โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“เสื้อกันฝน” เรื่องราวของยูนิฟอร์มหน้าฝนที่ให้ได้มากกว่าการกันเปียก

นิตยสารคิด

อัพเดต 17 พ.ค. 2566 เวลา 21.32 น. • เผยแพร่ 17 พ.ค. 2566 เวลา 21.32 น.
rain-clothes-cover

อีกไม่นานฤดูร้อนคงกลายเป็นอดีตและถูกแทนที่ด้วยฤดูฝนที่มาพร้อมกับฝนฟ้าคะนองและพายุ ขณะที่บ้านเมืองเราก็ตกอยู่ในมือวางอันดับต้นของประเทศที่คาดเดาฤดูกาลไม่ค่อยจะได้ วันไหนร้อนจัด ตกเย็นมาพายุเข้าหน้าตาเฉยเลยก็มี หรือวันไหนที่อากาศกำลังเย็นสบาย บ่ายมาเมฆฝนเริ่มตั้งเค้าครึ้มก็เกิดได้เช่นเดียวกัน ดังนั้นหากเราไม่อาจคาดเดาหรือเอาชนะความเป็นไปของธรรมชาตินี้ได้ หนทางอย่างหนึ่งที่จะทำให้เราปลอดภัยและได้ป้องกันตัวเองไม่ให้เปียกปอนจนไม่สบายได้นั้นก็คือ “เสื้อกันฝน” ยูนิฟอร์มฤดูน้ำหลากซึ่งเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายทั่วโลกนั่นเอง

ชาร์ลส์ แมคอินทอช / mackintosh.com

จากผ้าสู่เสื้อที่กันฝนได้
ชาร์ลส์ แมคอินทอช (Charles Macintosh) นักเคมีชาวสก็อตแลนด์ ผู้คิดค้นและประดิษฐ์เสื้อกันฝนจากการทดลองด้วยผ้ายางของอินเดียนับเป็นคนแรกที่ได้พัฒนาตัวทำละลายสำหรับยาง โดยใช้ “แนปทา” ที่มีคุณสมบัติช่วยทำให้เนื้อผ้าแข็งแรงขึ้นและยืดหยุ่นได้ดี ซึ่งเป็นสารคล้ายกาวที่ได้จากการกลั่นน้ำมันดิน เมื่อนำผ้าทั้ง 2 ผืนมาทาด้วยแนปทาและติดเข้าด้วยกันจะได้ผ้าผืนใหม่ที่ไม่ซับซึมน้ำจากภายนอก และเป็นกระบวนการที่แมคอินทอชจดสิทธิบัตรในปี 1823 ก่อนจะมีการนำผ้าชนิดนี้ไปตัดเย็บเป็น “เสื้อกันฝน” วางขาย

ในช่วงแรก เสื้อกันฝนที่ได้มีความแข็งกระด้างและไม่ระบายอากาศ รวมถึงผ้ายังมีกลิ่นยางที่แรง และน้ำฝนอาจไหลซึมเข้าไปข้างในเสื้อตามรอยตะเข็บจากรูเจาะของเข็ม นอกจากนี้เนื้อผ้าก็มีโอกาสที่จะละลายจากสภาพอากาศร้อนและแข็งตัวขึ้นในสภาพอากาศหนาวเย็น ที่สำคัญผลงานของแมคอินทอชนี้ยังถูกวงการแพทย์ออกมาโจมตีว่าเลียนแบบวิธีการทำ “ผ้ากันน้ำ” สิ่งประดิษฐ์ของเจมส์ ไซมส์ (James Symes) ศัลยแพทย์ชาวสก็อตแลนด์ แต่แมคอินทอชก็ไม่ได้หวั่นกับการถูกกล่าวหาเช่นนั้น และยังมีกลุ่มกองทัพอังกฤษที่ชื่นชอบเสื้อกันฝนของเขาอยู่ เนื่องจากสามาถช่วยปกป้องทหารในกองทัพจากฝนที่ตกลงมาให้สามารถต่อสู้ท่ามกลางสายฝนได้ โดยแมคอินทอชได้ตั้งชื่อเสื้อกันฝนตามนามสกุลของเขาว่า “Mackintosh” (ที่ตัว “k” ถูกเพิ่มเข้ามาภายหลัง)

