จี้รัฐช่วยเหลือด่วนคนไทยพลัดถิ่นหนีภัยสู้รบในพม่าหลบข้ามฝั่ง-เชื่อปะทะกันอีกยาว
จี้รัฐช่วยเหลือด่วนคนไทยพลัดถิ่นหนีภัยการสู้รบในพม่าหลบข้ามฝั่งมาอยู่กับญาติ-เชื่อปะทะกันอีกยาว เผยขบวนการค้ามนุษย์ฉวยโอกาสขนแรงงานข้ามชาติกันคึกคัก
เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2566 นายภควินทร์ แสงคง ที่ปรึกษาเครือข่ายคนไทยพลัดถิ่น ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีคนไทยพลัดถิ่นนับพันคนจากฝั่งพม่าหนีภัยการสู้รบระหว่างกองทัพพม่ากับฝ่ายกองกำลังพิทักษ์ประชาชน (People’s Defense Force-PDF) ซึ่งจับมือกับทหารสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (Karen National Union- KNU) เข้ามาอาศัยอยู่กับญาติพี่น้องในประเทศไทยด้านจังหวัดประจวบคีรีขันธ์และระนอง ว่าการข้ามไป-มาเป็นปกติวิถีชีวิต เพราะพี่น้องคนไทยเหล่านี้เขาก็ข้ามไปมาเพื่อเยี่ยมญาติ งานบุญ ประเพณีสำคัญๆ แม้แต่ความคิดถึงห่วงใยคนเฒ่า คนแก่ ญาติพี่น้องเจ็บป่วย ไม่สบาย ไม่นับรวมพี่น้องชนชาติพันธุ์อื่นๆ ที่ข้ามมาเพื่อค้าขายในตลาดด่านสิงขร แต่ครั้งนี้เป็นการข้ามเพื่อหนีภัยสงคราม ซึ่งเป็นสัญชาตญาณของการเอาตัวรอดในภาวะเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย
นายภควินทร์กล่าวว่า ทั้ง 2 ส่วนมีเหตุ ปัจจัยต่างกัน แต่ในฐานะความเป็นมนุษย์ ประชาชนเหล่านี้ควรได้รับการปฏิบัติอย่างเหมาะสม ควรได้รับการปกป้องและคุ้มครอง ในทุกรูปแบบ เช่นมีที่พักอาศัย มีอาหาร มียารักษาโรค เด็กและผู้สูงอายุควรได้รับดูแล ไม่ควรเกิดการซ้ำเติมในรูปแบบใดๆ ทั้งสิ้น โดยเฉพาะพี่น้องชาติพันธุ์ เช่น การถูกจับ และส่งขายแรงงานต่อ เป็นต้น ส่วนของคนไทยพลัดถิ่น แม้จะมีกฎหมายเพื่อคืนสัญชาติไทยซึ่งถือว่าคนไทยพลัดถิ่นเป็นผู้ทรงสิทธิในความเป็นคนสัญชาติไทยโดยหลักสายเลือดแล้ว มีกลไกรับรอง มีกฎกระทรวงที่เป็นระเบียบปฏิบัติที่ชัดเจนในระดับหนึ่ง แต่ผ่านมา 11 ปีพบว่ากระบวนและขั้นตอนทางเอกสารเพื่อนำไปสู่การได้บัตรประจำตัวประชาชน การบังคับใช้กฎหมาย มีการใช้ดุลพินิจ ที่เกินกำหนดที่กฎหมายระบุ การอ้างถึงการเพิ่มภาระงานของพนักงานเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบ หรือการโยกย้ายเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบ อีกทั้งยังพบว่ามีอคติ การเลือกปฏิบัติ การคอร์รัปชั่น ยังเป็นอุปสรรคสำคัญอยู่มาก
“มีงานวิจัยอย่างน้อย 2 ชิ้นที่มูลนิธิชุมชนไท ทำร่วมกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ และนักวิชาการอิสระ มีข้อเสนอแนะรองรับเหตุผลข้างต้น เพื่อนำไปสู่การสร้าง ทางออกร่วมกันในโอกาสต่อไป” นายภควินทร์กล่าว
