ออฟฟิศซินโดรมพุ่ง ดันธุรกิจกายภาพบำบัด สุดบูม รายใหม่แห่ลงทุน
The Bangkok Insight
อัพเดต 05 ก.ค. 2566 เวลา 02.07 น. • เผยแพร่ 05 ก.ค. 2566 เวลา 02.07 น. • The Bangkok Insightกรมพัฒน์ฯ เผย ธุรกิจกายภาพบำบัด บูม หลังคนวัยทำงาน คนเล่นกีฬา แห่ใช้บริการ 5 เดือนแรกปีนี้ รายใหม่ยื่นจัดตั้งบริษัเพิ่ม 22 ราย
นายทศพล ทังสุบุตร อธิบดี กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในช่วง 5 เดือนของปี 2566 (ม.ค.-พ.ค.) มีการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจกายภาพบำบัด จำนวน 22 ราย ทุน 31.40 ล้านบาท
ทั้งนี้ เป็นการเพิ่มขึ้นตามแนวโน้มความต้องการใช้บริการของ กลุ่มคนวัยทำงาน ช่วงอายุ 25-54 ปี จำนวนเกือบ 30 ล้านคน หรือคิดเป็น 45% ของจำนวนประชากรทั้งประเทศ ที่ประสบปัญหาในการทำงาน จากพฤติกรรมการนั่งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน และไม่ได้ปรับเปลี่ยนอิริยาบถ ทำให้เกิดอาการออฟฟิศซินโดรม และต้องการใช้บริการคลินิกกายภาพบำบัดเพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ ยังพบว่า มีแบรนด์กีฬา ที่มองเห็นถึงโอกาสในการต่อยอดธุรกิจ ไปสู่ธุรกิจด้านสุขภาพ ได้เข้ามาลงทุนจัดตั้งคลินิกกายภาพบำบัด และศูนย์วิทยาศาสตร์การกีฬาขนาดใหญ่ในประเทศไทย เพื่อเสริมธุรกิจด้านกีฬาที่ดำเนินกิจการอยู่ ทำให้สามารถให้บริการได้อย่างครบวงจร
สำหรับสถิติการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจกายภาพบำบัด ย้อนหลังตั้งแต่ปี 2563 พบว่า มีการจดทะเบียนจัดตั้ง 12 ราย ทุนจดทะเบียน 158 ล้านบาท ในปี 2564 จัดตั้ง 17 ราย ทุน 31.4 ล้านบาท ปี 2565 จัดตั้ง 37 ราย ทุน 101.35 ล้านบาท
ขณะที่ในช่วงปี 2563 และปี 2564 เป็นช่วงเกิดสถานการณ์โควิด-19 ทำให้เป็นอุปสรรคในการทำธุรกิจ แต่พอปี 2565 ก็เริ่มดีขึ้น หลังจากโควิด-19 คลี่คลาย และปี 2566 เมื่อเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะปกติ และมีการตื่นตัวเรื่องการรักสุขภาพ ก็ส่งผลให้มีการตั้งใหม่เพิ่มขึ้น และแนวโน้มรายได้ธุรกิจจะมีมากขึ้น
กรมฯ มองว่า ธุรกิจกายภาพบำบัด ยังคงมีที่ว่างสำหรับนักลงทุนชาวไทยและต่างชาติในการเข้ามาร่วมแชร์ส่วนแบ่งทางการตลาด โดยขึ้นอยู่กับความพร้อม และความเป็นมืออาชีพของผู้ประกอบการเป็นหลัก
ปัจจุบัน ธุรกิจการทำกายภาพบำบัดที่ดำเนินกิจการอยู่ในประเทศไทย ณ วันที่ 31 พฤษภาคม 2566 มีจำนวน 175 ราย คิดเป็น 0.01% ของธุรกิจทั้งหมดที่ดำเนินการอยู่ และมีมูลค่าทุน 1,665.55 ล้านบาท คิดเป็น 0.007% ของธุรกิจทั้งหมดที่ดำเนินการอยู่ในประเทศไทย
สำหรับธุรกิจส่วนใหญ่ ดำเนินกิจการในรูปแบบบริษัทจำกัด จำนวน 163 ราย คิดเป็น 93.14% มูลค่าทุน 1,645.85 ล้านบาท และเป็นธุรกิจขนาดเล็ก (S) มากที่สุด 174 ราย คิดเป็น 99.43%
ด้านสถานประกอบการส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ 91 ราย รองลงมา คือ ภาคกลาง 33 ราย ภาคเหนือ 15 ราย ภาคใต้ 13 ราย ภาคตะวันออก 11 ราย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 8 ราย และภาคตะวันตก 4 ราย
อ่านข่าวเพิ่มเติม