mackintosh.com

ด้วยความสามารถด้านเคมีของแมคอินทอช เขาจึงได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกของราชสมาคมแห่งลอนดอน (Royal Society) ในปี 1823 และได้ร่วมมือกับ โทมัส แฮนค็อก (Thomas Hancock) ผู้ก่อตั้งอุตสาหกรรมยางของอังกฤษและหนึ่งในผู้คิดค้นกระบวนการ “วัลคาไนซ์” โดยแฮนค็อกได้แนะนำให้แมคอินทอชนำเสื้อกันฝนมาพัฒนาผ่านกระบวนการวัลคาไนซ์เพื่อทำให้เนื้อผ้ายางมีคุณภาพคงตัวในอุณหภูมิต่าง ๆ มีความยืดหยุ่นมากขึ้น ทนความร้อนและกันน้ำจากภายนอกได้ดี และไม่มีกลิ่น ด้วยกระบวนการวัลคาไนซ์นี้เอง ทำให้แมคอินทอชสามารถแก้ไขปัญหาเนื้อผ้าที่เคยเผชิญมาได้สำเร็จ และได้จดสิทธิบัตรใหม่อีกครั้งในปี 1843 อย่างไรก็ตาม เขาก็ยังไม่สามารถแก้ไขเรื่องการระบายความร้อนจากเนื้อผ้าได้

หลังการจดสิทธิบัตร แมคอินทอชได้เชิญแฮนค็อกให้เข้าร่วมบริษัท Charles Macintosh & Co. ในฐานะหุ้นส่วน นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือที่ยาวนานและประสบความสำเร็จของเสื้อกันฝนจนถึงทุกวันนี้ กระทั่งในปี 1879 โทมัส เบอร์เบอร์รี่ (Thomas Burberry) นักทดลองและนักประดิษฐ์ จึงสามารถคิดค้นผ้า “กาบาร์ดีน” (Gabardine) ที่ทั้งกันน้ำได้ ระบายอากาศดี และทนต่อการฉีกขาด สามารถแก้ปัญหาการระบายอากาศในเสื้อกันฝนของแมคอินทอชได้สำเร็จ และเบอร์เบอร์รี่ก็ได้ต่อยอดเป็นเสื้อโค้ทกันฝนแบบยาว (Trench Coat) เพื่อเป็นเครื่องแบบของกองทัพทหารอังกฤษที่ทนทานขึ้นเพื่อใช้สวมใส่ในยามสู้รบท่ามกลางสายฝนในช่วงสงครามโบเออร์และสงครามโลกครั้งที่ 1 ขณะที่เสื้อกันฝนผ้ากาบาร์ดีนก็ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายจนกลายเป็นหนึ่งในเครื่องแต่งกายที่ทุกคนหันมาให้ความสนใจ

แฟชั่นที่ไม่ว่าฤดูไหนก็สวมใส่ได้
จากความดิ้นรนของผู้ผลิตเสื้อกันฝน ทำให้เสื้อกันฝนเป็นที่รู้จักและแพร่หลายไปทั่วโลก เสื้อกันฝนไม่ใช่เพียงเครื่องแต่งกายที่ทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้เปียกปอนยามฝนตก แต่ยังเป็นอีกหนึ่งไอเท็มที่เป็นกระแสนิยมในวงการแฟชั่น ทั้งแฟชั่นในชีวิตประจำวันและแฟชั่นในวงการภาพยนตร์หรือมิวสิกวิดีโอเพลงที่ตัวละครหลักมีการสวมใส่เสื้อกันฝนอย่างมีสไตล์ โดยยุคหนึ่ง นักแสดงฮอลลีวูดชื่อดังหลายคนต่างสวมใส่เสื้อกันฝนทั้งในจอและนอกจอ หรือแม้แต่ใส่เดินตามท้องถนนในวันธรรมดาที่ฝนไม่ได้ตกในฐานะแฟชั่นไอเท็ม จนเสื้อกันฝนได้รับความนิยมแพร่หลายมากยิ่งขึ้น

