ความพยายามของจีนต่อทิเบต ในพิธีสืบทอดตำแหน่ง "ทะไล ลามะ"
เป็นเวลากว่า 6 ทศวรรษ สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างดินแดนใต้ขุนเขาหิมาลัยอย่างทิเบต และรัฐบาลคอมมิวนิสต์จีน แม้อยู่ภายใต้เขตแดนของสาธารณรัฐประชาชนจีนมานาน
แต่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ก็เป็นไปแบบลุ่มๆ ดอนๆ
จีนพยายามแผ่อิทธิพลแบบคอมมิวนิสต์จีนเข้าไปในดินแดนที่พลังศาสนามีความเข้มแข็ง ภายใต้การปกครองของบรรดาพระทิเบต นำโดยทะไล ลามะ ผู้นำทางจิตวิญญาณที่เป็นที่เคารพศรัทธาของผู้คนในแถบนี้
ตามธรรมเนียมของการเลือกผู้นำทางจิตวิญญาณคนใหม่ จะต้องผ่านพิธีกรรมสืบทอดตำแหน่งหรือการกลับชาติมาเกิดของทะไล ลามะ ซึ่งทำกันมาหลายรุ่น รัฐบาลจีนที่พยายามอย่างมากในการควบคุมแบบเบ็ดเสร็จในแผ่นดินนี้
นอกจากการดำเนินวิธีการตามปกติแล้ว พวกเขาก็ต้องการมีส่วนกำหนดความเป็นไปของจีนเหนือดินแดนนี้ผ่านพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์นี้ด้วยเช่นกัน
แหล่งข่าวระบุว่า ในวัย 85 ปี ที่เป็นวัยไม่สามารถทำอะไรได้มาก ไม่ว่าปีนเขา วิ่ง ตื่นตลอดทั้งวัน หรือใครก็อย่าทำให้เสียใจ แต่เทนซิน เกียตโซ หรือทะไล ลามะ องค์ที่ 14 ต้องเดินทางเลาะผ่านประเทศเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกอย่างจีน มีทุกคนยกเว้นจีนเท่านั้นที่ให้ความเคารพและต้อนรับ (ยกเว้นเพียงบางประเทศที่มีความสัมพันธ์อันดีกับจีน และไม่อยากสร้างความขัดใจต่อพี่ใหญ่ที่อาจกระทบต่อเศรษฐกิจหรือความสัมพันธ์อันดี)
การมีข้อตกลงกับผู้นำจีนหลายรุ่นจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ทะไล ลามะ ได้อยู่ในสถานะพิเศษยิ่ง ที่ไม่เพียงสร้างความซับซ้อนอันยากจะเข้าใจให้กับผู้นำจีน แต่ยังทำให้ผู้นำทางจิตวิญญาณของทิเบตนำหน้าถึง 2 ก้าว ในหมากการเมืองภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างปักกิ่งและดารัมซาร่า (เมืองในรัฐหิมาจัลประเทศของอินเดีย ซึ่งเป็นที่ตั้งชุมชนชาวทิเบตลี้ภัยจากบ้านเกิดอาศัยอยู่)
ด้านจีนที่กำลังเตรียมการ ทางผู้นำทิเบตได้เดินทางเกมนี้ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ผ่านธรรมเนียมปฏิบัติของพวกเขาเองอย่างการระบุผู้สืบทอดหรือผู้กลับมาจากชาติกำเนิดจากทะไล ลามะ องค์ที่ 14 เมื่อใดก็ตามที่เกิดขึ้น เหล่าพระจะปล่อยแถลงการณ์จำนวนมากจนนำไปสู่ความสับสน และรัฐบาลจีนดูเหมือนจะต้องหัวหมุนกับผลกระทบนี้ด้วย
อย่างไรก็ตาม ฝั่งจีนเองก็มีความเชื่อมั่น โดยวางแผนจะใช้โกศทองโบราณ ดำเนินการระบุผู้ที่จะเป็นทะไล ลามะ คนต่อไป หลักฐานอันเพียงพอนี้ได้ออกสู่พื้นที่สาธารณะ โดยนักเขียนที่จริงจังและได้รับความเคารพอย่างแม็กซ์ โอตมาน ในงานเขียนชื่อ “Forging the Golden Urn”
อย่างไรก็ตาม การยกเลิกพิธีกรรมโดยตัวองค์ทะไล ลามะนั้นเป็นประเด็นสำคัญ โดยท่านกล่าวหลายครั้ง ซึ่งย้อนแย้งกับคำมั่นของรัฐบาลจีนเพื่อเพิ่มความสำคัญทั้งพลังและทรัพยากรต่อพิธีกรรมคัดเลือกผู้สืบทอดผู้นำทางจิตวิญญาณของทิเบต
ท่านเคยได้ให้คำแนะนำแก่พรรคคอมมิวนิสต์จีนเพื่อลองก่อน และค้นหาการกลับชาติมาเกิดของเหมาและเติ้งเสี่ยวผิงด้วย
แหล่งข่าวระบุอีกว่า ในปี 2011 องค์ทะไล ลามะ เคยกล่าวว่า โกศทองคำอาจไม่ถูกใช้ในพิธีการกลับชาติมาเกิดและพิธีการดั้งเดิมถูกระบุลงในจดหมายที่เขียนขั้นตอนที่ต้องทำตาม
