โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ชำแหละจุดเสี่ยงข้าวไทยปี’67 ส่งออกพ่าย “เวียดนาม”

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 10 ก.พ. 2567 เวลา 08.00 น. • เผยแพร่ 10 ก.พ. 2567 เวลา 08.00 น.

คอลัมน์ : สัมภาษณ์

สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ได้คาดการณ์การส่งออกข้าวไทยปี 2567 จะมีปริมาณ 7.5 ล้านตัน ลดลงจากปี 2566 ประมาณ 1 ล้านตัน ภายใต้ปัจจัยเสี่ยงที่มีความท้าทาย โดยเฉพาะสถานการณ์ความผันผวนของค่าเงินบาท คู่แข่งอย่างเวียดนามพัฒนาคุณภาพข้าวและปริมาณผลผลิตจนมีโอกาสจะกลายเป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับ 2 ของโลก

รวมไปถึงสถานการณ์ประเทศผู้นำเข้าที่ปรับเปลี่ยนนโยบายการนำเข้า และสต๊อกคงเหลือตลอดจนปัญหาเอลนีโญที่จะมีผลต่อการส่งออกข้าวไทย ร.ต.ท.เจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

สถานการณ์ข้าวโลก ปี 2567

ข้อมูลผลผลิตข้าวทั่วโลก กระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา หรือ USDA คาดการณ์ปริมาณผลผลิตข้าวของโลก 2567 เท่ากับปีที่แล้ว 513.5 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 0.1% จากปีก่อนที่มี 513 ล้านตัน จากที่เวียดนาม 27 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 0.2% จาก 26.9 ล้านตัน

ส่วนประเทศอื่น ๆ มีผลผลิตลดลงทั้งหมด โดยเฉพาะจีน ซึ่งเป็นประเทศที่มีผลผลิตมากที่สุดในโลก ผลผลิตคาดว่าจะได้ 144 ล้านตัน ลดลง 0.9% จากปีก่อน 146 ล้านตัน อินเดีย 132 ล้านตัน ลดลง 2.8% จาก 135.8 ล้านตัน บังกลาเทศ 36.3 ล้านตัน ลดลง 0.1% จาก 36.4 ล้านตัน อินโดนีเซีย 33.5 ล้านตัน ลดลง 1.5% จาก 34 ล้านตัน และไทย 20 ล้านตัน ลดลง 4.4% จาก 20.9 ล้านตัน

ทั้งนี้ หากติดตามสต๊อกข้าวทั่วโลกในปี 2567 อยู่ที่ 167.2 ล้านตัน ลดลง 4.9% จาก 175.8 ล้านตัน โดยจีนยังคงมีสต๊อกมากที่สุด 102 ล้านตัน รองลงมา อินเดีย 33 ล้านตัน อินโดนีเซีย 4.6 ล้านตัน ฟิลิปปินส์ 3.5 ล้านตัน และไทย 3.2 ล้านตัน

แนวโน้มส่งออกข้าวไทย ปี 2567

ปี 2567 ผู้ส่งออกคาดการณ์ว่าการส่งออกข้าวไทย จะมีปริมาณ 7.5 ล้านตัน ลดลง 14.4% คิดเป็นมูลค่า 1.5 แสนล้านบาท โดยมีมูลค่าน้อยกว่าปีก่อนราว 2.8 หมื่นล้านบาท

“ไทยยังเป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับ 2 ของโลก เท่ากับเวียดนาม คาดว่าปริมาณการส่งออก 7.5 ล้านตัน ส่วนอินเดียยังคงเป็นผู้ส่งออกอันดับ 1 ของโลก ปริมาณ 16.5 ล้านตัน การส่งออกข้าวไทยในปีนี้จึงมีความเสี่ยงและจะต้องรักษาอันดับการเป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับ 2 ของโลกให้ได้

และเมื่อแบ่งชนิดข้าวที่ไทยส่งออกไปในตลาดโลก ได้ดังนี้ ข้าวขาว 4.2 ล้านตัน ข้าวหอมมะลิ 1.4 ล้านตัน ข้าวนึ่ง 1.2 ล้านตัน ข้าวหอมไทย 0.5 ล้านตัน และข้าวเหนียว 0.2 ล้านตัน