ไม่เพียงนักแสดงฮอลลีวูดชื่อดังที่พากันสวมใส่เสื้อกันฝนเท่านั้น แต่ด้วยดีไซน์ที่ทันสมัยยังทำให้บุคคลทั่วไปต่างสวมใส่เสื้อกันฝนในวันปกติธรรมดาด้วยเช่นกัน สะท้อนให้เห็นว่าเสื้อกันฝนเป็นเครื่องแต่งกายที่เข้ามามีบทบาทกับทุกคน สามารถสวมใส่ได้ทุกโอกาสในชีวิตประจำวัน ส่งผลให้การดีไซน์เสื้อกันฝนนั้นถูกยกระดับให้สวยงามมากขึ้น มีหลากหลายแบบให้เลือกใส่ และยังมีประสิทธิภาพในการกันน้ำได้ดีขึ้น ทั้งแบบใช้แล้วทิ้งและแบบคุณภาพสูงที่ถูกออกแบบให้มีความทันสมัยเข้ากับเทรนด์ อย่างเช่น เสื้อกันฝนแบบซีทรู เสื้อกันฝนสีพาสเทล หรือเสื้อกันฝนสีโฮโลแกรม ที่ไม่ว่าจะหยิบมาสวมใส่วันไหนก็ไม่ต้องกลัวตกเทรนด์อย่างแน่นอน นอกจากนี้ บรรดาสาวกสายแฟฯ ยังมักนำเสื้อกันฝนไปมิกซ์แอนด์แมตช์กับชุดโปรดตัวอื่นที่มีอยู่ในตู้เสื้อผ้าได้ หรือนำไปสวมใส่ในฤดูกาลอื่น ๆ แม้ในวันที่ฝนไม่ตกก็ตาม

โดยหากพูดถึงกระแสแฟชั่นเสื้อกันฝนที่โด่งดังเป็นไวรัลไปทั่วโลกแบบชั่วข้ามคืนคงหนีไม่พ้นวงการแฟชั่น K-Pop โดยเฉพาะในโชว์ Don't Leave Me ของ J.Y. Park & Hwasa จากวง Mamamoo ที่ได้ขึ้นแสดงในเวที “2019 Mama” ซึ่งพวกเขาต่างสวมใส่เสื้อกันฝนแบบซีทรูสะท้อนแสง โดยนำมาแมตช์เข้ากับบอดี้สูทที่มีโทนสีตัดกัน นับเป็นการสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับคนดูจนกลายเป็นแฟชั่นไอเท็มที่ถูกพูดถึงอย่างล้นหลามเลยทีเดียว

Luke Cardew

อีกก้าวของเสื้อกันฝน
นอกจากที่เสื้อที่กันฝนจะกลายเป็นกระแสความนิยมในวงการแฟชั่นที่สร้างภาพจำให้กับทุกคนได้แล้ว เสื้อกันฝนยังกลายมาเป็น “งานศิลปะ” รูปแบบหนึ่งที่สื่อถึงการเปลี่ยนแปลงและการเติบโตของประเทศจีนยุคใหม่ ด้วยไอเดียเสื้อกันฝนจากกระสอบพลาสติกของ ลุก คาร์ดิว (Luke Cardew) นักออกแบบจากประเทศจีน ผู้รีไซเคิลกระสอบพลาสติก วัสดุที่หาได้ตามตลาดแผงลอย งานตกแต่งร้าน ไปจนถึงไซต์ก่อสร้างขนาดใหญ่ในประเทศจีน โดยนำมาพัฒนาและออกแบบเป็นเสื้อกันฝนที่กันน้ำได้ 100% ผลงานของเขาทำจากกระสอบพลาสติกสีขาว สีแดง และสีน้ำเงิน ซึ่งเป็นสีที่สื่อถึงเสรีภาพ ความเสมอภาค และภราดรภาพ เพื่อสะท้อนถึงความต้องการที่เปลี่ยนไปท่ามกลางสภาพความเป็นเมืองและความสับสนวุ่นวายภายใต้การเติบโตของจีนยุคใหม่

