โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

โยอาคิม รอนแนแบร์ก วีรบุรุษนอร์เวย์ ผู้ดับฝันโครงการนิวเคลียร์นาซี

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 13 พ.ค. 2567 เวลา 10.04 น. • เผยแพร่ 11 พ.ค. 2567 เวลา 14.21 น.
โยอาคิม รอนแนแบร์ก (ขวา) และเพื่อนพลทหารชาวนอร์เวย์ (ภาพโดย Tone Drabløs ใน lokalhistoriewiki สิทธิการใช้งาน CC-BY-SA-3.0)

ไม่มีใครคาดคิดว่า โยอาคิม รอนแนแบร์ก อดีตพนักงานหนุ่มของบริษัทส่งออกปลากระป๋องของนอร์เวย์ จะสามารถทำภารกิจครั้งยิ่งใหญ่ในการขัดขวางการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของนาซีเยอรมันในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้สำเร็จ และได้รับการยกย่องให้เป็น วีรบุรุษนอร์เวย์

หลังจากกองทัพอังกฤษถอนกำลังทหารของตนเองข้ามช่องแคบกลับประเทศไปจนหมดสิ้นแล้ว ยุโรปตะวันตกเกือบทั้งหมดก็อยู่ภายใต้อุ้งมือของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ผู้นำ “กองทัพเยอรมัน” อย่างสมบูรณ์
กองทัพเยอรมันกระจายกำลังยึดครองประเทศต่าง ๆ ชีวิตของพลเมืองสิบกว่าประเทศต้องทำตามคำสั่งของผู้ชนะ แต่ก็ใช่ว่าการยึดครองประเทศต่าง ๆ ของกองทัพนาซีจะไร้ซึ่งการต่อต้าน

ผู้รักชาติจากประเทศที่โดนกองทัพเยอรมันยึดครองทั้งที่อยู่ในและนอกประเทศ ร่วมมือกันเพื่อขัดขวาง บั่นทอน การทำสงครามขยายอำนาจของฮิตเลอร์ และฐานปฏิบัติการที่คอยสนับสนุนพวกเขาคือ “ประเทศอังกฤษ” ศัตรูตัวฉกาจของเยอรมันที่ยังดำรงตนอยู่อย่างท้าทาย มันคือหนามที่คอยยอกอกพวกนาซีมาตลอดช่วงสงคราม และที่นี่เองคือศูนย์รวมนักสู้ที่เฝ้ารอเวลากลับไปปลดปล่อยประเทศบ้านเกิดเมืองนอนของพวกเขา

“คอมมานโด” (Commando) คือชื่อเรียกของเหล่านักรบนอกแบบเหล่านี้ จากความต้องการของนายกรัฐมนตรีอังกฤษในขณะนั้น วินสตัน เชอร์ชิล ที่กล่าวว่า “เราต้องเตรียมแผนการเอาไว้ในการฝึกกองกำลังพิเศษที่ได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี ซึ่งสามารถสร้างความปั่นป่วนแก่พวกเยอรมันได้ตลอดแนวชายฝั่ง โดยใช้กลยุทธ์ตีหัวเข้าบ้าน”

บุคลากรทั้งหมดของหน่วยคอมมานโดเป็นอาสาสมัคร ส่วนใหญ่มาจากทุกเหล่าทัพของกองทัพอังกฤษ หรือเครือจักรภพอังกฤษ รวมทั้งพลเมืองจากประเทศที่ถูกยึดครอง อาสาสมัครคอมมานโดถูกจัดกำลังมากกว่า 30 หน่วย นอกจากนี้ ยังมีการจัดกำลังระดับ “กองพลน้อยจู่โจม” (Assault Brigades) จำนวน 4 กองพลน้อยอีกด้วย

หน่วยคอมมานโดที่ 10

หนึ่งในจำนวนหน่วยคอมมานโดของฝ่ายพันธมิตร และเป็นหน่วยคอมมานโดที่เรียกได้ว่า “เป็นกองกำลังนานาชาติ” นั่นก็คือ หน่วยคอมมานโดที่ 10 หรือ No. 10 (Inter-Allied) Commando กำลังพลอาสาสมัครของหน่วยเป็นพลเมืองจากประเทศที่ถูกเยอรมันยึดครอง ได้แก่ ฝรั่งเศส ฮอลแลนด์ เบลเยียม เดนมาร์ก นอร์เวย์ ยูโกสลาเวีย กรีซ และโปแลนด์ โดยจัดกองร้อย (Troops) ในหน่วยคอมมานโดที่ 10 นี้จำนวน 8 กองร้อย

