โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

ย้อนรอย 23 ปี วิกฤต "ต้มยำกุ้ง ปี'40" เปรียบเทียบ "โควิด ปี'63"

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 07 ก.ค. 2563 เวลา 07.27 น. • เผยแพร่ 02 ก.ค. 2563 เวลา 09.11 น.

2 ก.ค. 2563 ถือเป็นวันครบรอบ 23 ปี ที่ประเทศไทยประกาศ “ลอยตัวค่าเงินบาท” ถือเป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤตต้มยำกุ้ง

หลังการประกาศลอยตัวค่าเงินบาท หรือสมัยนั้นเรียกว่าลดค่าเงิน ทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงอย่างรุนแรง จากเดิมกำหนดไว้ที่ 25 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ทำให้เงินบาทขยับขึ้นไปกว่า 50 บาท/ดอลลาร์ ทำให้สถาบันการเงินและภาคธุรกิจที่ก่อหนี้ต่างประเทศ มีภาระหนี้เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว และนำไปสู่การปิด 58 ไฟแนนซ์ และธนาคารพาณิชย์ต้องล้มละลายและฉุดให้เศรษฐกิจตกตํ่าอย่างรุนแรง จนทำให้รัฐบาลไทยต้องขอรับความช่วยเหลือจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF)

นายปรีดี ดาวฉาย ประธานสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยว่า วันที่ 2 ก.ค. 2563 ครบรอบวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 ซึ่งเป็นวิกฤตการเงินที่ก่อเกิดหนี้ครั้งใหญ่ขึ้นมามากกว่า 1.4 ล้านล้านบาท ซึ่งปัจจุบันผ่านมา 23 ปี ใช้หนี้ไปแค่ 7 แสนล้านบาท และยังเหลืออีกกว่า 7 แสนล้านบาท (กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน) เพราะฉะนั้นเราจะต้องดำเนินการเพื่อไม่ให้เกิดภาพอย่างวันนั้น วันนี้จึงต้องหามาตรการต่างๆ โดยเฉพาะมาตรการที่ให้สถาบันการเงินยังสามารถดำรงเงินกองทุนได้ แม้จะเจอผลกระทบที่รุนแรงยังสามารถยืนอยู่ได้

“เพราะฉะนั้นถามว่าวันนี้ห่วงแค่ไหน ยังไม่มีใครตอบได้ ถ้าสมมุติบอกแย่ต่อไปเรื่อยๆ ก็ไม่มีใครอยู่ได้ แต่จากการประเมินระยะเวลาของการดูแลเรื่องวัคซีนโควิดจะมาในปีหน้า ซึ่งทุกอย่างกำลังปรับตัว ภาวะเศรษฐกิจแน่นอนว่าความเสียหายเกิดขึ้น แต่ในบางช่วงบางจังหวะคนขาดรายได้ รัฐบาลที่กู้เงินไปแจกประชาชนแล้ว รัฐบาลก็เป็นหนี้ แต่ถามว่าทำไมต้องทำมาตรการเหล่านี้ก็เพื่อช่วยเหลือประชาชน”

นางสาวรุ่ง สงวนเรือง ผู้อำนวยการสายงานวางแผนโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า วิกฤตปี 2540 มิใช่เป็นเพียงวิกฤตค่าเงินบาทเท่านั้น แต่เป็นสถานการณ์ที่ทั้งระบบการเงินของประเทศเกือบล่มสลาย เนื่องจากการกู้เงินตราต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ไทยในวันนั้นใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ และดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูง ทำให้ต้นทุนของเงินต่างประเทศต่ำกว่าในประเทศ บางส่วนถูกนำไปใช้ในกิจกรรมเก็งกำไร อาทิ ตลาดหุ้น และภาคอสังหาริมทรัพย์ บ่งชี้ถึงการจัดสรรทรัพยากรอย่างไม่เต็มประสิทธิภาพ

โดยตัวเลขทุนสำรองต่อหนี้ต่างประเทศระยะสั้นในปี 2540 อยู่ที่ 70.4% เทียบกับปัจจุบันสูงถึง 380% ขณะที่ค่าเงินบาทก่อนปี 2540 อยู่ที่ระดับ 25 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ และต่อมาในปี 2541 หลังลอยตัว เงินบาทอ่อนค่าสุดที่ระดับ 56.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับค่าเงินบาทวันที่ 2 กรกฎาคม 2563 อยู่ที่ 31.02 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