VANMOOF

นอกจากการสื่อความหมายด้วยเสื้อกันฝนแล้ว ยังมีการคิดและออกแบบนวัตกรรมที่เกี่ยวกับเสื้อกันฝนของ เชน ลิว (Shane Liu) และวิกกี้ หลิน (Vicky Lin) ทีมนักออกแบบชาวไต้หวันจากแบรนด์ Vanmoof แบรนด์จักรยานชื่อดังจากเนเธอร์แลนด์ที่ได้ออกแบบเสื้อกันฝนรูปแบบใหม่ “Boncho” ที่ช่วยให้เหล่านักปั่นสามารถสู้ฝนที่ตกลงมาได้สบาย ๆ โดย Boncho ถูกออกแบบให้ด้านบนสามารถป้องกันฝนได้จากรอบทิศทาง และเปิดโล่งที่ด้านล่างเพื่อให้อากาศถ่ายเท ไม่ร้อน ไม่อึดอัด พื้นผิวของวัสดุมีคุณสมบัติกันน้ำได้ 100% และมีจุดป้องกันฝนสาดจากด้านหน้า สามารถคลุมบริเวณแขน มือ และแฮนด์รถจักรยานไม่ให้เปียกฝนที่สาดมาจากทางด้านหน้าได้ นับเป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมความก้าวหน้าของเสื้อกันฝนที่ถูกออกแบบมาให้มีความสะดวกสบายและตอบรับกับผู้ใช้งานในทุกสถานการณ์ของชีวิตอย่างแท้จริง

ฤดูฝนนี้…เราอยากชวนทุกคนมาสนุกสนานกับการสวมใส่เสื้อกันฝนมากขึ้น และกล้าที่จะพาตัวเองออกไปมองโลกกว้างผ่านสภาพอากาศต่าง ๆ โดยไม่ต้องกลัวความเป็นไปของธรรมชาติที่จะทำให้เปียกปอนได้อีกต่อไป

ที่มา : บทความ “Charles Macintosh: Chemist who invented the world-famous waterproof raincoat” โดย Henry Austin จาก independent.co.uk
บทความ “History of the Raincoat” โดย Tom Greatrex จาก .lovetoknow.com
บทความ “A brief history of the raincoat” โดย Guido Deussing จาก k-online.com
บทความ “History of the Raincoat” โดย Jenny Bezencenet จาก cocoon-online.com
บทความ “Charles Macintosh and his Famous Coat” โดย British Fashion Council จาก artsandculture.google.com
บทความ “luke cardew recycles market stall material to create 100% waterproof raincoat” โดย lynne myers จาก designboom.com
บทความ “นวัตกรรมเสื้อฝนนักปั่น ยังไงก็ไม่เปียก” จาก sentangsedtee.com
วิดีโอ “[2019 MAMA] J.Y. Park & HWASA_Don't Leave Me” จาก Mnet K-POP

เรื่อง : ณัฐธิดา คำทำนอง

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

วิดีโอแนะนำ

ข่าว ไลฟ์สไตล์ อื่น ๆ

สัมผัสไวน์ให้ลึกซึ้งผ่าน Master of Wine

เดลินิวส์

ไฉน “หลิวปัง” ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์ฮั่น เป็นผู้นำแบบ “ร่วมทุกข์ได้ ร่วมสุขไม่ได้”

ศิลปวัฒนธรรม

สมเด็จพระพันวัสสา ทรงมีพระนามมาก ถึงกับรับสั่งว่า “จนจะจำชื่อตัวเองไม่ได้”

ศิลปวัฒนธรรม

เหตุใด จอมพล ป. หนุนการสร้าง “พระบรมรูปรัชกาลที่ 6” ที่สวนลุมพินี?

ศิลปวัฒนธรรม

เออิอีดอู๊ด! เสียงไก่ขัน มีหลายแบบ? สำรวจเสียงไก่ในชาติต่างๆ โดย เสฐียรโกเศศ

ศิลปวัฒนธรรม

กำเนิด “ลูกชุบ” สมัยอยุธยา ต้นตำรับใช้อัลมอนด์ ไม่ใช่ถั่วเขียว!

ศิลปวัฒนธรรม
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...