ด้าน ดร.เอื้อมพร โตภาณุรักษ์กุล นักวิชาการจากศูนย์วิจัยสิงขร-มะริดศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี จ.เพชรบุรี กล่าวว่า ชาวบ้านจากหมู่บ้านสิงขรได้เล่าว่า สถานการณ์การสู้รบรุนแรงมากจนอยู่ไม่ได้และจำเป็นต้องหนีเข้ามาอยู่ฝั่งไทย ที่น่าเป็นห่วงคือชาวบ้านไม่สามารถทำมาหากินได้ตามปกติ นอกจากนี้ ยังมีผู้สูงอายุที่เจ็บป่วยซึ่งขาดแคลนทั้งยารักษาโรคและแพทย์ ขณะนี้ยังเริ่มขาดแคลนอาหาร ดังนั้นในฐานะคนไทยด้วยกันเราจึงต้องหาทางช่วยเหลือพี่น้องที่ได้รับผลกระทบและหนีตายเข้ามา
“ล่าสุดได้คุยกับชาวบ้านสิงขร เขาเล่าว่าตอนนี้ยังไม่มีเหตุการณ์รุนแรง แต่ชาวบ้านก็ต้องระมัดระวัง ทำให้ขาดการพัฒนาในเชิงบวก ทางศูนย์วิจัยสิงขรฯได้ส่งหนังสือเรียนภาษาไทยและยาสามัญประจำบ้านไปให้แต่ตอนนี้ติดอยู่ที่ด่านฝั่งไทย และเด็กๆ ก็ไม่สามารถมาเรียนได้ โครงการที่พระและชาวบ้านจะร่วมสร้างโบสถ์ไทยและแหล่งเรียนรู้ห้องสมุดหยุดชะงัก ไม่รู้ทิศทางว่าไปทางใด ผู้นำชาวบ้านก็ออกตัวไม่ได้ เพราะอันตรายรอบด้าน” ดร.เอื้อมพรกล่าว
คนไทยพลัดถิ่นจากหมู่บ้านสิงขรจากฝั่งพม่ารายหนึ่งกล่าวว่า ตนหลบหนีเข้ามาทางเส้นทางธรรมชาติมานานนับสัปดาห์แล้ว โดยไม่ได้เอาทรัพย์สินติดตัวมาเพราะหลบหนีอย่างเร่งรีบ ตอนนี้รู้สึกเกรงใจญาติพี่น้องที่มาอาศัยอยู่ด้วยในฝั่งไทยมาก เพราะต้องพึ่งพาในเรื่องอาหารการกินทุกมื้อ จึงอยากให้รัฐบาลไทยเข้ามาช่วยเหลือ เพราะถึงอย่างไรพวกตนก็เป็นคนไทย เพียงแต่อยู่ติดแผ่นดินที่สูญเสียไปในยุคที่นักล่าอาณานิคมครองเมือง ตอนนี้รู้สึกเป็นห่วงคนในครอบครัวบางคนที่ยังอยู่ที่หมู่บ้านสิงขร แต่ไม่รู้ทำอย่างไร อยากให้รัฐบาลไทยใส่ใจพวกตนบ้าง เพราะถึงอย่างไรก็เป็นสายเลือดเดียวกัน และเชื่อว่าการสู้รบระหว่างทหารพม่าและฝ่ายต่อต้านยังเป็นไปอีกนาน ทำให้ชาวบ้านอย่างพวกตนต้องประสบความยากลำบากแน่ เพราะไม่สามารถทำไร่ทำนาได้
รายงานข่าวแจ้งว่า สถานการณ์สู้รบในฝั่งพม่าที่รุนแรงเป็นระลอก นอกจากทำให้กลุ่มคนไทยพลัดถิ่นต้องอพยพหลบหนีข้ามมาอยู่กับญาติพี่น้องในฝั่งไทยแล้ว ยังมีชาวพม่าอีกจำนวนมากที่หนีตายเข้ามาหางานทำในประเทศไทย ทำให้กลายเป็นช่องทางหากินของขบวนการลักลอบขนแรงงานข้ามชาติ โดยขบวนการค้ามนุษย์ได้ติดต่อกับนายหน้าในพื้นที่ในการนำพาชาวพม่าผ่านช่องทางธรรมชาติมายังจุดพักในป่าฝั่งประเทศไทยคราวละ 100-200 คน จากนั้นทยอยนำขึ้นรถขนไปยังจังหวัดสมุทรสาครและกรุงเทพมหานคร ซึ่งการขนย้ายเป็นไปอย่างสะดวกเนื่องจากมีเจ้าหน้าที่ทางการคอยให้ความช่วยเหลือ เพราะมีการแบ่งรายได้กัน ทำให้ขณะนี้หลายคนมีฐานะดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดจากการค้ามนุษย์จนหลายคนสามารถซื้อทรัพย์สินและรถยนต์คันใหม่มาใช้กันอย่างเอิกเกริก