“การที่ไทยจะส่งออกข้าวไปในตลาดได้ ต้องติดตามการผลิต การส่งออกจากคู่แข่ง เพราะจะมีผลกระทบกับราคาข้าวเปลือกในประเทศ เพราะหากราคาข้าวไทยสูงกว่าจะมีผลต่อการแข่งขันและโอกาสที่ประเทศผู้นำเข้าจะนำเข้าจากเวียดนามก็เป็นไปได้มากกว่า เมื่อดูคุณภาพข้าวของเวียดนามดีขึ้นมาก”

ส่องตลาดข้าว ปี 2567

ตลาดส่งออกตอนนี้ กรณีที่ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ออกมาระบุว่า รัฐบาลอินโดนีเซียตกลงที่จะซื้อข้าวจากไทย 2 ล้านตัน ในรูปแบบรัฐต่อรัฐ หรือจีทูจี นั้นยังต้องใช้เวลา ต้องผ่านที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) และที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งใช้เวลาถึง 2 เดือนกว่าจะส่งมอบได้ ส่วนการเปิดประมูลเพื่อนำเข้าข้าวของอินโดนีเซียครั้งถัดไป คาดว่าจะมีขึ้นอีกครั้งและครึ่งปีหลัง 2567

ส่วนตลาดฟิลิปปินส์ในปีนี้ นโยบายภายในประเทศเปิดให้เอกชนนำเข้าโดยอิสระ โดยเสียภาษีนำเข้า 30% ดังนั้นหากผู้ส่งออกจะส่งออกข้าวเข้าฟิลิปปินส์ได้ก็จะต้องมีการแข่งขันกับประเทศคู่แข่ง ขณะที่ตลาดอื่น ๆ ที่เป็นตลาดสำคัญของตลาดส่งออกข้าวไทย เช่น อิรัก ญี่ปุ่น มาเลเซีย ก็ยังสามารถผลักดัน แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับราคาที่จะส่งออกด้วย

ข้าวเปลือกหมื่นบาท

การส่งออกข้าวไทยเดือนแรกของปี 2567 ดูจากใบอนุญาตส่งออกข้าวของกรมการค้าต่างประเทศ พบว่า ไทยส่งออกแล้วกว่า 1 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 43.96% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

อย่างไรก็ดี คาดการณ์การส่งออกข้าวไทยในไตรมาส 1 ปีนี้ยังเป็นไปในทิศทางที่ดี คาดว่าส่งออกข้าว เฉลี่ยได้เดือนละ 7.5-8 แสนตัน เพราะมีคำสั่งซื้อข้าวที่ค้างส่งจากปีก่อน แต่ช่วงไตรมาส 2 น่าเป็นห่วงเพราะผลผลิตข้าวเวียดนามจะเริ่มออก และราคายังถูกกว่าไทยมาก อาจทำให้การส่งออกข้าวไทยลดลง เหลือเฉลี่ยเดือนละ 6 แสนตัน และอาจฉุดราคาข้าวเปลือก และข้าวสารภายในประเทศให้ปรับลดลงได้

แม้ไทยจะส่งออกได้ลดลง แต่เชื่อว่าภาพรวมราคาข้าวเปลือก และข้าวสารไม่น่าจะเลวร้าย โดยราคาข้าวเปลือกอาจเฉลี่ยอยู่ที่ 1 หมื่นบาท ลดลงจากปีก่อนที่เฉลี่ยอยู่ที่ 1.2-1.3 หมื่นบาท ไม่มาก เชื่อว่าเกษตรกรยังพอใจระดับราคาดังกล่าว

คู่แข่ง “เวียดนาม-อินเดีย”

เมื่อติดตามการส่งออกข้าวเวียดนามในปี 2566 ที่ผ่านมาได้ 8.1 ล้านตัน ซึ่งเป็นปริมาณที่สูงมากจากที่ไม่เคยได้มาก่อน สาเหตุจากปีที่แล้วเวียดนามมีการนำเข้าข้าวจากกัมพูชา มาแปรรูปและส่งออกไปในตลาดโลก ซึ่งเวียดนามไม่ได้มีกฎหมายที่ห้ามนำเข้าข้าวแล้วนำไปส่งออก ส่งผลให้ปริมาณการส่งออกปีที่ผ่านมาสูงมาก และผลผลิตข้าวของเวียดนามปี 2567 นี้ก็คาดว่าจะเพิ่มขึ้น ทำให้คาดว่าจะส่งออกได้ 7.5 ล้านตัน เท่ากับประเทศไทย