“นับตั้งแต่วิกฤตต้มยำกุ้ง สถาบันการเงินรวมถึงผู้ดำเนินนโยบายมีความระมัดระวังมากขึ้น ให้ความสำคัญกับเสถียรภาพมากกว่าการเติบโตอย่างหวือหวา และระดับการก่อหนี้ของธุรกิจเอกชนสะท้อนการบริหารความเสี่ยงอย่างรัดกุมมากขึ้นเช่นกัน”

2 ปัญหาค่าเงินบาท

“ค่าเงินบาท” วันนี้เป็นปัญหาที่กลับด้านจากปี 2540 เพราะเงินบาทแข็งค่าขึ้น กระทบขีดความสามารถการแข่งขันด้านราคาของผู้ส่งออกไทย ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกซบเซา โดยในช่วง 4 ปีมานี้ เงินบาทแข็งค่าขึ้นกว่า 16% ถือเป็นสกุลเงินที่แข็งค่าที่สุดในโลก จากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัด เนื่องจากการลงทุนในประเทศอยู่ในระดับต่ำ ส่วนกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายแม้ครึ่งแรกของปีนี้นักลงทุนต่างชาติเป็นผู้ขายสุทธิในตลาดหุ้นและพันธบัตรไทย แต่ในภาพรวม 4-5 ปีมานี้ ผู้เล่นต่างชาติยังมองว่าระดับทุนสำรองและการเกินดุลยังทำให้เงินบาทมีเสถียรภาพสูงกว่าสกุลเงินตลาดเกิดใหม่แห่งอื่นๆ ขณะที่การผ่อนคลายนโยบายการเงินของสหรัฐฯในระดับที่ไม่เคยปรากฎมาก่อน กดดันเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงอีกทางหนึ่ง

ขณะที่วันนี้ “วิกฤตโควิด-19” ที่ประเทศไทยอาจจะได้รับผลกระทบที่รุนแรงมากกว่าหลายประเทศในภูมิภาค เป็นเพราะความเปราะบางเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่พึ่งพาอุปสงค์จากต่างประเทศอย่างมาก (การท่องเที่ยว และส่งออก) รวมถึงหนี้ภาคครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้นก่อนโควิดกำลังฉุดรั้งกำลังซื้อของกลุ่มคนในภาคธุรกิจบริการอย่างมีนัยสำคัญ

ทั้งนี้ “วิกฤตต้มยำกุ้ง” ทำให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยปี 2541 ติดลบ 7.6% แต่ใช้เวลาไม่นานในการฟื้นตัว เพราะค่าเงินบาทที่อ่อนลงมากช่วยภาคส่งออก แต่เศรษฐกิจไทยถึงแม้จะฟื้นตัวแต่ไม่ได้กลับมาเติบโตในอัตราร้อนแรงอย่างช่วงก่อนต้มยำกุ้ง

สำหรับผลกระทบจากสถานการณ์ระบาดของไวรัสโควิด-19 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คาดว่าจีดีพีปี 2563 หดตัว -8.1% และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์อยู่ที่ติดลบ -7.7% ที่แน่นอนก็คือ “รุนแรงกว่าวิกฤตต้มยำกุ้ง” เพราะเศรษฐกิจไทยพึ่งพาภาคการส่งออกและท่องเที่ยวในสัดส่วนสูง ขณะที่อุปสงค์ทั้งในและต่างประเทศเวลานี้ฟุบลงพร้อมๆ กันจากมาตรการล็อกดาวน์ ส่วนภาคเกษตรไม่สามารถรองรับการเลิกจ้างของแรงงานในภาคการผลิตและบริการได้เหมือนอย่างช่วงปี 2540-2541 ดังนั้นวิกฤตโควิด-19 จึงอาจต้องใช้เวลาฟื้นตัวนานกว่าวิกฤตต้มยำกุ้ง และบางภาคธุรกิจเผชิญผลกระทบถาวรจากการพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...