โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เหตุผลที่โควิดกลับมาระบาดใหญ่ในเอเชีย/บทความพิเศษ จักรกฤษณ์ สิริริน

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 03 ก.ย 2564 เวลา 01.12 น. • เผยแพร่ 03 ก.ย 2564 เวลา 01.12 น.

บทความพิเศษ

จักรกฤษณ์ สิริริน

 

เหตุผลที่โควิดกลับมาระบาดใหญ่ในเอเชีย

 

สถานการณ์แพร่ระบาดของ COVID-19 ในทวีปเอเชียห้วงเวลานี้ ทวีความรุนแรงกว่าเหตุการณ์ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกันเมื่อปีที่แล้วเป็นอย่างมาก

ความน่ากังวลส่วนหนึ่งมาจากเชื้อ COVID-19 สายพันธุ์เดลต้า (เดิมคือสายพันธุ์อินเดีย) ได้กระจายตัวไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะในทวีปเอเชีย

สำนักข่าว AP รายงานว่า สถานการณ์ COVID-19 ในไทย และชาติเอเชียหลายแห่ง ถือเป็นเหตุการณ์ COVID-19 ระบาดใหญ่จริงๆ ครั้งแรกของประเทศเหล่านี้

AP บอกว่า ชาติที่กำลังเจอศึกหนักคล้ายกับไทย ประกอบด้วย เวียดนาม และไต้หวัน ทั้งๆ ที่ชาติเหล่านี้ต่างผ่านช่วง 1 ปีครึ่ง ซึ่ง COVID พิชิตโลกได้ดีระดับหนึ่ง

โดยเมื่อไม่นานมานี้ องค์การอนามัยโลก (WHO : World Health Organization) ได้ระบุว่า สายพันธุ์เดลต้านั้น แพร่ระบาดได้ง่ายที่สุดตั้งแต่มีการพบ COVID-19 มา

และองค์การอนามัยโลกได้เริ่มมีตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิดสายพันธุ์เดลต้าอย่างเป็นทางการที่เพิ่มขึ้นในไทย บังกลาเทศ อินโดนีเซีย และมองโกเลีย อย่างชัดเจน

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มีข้อมูลซึ่งบ่งชี้ว่าเชื้อแพร่โดยเจ้าหน้าที่สายการบิน และผู้โดยสารที่เดินทางในหลายประเทศ ห้วงที่หลายชาติได้เริ่มผ่อนคลายมาตรการ

เนื่องจากอัตราการระบาดในช่วงปลายปี ค.ศ.2020 ที่เริ่มซาลงไปก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเดินทางภายในของแต่ละประเทศที่กลับมาคึกคักในตอนนั้น

ถ้ายังจำกันได้เมื่อปีกลาย หลายชาติในเอเชียเลือกใช้มาตรการ Lockdown เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของ COVID อย่างเข้มข้น หลายแห่งใช้แบบขั้นสูงสุด

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสั่งปิดสถานที่ซึ่งอาจมีผู้คนเข้าร่วมหนาแน่น เช่น ห้างสรรพสินค้า และสถานที่สาธารณะ หรือการปิดน่านฟ้าไม่อนุญาตให้เดินทาง

ชาติที่ได้รับผลกระทบจากการปิดน่านฟ้าหนักที่สุดก็คือประเทศที่มีรายได้หลักจากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมภาคบริการที่เกี่ยวเนื่องทั้งหมด

ขณะเดียวกัน ประเทศที่พึ่งพาอุตสาหกรรมการผลิต อาจจะยังสามารถรักษาการขยายตัวทางเศรษฐกิจเอาไว้ได้ แต่ก็รักษาได้ไม่นานเพราะ COVID ที่รุนแรงมากขึ้น

ในห้วงเวลานี้ ที่รัฐบาลเอเชียหลายประเทศยังประสบปัญหาการไม่สามารถควบคุมการแพร่กระจายของเชื้อ COVID-19 ไม่ให้ระบาดในวงกว้างได้