พวกเขาต้องเข้าค่ายฝึกอย่างหนักเป็นเวลา 6 สัปดาห์ที่อาร์แนคแครี่ (Achnacarry) โดยช่วงการฝึกพวกเขาจะเรียนรู้หลักสูตรต่างๆ ที่จำเป็นในการปฏิบัติการ นอกจากนี้ยังมีหลักสูตรการฝึกในพื้นที่สูงของสกอตแลนด์ มุ่งเน้นที่การออกกำลังกาย การเดินทางไกล การฝึกอาวุธ การอ่านแผนที่เข็มทิศ การปีนเขา การดำเนินกลยุทธ์โดยเรือขนาดเล็ก และการถอนกำลังทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน

ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1943 หน่วยคอมมานโดย้ายไปที่เมืองอีสต์บอร์น (Eastbourne) บนชายฝั่งซัสเซ็กส์ (Sussex) พวกเขาได้รับการฝึกเฉพาะทางสำหรับการกระโดดร่มโดยไม่ใช่หน่วยทหารพลร่ม ที่โรงเรียนฝึกทหารพลร่มหมายเลข 1 ริงเวย์ (Ringway) ใกล้กับเมืองแมนเชสเตอร์ ในจำนวนนี้กว่า 80% ของอาสาสมัครโปแลนด์เคยผ่านการฝึกกระโดดร่มมาแล้ว อีกหนึ่งหลักสูตรการฝึกนี้ก็คือการปีนเขาและหลักสูตรบุคคลทำการรบในภูมิประเทศแถบอาร์กติก และเมื่อเหล่าคอมมานโดพร้อมรบ พวกเขาก็จะถูกส่งไปปฏิบัติการในสมรภูมิสำคัญต่างๆ

หน่วยข่าวกรองของกองทัพพันธมิตร ติดตามความคืบหน้าในโครงการวิจัยและพัฒนาอาวุธของเยอรมันในนอร์เวย์ แหล่งข่าวที่รวบรวมมาทั้งจากสายลับและกองกำลังใต้ดินนอร์เวย์ยืนยันตรงกันว่า ขณะนี้การพัฒนาสมรรถภาพอาวุธของเยอรมันกำลังมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง และหากเป็นเช่นนี้ต่อไป กองทัพเยอรมัน จะสามารถผลิตอาวุธทำลายล้างสูงขึ้นมาได้อย่างแน่นอน

นี่เป็นข่าวที่ไม่ดีเลยสำหรับฝ่ายพันธมิตร พวกนาซีกำลังจะมีอาวุธทำลายล้างสูงเข้ามาอยู่ในคลังอาวุธของตน และหากมันถูกนำมาใช้ในการรบ กองทัพนาซีเยอรมันอาจจะสามารถพิชิตโลกทั้งใบให้มาอยู่ใต้การปกครองของนาซีเยอรมันก็เป็นได้ ดังนั้น กองทัพพันธมิตรจะยืนอยู่เฉยๆ โดยปล่อยให้ฮิตเลอร์ผลิตอาวุธชนิดนี้ขึ้นมาไม่ได้เด็ดขาด

แผนปฏิบัติการเพื่อเข้าไปก่อวินาศกรรมสถานที่วิจัยอาวุธของเยอรมันในนอร์เวย์จึงถูกร่างขึ้นมา ปฏิบัติการเหล่านี้จะกลายเป็นตำนานของแผนการจู่โจมข้ามทะเลจากอังกฤษมุ่งตรงสู่นอร์เวย์

ยุทธการเฟรชแมน

กองทัพพันธมิตรเปิดฉากยุทธการแรกด้วยการจู่โจมโรงงานที่เวมอร์ก (Vemork) ยุทธการครั้งนี้มีชื่อว่า “ยุทธการเฟรชแมน” (Operation Freshman) แผนการจะจู่โจมเริ่มขึ้นในวันที่ 19 พฤศจิกายน ค.ศ. 1942 มันเป็นปฏิบัติการของกองกำลังส่งลงทางอากาศขนาดเล็ก ที่ประกอบไปด้วยทหารช่างจากกรมทหารช่างหลวง และทหารพลร่มจากกองพลส่งทางอากาศที่ 1 พวกเขาทั้งหมดจะร่อนลงเข้าสู่พื้นที่ปฏิบัติการโดยใช้เครื่องร่อน และบุกเข้าไปจู่โจมในโรงไฟฟ้า ทำลายสิ่งอุปกรณ์ที่จำเป็นในการผลิต วิจัย และการพัฒนาอาวุธด้วยระเบิด จากนั้นพวกเขาจะหลบหนีข้ามพรมแดนนอร์เวย์ไปยังสวีเดน