นอกจากนี้ เมื่อปลายเดือนมกราคม 2567 ที่ผ่านมา เวียดนามยังชนะการประมูลขายข้าว 5% ของอินโดนีเซีย กว่า 4 แสนตัน จากการประมูลทั้งสิ้น 5 แสนตัน ส่วนที่เหลือเป็นของปากีสถานและเมียนมา และได้มีการเร่งทำสัญญาเพื่อส่งมอบแล้ว การเปิดประมูลครั้งนี้ไทยเข้าร่วม แต่ไม่สามารถประมูลแข่งขันได้ เนื่องจากราคาสู้กับคู่แข่งไม่ได้

“ราคาข้าวไทย 690 เหรียญสหรัฐต่อตัน เวียดนามเสนอราคา 655 เหรียญสหรัฐต่อตัน ข้าวไทยสูงกว่าคู่แข่ง ต่างกันถึง 30-40 เหรียญสหรัฐ และที่สำคัญ การผลิตข้าวของเวียดนามปัจจุบันได้ผลผลิตต่อไร่สูงถึง 970 กิโลกรัม แต่ไทยผลิตได้เพียง 450 กิโลกรัมต่อไร่ ห่างกันมาก รวมทั้งเวียดนามยังมีพันธุ์ข้าวที่หลากหลายกว่า ตอบโจทย์คู่ค้าได้ดี”

ขณะเดียวกันต้องติดตามสถานะการส่งออกข้าวของอินเดีย ที่ผ่านมามีการชะลอส่งออกข้าว และในครึ่งปีหลังนี้จะต้องติดตามนโยบายว่า อินเดียจะยกเลิกการชะลอส่งออกข้าวหรือไม่ หลังการเลือกตั้งในเดือน เม.ย.-พ.ค.นี้ หากอินเดียกลับมาจะมีผลต่อราคาข้าวในตลาดโลกร่วงลงมา 40-50 เหรียญสหรัฐต่อตัน ตามซัพพลายข้าวโลกที่เพิ่มขึ้น และมีผลต่อโอกาสการส่งออกข้าวไทยด้วย

วอนรัฐอย่าให้เงินบาทผันผวน

การส่งออกข้าวจะได้ตามเป้าหมาย นอกจากปัจจัยของคู่แข่ง การขนส่ง โลจิสติกส์ ซึ่งต้องยอมรับว่ามีการปรับขึ้นสูงมาก อย่างเส้นทางไปสหรัฐอเมริกา ค่าระวางเรือปรับขึ้นมาเป็น 4 เท่า จากเดิม 1,200 เหรียญสหรัฐต่อตู้ เป็น 4,000 เหรียญสหรัฐต่อตู้ เป็นต้น กระทบต่อการส่งออก

ปัญหาค่าเงินบาทเป็นสิ่งที่กระทบผู้ส่งออกอย่างมาก ตั้งแต่ช่วงครึ่งปีหลัง 2566 มีการขาดทุนมากจากค่าเงินบาทที่มีความผันผวน เพราะเมื่อดูค่าเงินบาทของไทยผันผวนและสะวิงมาก ภายใน 1 วันมีการเปลี่ยนไป 0.5-0.8% หรือบางครั้งไปที่ 1% ส่งผลให้ผู้นำเข้าไม่กล้าตัดสินใจซื้อข้าวไทย และหันไปซื้อข้าวเวียดนามทดแทน เพราะมีค่าเงินที่มีเสถียรภาพกว่า รวมไปถึงค่าเงินอินเดียด้วย

อย่างไรก็ตาม ขอให้รัฐบาลดูแลเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนให้มีเสถียรภาพ ไม่ผันผวน และเร่งพัฒนาความสามารถทางการแข่งขันของข้าวไทย ทั้งพัฒนาพันธุ์ข้าวใหม่ ๆ ที่ตลาดต้องการ ได้ผลผลิตต่อไร่สูง ต้องทำคู่ขนานกับการพัฒนาระบบชลประทาน เพื่อให้ทันกับคู่แข่งทั้งเวียดนาม และอินเดีย เพราะในระยะเวลาไม่ถึง 10 ปี มีการพัฒนาพันธุ์ข้าวใหม่ได้ผลผลิต 800-940 กิโลกรัม/ไร่จากเดิมได้ 450 กิโลกรัมต่อไร่ ส่วนตอนนี้มีผลผลิต 800-940 กก.ต่อไร่ ทำให้การส่งออกเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ชำแหละจุดเสี่ยงข้าวไทยปี’67 ส่งออกพ่าย “เวียดนาม”

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...