และแม้ว่าอินเดียต้นตำรับเดลต้าจะผ่านจุดวิกฤตหนักสุดจากการระบาดของ COVID ระลอกล่าสุดไปแล้ว แต่หลายประเทศในเอเชียกำลังมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

เพื่อนบ้านรั้วติดกับอินเดียอย่างปากีสถาน เนปาล หรือศรีลังกามีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นสูงในเดือนพฤษภาคม 2021 เนปาลหนักหน่อยหลังจากยอดผู้ติดเชื้อพุ่งขึ้นสูงอย่างรวดเร็ว

ขณะเดียวกัน ตัวเลขผู้ติดเชื้อในอัฟกานิสถาน พุ่งขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อเดือนมิถุนายน 2021 มีการระบุว่า 60% ของผู้ติดเชื้อในกรุงคาบูลมาจากสายพันธุ์เดลต้า

สถานการณ์ในฟิลิปปินส์ก็ดูจะไม่สู้ดีนัก เนื่องจากมีรายงานตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่อยู่ที่ประมาณ 5,000 คนต่อวัน หลังจากเกิดการระบาดระลอกใหม่ไม่นานมานี้

ขณะที่มาเลเซียก็มีรายงานสถิติตัวเลขผู้ติดเชื้อรายวันกว่าหมื่นรายเมื่อปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา แม้ว่าจะใช้มาตรการอย่างเข้มงวดมาโดยตลอด

 

หากเราจะเปรียบเทียบกับนโยบายการป้องกันการแพร่ระบาด COVID-19 ในหมู่ประเทศพัฒนาแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาติตะวันตก นับจากเมื่อปีที่แล้ว (2020)

จะพบว่า รัฐบาลบางแห่งในเอเชีย เช่น ไทย เวียดนาม และไต้หวัน ที่ก่อนหน้านี้ ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการจัดหาวัคซีน และชุดตรวจ Rapid Test มากเท่าที่ควร

Our World in Data ชี้ว่า ปัจจุบัน ประชากรไทยที่ได้รับวัคซีนครบ 2 โดสแล้วนั้น มีเพียง 5 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ตัวเลขของเวียดนามนั้นอยู่ที่เพียง 1 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

ขณะเดียวกัน ที่ไต้หวันนั้น ข้อมูลเมื่อต้นเดือนสิงหาคมระบุว่า การฉีดวัคซีนครบ 2 โดสให้ประชากรอยู่ที่ 0.5 เปอร์เซ็นต์ มีเพียง 20% เท่านั้นที่ได้รับวัคซีนเข็มแรก

จะเห็นได้ว่า การฉีดวัคซีนให้ประชาชนที่ล่าช้าอยู่ในประเทศเหล่านี้ ทำให้หลายฝ่ายกังวลกันว่า COVID สายพันธุ์เดลต้าที่กำลังระบาด จะทำให้สถานการณ์ยิ่งย่ำแย่

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากเราดูตัวอย่างจากสหราชอาณาจักร คืออังกฤษ ที่ได้ทำการฉีดวัคซีน COVID-19 ให้กับประชาชนไปแล้วเป็นสัดส่วนมากถึง 90 เปอร์เซ็นต์

ขณะเดียวกัน ก่อนหน้านี้ จนถึงปัจจุบัน ประชากรสหรัฐอเมริกาเกือบ 100% สามารถเข้ารับการฉีดวัคซีนอย่างง่ายดาย ได้จากร้านขายยาทั่วประเทศเลยทีเดียว

กรณีของอินโดนีเซียนั้น แม้จะได้รับมอบวัคซีนมาจากหลายแหล่ง แต่การฉีดวัคซีนครบ 2 โดสยังอยู่ที่ระดับ 6% สวนทางกับยอดผู้ติดเชื้อใหม่ทุบสถิติที่ 60,000 ราย

ทุกวันนี้ ปัญหาหลักของอินโดนีเซีย และกลุ่มประเทศมุสลิมในเอเชียก็คือ ความเชื่อที่ว่า COVID-19 ไม่ได้มาตรฐาน HALAL และขัดต่อบัญญัติของศาสนาอิสลาม