หลังจากซักซ้อมแผนปฏิบัติการกันแล้ว ค่ำคืนอันหนาวเหน็บของวันที่ 19 พฤศจิกายน ค.ศ. 1942 กองกำลังจู่โจมใช้เครื่องร่อนจำนวน 2 ลำ ซึ่งเป็นกำลังผสม มีเครื่องบินทิ้งระเบิดชักลากเครื่องร่อน 2 ลำบินตรงสู่ชายฝั่งนอร์เวย์สำเร็จ ทว่าปฏิบัติการนี้กลับต้องลงเอยด้วยความล้มเหลว หลังจากเครื่องร่อนปลดตะขอเกี่ยวกับเครื่องบินทิ้งระเบิดและพยายามจะร่อนลงพื้น กลับต้องเผชิญกับอากาศที่เลวร้ายอย่างมาก

เครื่องร่อนลำแรกร่อนลงกระแทกพื้นเสียหายอย่างหนัก ส่งผลให้มีกำลังพลจำนวน 3 นาย เสียชีวิตในการลงจอด เครื่องร่อนลำต่อมาประสบปัญหาเลวร้ายยิ่งกว่า เพราะมันบินไปชนเข้ากับภูเขา ลูกเรือและทหารที่โดยสารมาในเครื่องร่อนลำนี้เสียชีวิตเกือบหมด มีผู้รอดชีวิตจำนวนหนึ่ง แต่ทหารเยอรมันในพื้นที่จับกุมพวกเขาเอาไว้ได้

แม้จะรอดตายจากเครื่องร่อนบินชนภูเขา แต่กำลังพลบนเครื่องร่อนลำนี้ก็อายุไม่ยืนยาวอีกต่อไป อันมาจากคำสั่งของฮิตเลอร์เรื่องการจัดการกับคอมมานโดข้าศึก พวกเขาทั้งหมดโดนทรมานและสอบปากคำเพื่อรีดข้อมูล หลังจากนั้นทุกคนถูกประหารชีวิต

ยุทธการเฟรชแมนลงเอยด้วยความปราชัยอย่างย่อยยับ เครื่องร่อนจำนวน 2 ลำ และเครื่องบินทิ้งระเบิดที่ลากจูงเครื่องร่อนมาถูกยิงตกจำนวน 1 ลำ รวมแล้วมีทหารเสียชีวิตในยุทธการครั้งนี้รวมทั้งสิ้น 41 นาย

นี่คือราคาที่กองทัพพันธมิตรต้องจ่าย เพื่อหยุดแผนการพัฒนานิวเคลียร์ของฮิตเลอร์ และมันก็คือสิ่งที่ฝ่ายพันธมิตรจะต้องจ่ายมันอยู่เรื่อย ๆ ต่อทุกความล้มเหลว และความสำเร็จที่มีขึ้นในแต่ละยุทธการที่พวกเขาลงมือปฏิบัติ สิ่งที่ตามมาภายหลังความล้มเหลวของยุทธการเฟรชแมนก็คือ การกระตุ้นให้กองทัพเยอรมันเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยต่อโรงไฟฟ้าและพื้นที่โดยรอบ และนี่ยังทำให้เยอรมันทราบแล้วว่าพวกพันธมิตรล่วงรู้ถึงแผนการที่เยอรมันกำลังทำอยู่ ณ ที่นี่

โยอาคิม รอนแนแบร์ก วีรบุรุษนอร์เวย์

แม้จะล้มเหลวในครั้งแรก แต่กองทัพพันธมิตรก็ไม่หยุดเพียงเท่านี้ แผนยุทธการอีกแผนถูกวางแผนและร่างขึ้นใหม่อีกครั้งในชื่อว่า“ยุทธการกันเนอร์ไซด์” (Operation Gunnerside) ยุทธการครั้งนี้มีอดีตพนักงานหนุ่มจากบริษัทส่งออกปลากระป๋องของนอร์เวย์นำการจู่โจมด้วยตนเอง ชื่อของเขาคือโยอาคิม รอนแนแบร์ก (Joachim Ronneberg)

หลังจากประเทศอันเป็นที่รักยิ่งของเขาถูกกองทัพเยอรมันยึดครอง รอนแนแบร์กและผองเพื่อนผู้รักชาตินำเรือหาปลาลำเล็กล่องเรือออกจากนอร์เวย์มุ่งหน้าไปยังอังกฤษ ด้วยความแค้นที่ประเทศชาติถูกข้าศึกย่ำยี ชาวนอร์เวย์ผู้รักชาติคนอื่น ๆ ต่างหลบหนีมารวมพลที่นี่ เพื่อหวังจะกลับไปปลดแอกประเทศตนเอง

