วงนั้นผู้คนในวงการก็ยังติดอยู่กับการเรียกชื่อเฉพาะของลำโพงทั้งสองรุ่นแบบเป็นที่รู้ๆ กัน โดย 4320 นั้นมักเรียกกันว่า D50 ขณะที่ 4310 ถูกเรียกว่า JBL Control Monitor
กระทั่งปี ค.ศ.1970 นั่นละ ลำโพงมอนิเตอร์รุ่นต่อๆ มาของเจบีแอล จึงเริ่มถูกตั้งชื่อด้วยตัวเลขสี่หลักอย่างเป็นทางการ
แม้จะประสบความสำเร็จอย่างมากกับลำโพงมอนิเตอร์ในอนุกรม 4300-Series ในช่วงปี ค.ศ.1980 เจบีแอลก็ต้องเผชิญหน้ากับคู่แข่งรายใหม่ คือ UREI : United Recording Electronics Industries ซึ่งเป็นผู้ผลิตอุปกรณ์บันทึกเสียงอย่างครบวงจร รวมถึงอุปกรณ์ในการแพร่ภาพและกระจายเสียงด้วย เมื่อได้เปิดตัวลำโพงใหม่ที่ได้ดัดแปลงและพัฒนามาจาก Altec 604 สองรุ่น คือ Urei 811 แล Urei 813
เพราะแม้ว่าลำโพงในอนุกรม 4300-Series ซึ่งเป็นแบบหลายไดรเวอร์ จะมีเอาต์พุตที่สูงและให้แบนด์วิธได้กว้างอย่างน่าประทับใจ แต่มันก็อ่อนด้อยกว่าคู่แข่งอยู่บ้างเมื่อพิจารณาในแง่ของเฟส การเหลื่อมเวลา ความสมานเสมอ รวมไปถึงความกลมกลืนระหว่างการทำงานของชุดขับเสียง
จึงเพื่อรับมือกับคู่แข่งได้รอบด้านมากขึ้น เจบีแอลจึงหันไปออกแบบลำโพงมอนิเตอร์แบบสองทาง (2-Way) อีกครั้ง ทำให้นอกจากยังคงเป็นลำโพงที่มีความโดดเด่นทางด้านเอาต์พุตและแบนด์วิธแล้ว ยังได้ความสมานเสมอของเฟสที่ดีขึ้นอีกด้วย
โดยเจบีแอลได้นำเทคโนโลยีใหม่ในการออกแบบที่เรียกว่า Bi-Radial Horn มาใช้ในลำโพงสองรุ่น คือ 4430 และ 4435 และในปี ค.ศ.1983 ก็ได้เปิดตัวลำโพงอีกรุ่นที่มีขนาดเล็กลง คือ 4425 จากนั้นในปีเดียวกัน, ก็ได้เปิดตัวรุ่นใหม่ที่เป็นการสานต่อรุ่นต้นแบบอย่าง 4310 ด้วยการรวบรวมเอาแนวคิดและประสบการณ์ในการออกแบบลำโพง ที่ได้สั่งสมไว้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เข้ามาไว้ในลำโพงรุ่นใหม่ที่ว่านี้ได้อย่างลงตัว
นั่นก็คือ 4312
JBL 4312 Studio Monitor เป็นที่นิยมอย่างมากในกลุ่มนักเล่นเครื่องเสียง โดยเฉพาะบรรดา Vinyl Lover ล้วนชื่นชอบกันยิ่งนัก และเป็นรุ่นหนึ่งที่มีพัฒนาการมาอย่างต่อเนื่องตราบจนทุกวันนี้ ที่ยังอยู่ในสายการผลิตด้วยชื่อรุ่น 4312G (คือในรูปนั่นแหละครับ) ซึ่งพัฒนามาจากรุ่น 4312SE ที่ออกมาเมื่อคราวฉลองครบรอบ 70 ปี
ลำโพงมอนิเตอร์เพื่อการฟังเพลงของเจบีแอลเป็นที่นิยมกันมากในกลุ่มนักเล่นวินเทจทั่วโลก โดยเฉพาะแถบญี่ปุ่นนั้นได้ชื่อว่าเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุด และเป็นที่ๆ ตลาดเครื่องเสียงวินเทจคึกคักมากที่สุดด้วย ในบ้านเราเองนักเล่นกลุ่มนี้มีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เหมือนกัน
หยิบเรื่องลำโพงมอนิเตอร์ของเจบีแอลมาคุยด้วยเที่ยวนี้ เพราะเที่ยวหน้าจะพาไปรู้จักกับลำโพงแบบนี้ของเขารุ่นหนึ่งครับ •
เครื่องเสียง | พิพัฒน์ คคะนาท
pipat.cacanaat@gmail.com
สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/KYFMEpsHWj
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) July 27, 2022