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความเชื่อที่ร่ำลือกันต่อๆ มาว่า COVID-19 เป็นเพียงเรื่องโกหก ผนวกกับการที่ผู้ป่วยในประเทศเหล่านี้ พากันหลีกเลี่ยงไม่ยอมเข้าโรงพยาบาล

 

ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย หรือ ADB ได้ปรับลดคาดการณ์อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปีนี้ ลงมาที่ 4.0% จากระดับ 4.4%

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลในเอเชียหลายแห่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศไทยของเรา ได้ประกาศว่า ปริมาณวัคซีนในประเทศน่าจะเพิ่มมากขึ้นในช่วงหลังของปีนี้

ส่วนรัฐบาลเวียดนามประกาศว่าจะจัดหาฉีดวัคซีนให้ได้ 110 ล้านโดส ภายในเดือนธันวาคม ซึ่งยังต่ำกว่าเป้าหมาย 150 ล้านโดส สำหรับประชากร 75 เปอร์เซ็นต์

เช่นเดียวกับประธานาธิบดี ไช่ อิง เหวิน ของไต้หวัน ที่ประกาศตั้งเป้าเช่นกันว่าจะฉีดวัคซีนให้ได้ถึง 25 เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งหมดภายในวันที่ 31 กรกฎาคมที่ผ่านมา

นอกจากนี้ ประชากรจำนวน 660 ล้านคนของอาเซียน ก็กำลังเผชิญกับสภาพชะงักงันทางเศรษฐกิจรอบใหม่จากการที่รัฐบาลสั่ง Lockdown เพื่อควบคุม COVID

ในปัจจุบัน ต้องยอมรับว่า จำนวนผู้ติดเชื้อ COVID-19 ในหลายประเทศทั่วเอเชีย ยังคงมีรายงานตัวเลขที่พุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ทำสถิติ New High รายวันอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่การเดินหน้าแจกจ่ายวัคซีนให้กับประชาชนยังคงล่าช้ากว่าที่คาดไว้มาก และรัฐบาลหลายแห่งเริ่มหมดหวังว่ากับการดำเนินมาตรการต่างๆ ในการป้องกัน COVID

 

นักวิเคราะห์ระบุว่า การที่ประเทศต่างๆ ในเอเชียยังไม่สามารถจัดหาวัคซีนได้รวดเร็วพอนั้น เป็นเพราะบริษัทเวชภัณฑ์จากโลกตะวันตกไม่สามารถผลิตได้ทัน

เพราะยังคงวุ่นวายอยู่กับจัดเตรียมสายพาน และวัตถุดิบให้ทันคำสั่งซื้อจากรัฐบาลอื่นๆ ทั่วโลก ที่ทั้งหมดแทบจะรุมสกรัมบริษัทผู้ผลิตวัคซีนที่มีเพียงไม่กี่เจ้า

ประกอบกับการทำงานของรัฐบาลในเอเชียที่ออกใบอนุญาตให้บริษัทวัคซีนอย่างล่าช้า และประชาชนในหลายประเทศมีความกังวลเกี่ยวกับผลข้างเคียงของวัคซีน

ทำให้หลายประเทศเริ่มหันไปขอรับบริจาควัคซีนจากมหาอำนาจต่างๆ ทั้งจีน ญี่ปุ่น และสหรัฐ เช่น เวียดนามที่กำลังรอรับวัคซีนจำนวน 1.8 ล้านโดสจากญี่ปุ่น

ระหว่างนี้ เวียดนามก็เดินหน้าเร่งให้มีการผลิตวัคซีนภายในประเทศโดยด่วนอยู่ ตามรายงานของเว็บไซต์ Vietnam Insider เมื่อเดือนกรกฎาคมปี 2021 ที่ผ่านมา

ทั้งหมดนี้ คือเหตุผลที่ COVID-19 กลับมาระบาดใหญ่ในเอเชียปีนี้นั่นเองครับ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...