แนะหลัก 4 ข้อ ป้องกันอันตรายจากฟ้าผ่า!!
เตือนประชาชนระมัดระวังพายุฝนฟ้าคะนอง หลีกเลี่ยงอยู่ใกล้ต้นไม้ สูงใหญ่ ป้ายโฆษณา และระวังฟ้าผ่า พร้อมแนะนำหลัก 4 ข้อ ป้องกันอันตรายจากฟ้าผ่า
กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เตือนประชาชนในหลายพื้นที่ของประเทศไทย ระวังพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ควรหลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ต้นไม้สูงใหญ่ ป้ายโฆษณา อาจเกิดการหักโค่นหรือหล่นทับ ทำให้ได้รับบาดเจ็บหรืออาจเสียชีวิตได้ และไม่ควรออกจากบ้านขณะฝนตกฟ้าคะนอง อาจเสี่ยงโดนฟ้าผ่า
วันนี้ (3 เม.ย. 62) นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค ระบุว่า จากรายงานกรมอุตุนิยมวิทยาที่ประกาศว่าจะมีอากาศร้อนถึงร้อนจัด มีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้น มีลักษณะเป็นพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และลูกเห็บตกบางพื้นที่ ในหลายพื้นที่ของประเทศไทย ทั้งภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก รวมถึงกรุงเทพ และปริมณฑล
จึงขอให้ประชาชนระมัดระวัง ขณะเกิดฝนตก และลมกระโชกแรง ไม่ควรอยู่ใกล้ต้นไม้ใหญ่ เสาไฟฟ้า และป้ายโฆษณาต่างๆ เพราะอาจเกิดการหักโค่น หรือหล่นทับ ทำให้ได้รับบาดเจ็บ หรืออาจเสียชีวิตได้ นอกจากนี้ ขณะฝนตกฟ้าคะนอง ไม่ควรออกนอกบ้าน เสี่ยงโดนฟ้าผ่าได้
สำหรับข้อแนะนำประชาชนป้องกันอันตรายจากการถูกฟ้าผ่า มี 4 ประการ ดังนี้
*1.ห้ามอยู่ใกล้ หรือใช้อุปกรณ์ที่เป็นสื่อนำไฟฟ้า เช่น เครื่องมือการเกษตร และโทรศัพท์สาธารณะ เพราะอุปกรณ์เหล่านี้มีส่วนประกอบที่เป็นแผ่นโลหะ ซึ่งเป็นสื่อนำไฟฟ้า *
2.ควรหลบในอาคารที่ติดตั้งสายล่อฟ้า จะช่วยป้องกันอันตรายจากฟ้าผ่าได้ และไม่ควรใช้โทรศัพท์ เปิดคอมพิวเตอร์ เล่นอินเตอร์เน็ต ดูโทรทัศน์ ฟังวิทยุ หรือ อยู่ใกล้ประตู หน้าต่างที่มีส่วนประกอบเป็นโลหะในขณะฟ้าร้อง ฟ้าผ่า
3.หลีกเลี่ยงการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชนิด เพราะกระแสไฟจากฟ้าผ่า อาจไหลผ่านเครื่องใช้ไฟฟ้า ทำให้เครื่องใช้ไฟฟ้าเสียหาย และเกิดอันตรายขึ้นได้
4.กรณีอยู่ในรถ ควรปิดกระจกทุกบาน หากฟ้าผ่าลงรถ ควรตั้งสติ ไม่ควรออกจากรถโดยเด็ดขาด เพราะกระแสไฟฟ้าที่ไหลตามผิวโลหะของตัวถังรถจะไหลลงสู่พื้นดิน หากออกนอกรถจะมีความเสี่ยงที่จะถูกฟ้าผ่าสูง ที่สำคัญอย่าสัมผัสส่วนที่เป็นโลหะ
สำหรับการช่วยเหลือผู้ถูกฟ้าผ่า และผู้ประสบอุบัติเหตุ ต้องช่วยอย่างรวดเร็ว โดยประเมินสถานการณ์ความปลอดภัยที่เกิดเหตุ และโทรศัพท์ขอความช่วยเหลือ จากศูนย์บริการการแพทย์ฉุกเฉิน เบอร์ 1669 พร้อมแจ้งข้อมูลผู้ประสบอุบัติเหตุ และสถานที่เกิดเหตุ
รวมถึงประเมินการหายใจ และการเต้นของหัวใจ หากไม่หายใจ และหัวใจหยุดเต้น ให้รีบช่วยชีวิตทันที โดยการกดหน้าอกในตำแหน่งตรงกลางให้ได้ประมาณ 100 ครั้งต่อนาที ลึกลงไปอย่างน้อย 2 นิ้ว จนกว่าหัวใจจะเต้น คลำชีพจรได้ หรือ จนกว่าจะมีหน่วยบริการการแพทย์ฉุกเฉินมาช่วย แล้วรีบนำส่งโรงพยาบาล หากประชาชนมีข้อสงสัยสามารถสอบถามได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422