แต่ก็สร้างความสับสนให้กับจีน เพราะองค์ทะไล ลามะ ได้มีการพบปะกับสื่อต่างชาติและผู้เลื่อมใส ก็กล่าวหลายครั้งว่า สถาบันศาสนาของทิเบตอาจจบลงในยุคของท่าน หรืออาจนำไปสู่การมีองค์ทะไล ลามะ ที่เป็นสตรี ถึงแม้ว่าพิธีกรรมสืบทอดตำแหน่งมีความเป็นศักดินาก็ตาม
ส่วนทางรัฐบาลจีน จากข้อมูลของสำนักงานพุทธศาสนาของจีน ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับมือกับศาสนาในจีนก็ถูกขอให้ไปสืบเสาะข้อมูลเกี่ยวกับพุทธศาสนาทิเบต จากทุกภาคของประเทศ เพื่อหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับพิธีกรรมสืบทอดตำแหน่ง โดยคัดเอาเนื้อหาสำคัญให้กับพรรคคอมมิวนิสต์จีน เจ้าหน้าที่ สนง.พุทธศาสนาจีนได้ออกค้นหาทั้งในทิเบตและพื้นที่ชุมชนชาวทิเบตเพื่อหาเอกสารดังกล่าว เช่นเดียวกับที่ได้รับมอบหมายให้เก็บข้อมูลเพื่อสนับสนุนจุดยืนของจีนที่ว่า “ทิเบตเป็นส่วนหนึ่งของจีน”
อย่างไรก็ตาม ปัญหาอยู่ที่เอกสารสำคัญที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวไปอยู่ที่ไต้หวัน ซึ่งพรรคก๊กมินตั๋งในช่วงที่ลี้ภัยตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นบนเกาะไต้หวันในช่วงปี 1949 ก็ได้นำเอกสารเหล่านี้ไปด้วย ทำให้นักวิชาการได้ทำการศึกษาและเผยจุดอ่อนในข้อถกเถียงของฝ่ายจีนที่พยายามยกอ้าง ทั้งสถานะของทิเบตกับจีน รวมถึงพิธีสืบทอดตำแหน่งทะไล ลามะ
ปัจจุบัน องค์ทะไล ลามะ คนที่ 14 ในวัย 85 ก็ยังคงมีสุขภาพกายและใจที่แข็งแรง และได้ประกาศว่าจะมีชีวิตอยู่จนถึงอายุ 113 ปี
นั้นทำให้จีนต้องมาตีความคำพูดของผู้นำทางจิตวิญญาณคนนี้ และดิ้นรนที่จะพิสูจน์ให้เห็นถึงจุดยืนของพวกเขาในโลกที่ระแวดระวังมากขึ้น
แต่ในขณะที่จีนกำลังดำเนินนโยบายและการปฏิบัติต่อทิเบตนั้น ล่าสุดสำนักข่าวซีเอ็นเอ็นรายงานเมื่อปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมาว่า สภาคองเกรสได้เห็นชอบร่างกฎหมายเพื่อปรับปรุงรัฐบัญญัตินโยบายทิเบตปี 2002 เพื่อเสริมสร้างจุดยืนของสหรัฐที่มีต่อจีน ซึ่งกฎหมายดังกล่าวถูกผลักดันโดยนายบิลล์ แม็กกอฟเวิร์น ส.ส.แมสซาชูเซตส์จากพรรคเดโมแครต
สาระสำคัญคือ การระบุในนโยบายสหรัฐที่ว่า การสืบทอดตำแหน่งผู้นำทางจิตวิญญาณของทิเบต รวมถึงทะไล ลามะ คนที่ 15 ในอนาคต เป็นสิทธิของประชาคมชาวทิเบตแต่เพียงผู้เดียว โดยปราศจากการแทรกแซงจากรัฐบาลจีน
เนื้อหากฎหมายยังระบุอีกว่า หากเจ้าหน้าที่ของจีนเข้าแทรกแซงกระบวนการสืบทอดหรือการกลับชาติมาเกิดของทะไล ลามะ จีนอาจถูกดำเนินมาตรการภายใต้รัฐบัญญัติแมกนิสกีฉบับครอบคลุมทั่วโลก
นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้มีการจัดตั้งสถานกงสุลสหรัฐในกรุงลาซาซึ่งเป็นเมืองหลวงของเขตปกครองตนเองทิเบต
โดยทิเบตถือเป็นภูมิภาคปกครองตนเองที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลภายในสาธารณรัฐประชาชนจีน แม้ว่าชาวทิเบตจำนวนมากจะโต้แย้งความชอบธรรมของการปกครองของจีน
นายแม็กกอฟเวิร์นกล่าวว่า ควรชัดเจนว่าเราสนับสนุนความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสหรัฐกับจีน แต่คงสาระสำคัญที่ว่า สิทธิมนุษยชนของประชาชนทุกคนในจีนนั้น รัฐบาลจะต้องให้ความเคารพ