โยอาคิม รอนแนแบร์ก ผ่านการฝึกหลักสูตรคอมมานโดทุกอย่าง ทั้งการก่อวินาศกรรม การวางระเบิดวาง การใช้อาวุธ และการฆ่าคนด้วยมือเปล่า ก่อนที่จะทำหน้าที่เป็นครูฝึกให้แก่อาสาสมัครคอมมานโด เขาได้รับการบรรจุอยู่ในกองร้อยนอร์วีเจี้ยนอิสระที่ 1 (Norwegian Independent Company 1) รู้จักกันในชื่อ “คอมพานี ลิงเงอะ” (Kompani Linge) ตัวของรอนแนแบร์กรับรู้เกี่ยวกับความผิดพลาดของยุทธการเฟรชแมนที่ผ่านมา แต่เขาก็ไม่หวาดหวั่นที่จะขออาสาสมัครเข้าร่วมในอีกหนึ่งยุทธการของความพยายามเพื่อหยุดยั้งการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของพวกนาซี

คืนวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1943 ยุทธการกันเนอร์ไซด์จึงเริ่มขึ้น

ฝ่ายพันธมิตรใช้กำลังทหารจำนวนน้อยกว่ายุทธการเฟรชแมนลงอย่างมาก คอมมานโดชาวนอร์เวย์ทั้งหมด 6 นาย กระโดดร่มลงมาจากเครื่องบินทิ้งระเบิดแบบฮาลิแฟกซ์ มีรอนแนแบร์กเป็นหัวหน้าทีม เมื่อลงถึงพื้น พวกเขาต้องเผชิญกับความมืดสนิทของภูมิประเทศแถบนั้นของนอร์เวย์ แม้จะทบทวนแผนการต่าง ๆ มาแล้วอย่างดี แต่พอเข้าสู่สถานการณ์จริง ทุกอย่างกลับไม่เป็นอย่างที่วางเอาไว้ คอมมานโดนอร์เวย์ทั้ง 6 นาย กระโดดร่มลงห่างจากจุดส่งลงไปหลายไมล์ พวกเขาจำต้องเคลื่อนที่ฝ่าหิมะและภูมิประเทศอันยากลำบาก เพื่อไปยังจุดส่งลง ซึ่งบริเวณนั้นหน่วยใต้ดินนอร์เวย์รอคอยการมาถึงของพวกเขาอยู่

รอนแนแบร์กและลูกทีมต้องเดินลุยหิมะ และบางช่วงก็เคลื่อนที่ลงเนินเขาด้วยสกี ระหว่างการเดินทางมีพายุหิมะที่กระหน่ำพัดอย่างรุนแรง ทุกคนในทีมต้องหาที่หลบเป็นการด่วน แม้จะโชคร้ายที่กระโดดร่มลงผิดจุด แต่พวกเขายังโชคดีที่สามารถหาที่หลบพายุหิมะได้ พวกเขาทั้งหมดพบกับกระท่อมร้างหลังหนึ่ง มันจึงเป็นที่หลบและที่พักให้แก่คอมมานโดเหล่านี้

เมื่อพายุหิมะผ่านพ้นไป คอมมานโดทั้งหมดเร่งรีบเดินทางต่อ เส้นทางที่แสนลำบากและสภาพอากาศอันหนาวเหน็บพิสูจน์ความแข็งแกร่งของร่างกายและจิตใจ มันไม่ใช่เพียงแค่ความอดทนเท่านั้นที่พวกเขาจะต้องมี แต่การฝึกฝนอย่างหนัก ผนวกกับจิตใจของความรักชาติอย่างสุดซึ้ง คือเชื้อไฟของเพลิงแห่งความมุ่งมั่นที่จะบรรลุภารกิจสำคัญครั้งนี้ให้ได้

หลายชั่วโมงของการเดินทางผ่านพ้นไป ในที่สุดทั้งหมดก็มาสู่ “ฮาร์ดางเออวิดดา” (Hardangervidda) พื้นที่ราบสูงที่อยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของโรงไฟฟ้า รอนแนแบร์กกับลูกทีมมาพบกับหน่วยใต้ดินนอร์เวย์ที่นี่ แต่พวกเขาก็ยังไม่สามารถบุกจู่โจมเข้าไปได้ทันที รอนแนแบร์กต้องการศึกษาและสังเกตการณ์ข้าศึกในพื้นที่โดยรอบอย่างถี่ถ้วนเสียก่อน ซึ่งเป็นความคิดที่ฉลาดอย่างมาก เพราะช่วยให้เขาเข้าใจสภาพการณ์ต่าง ๆ และช่วยให้ตัดสินใจวางแผนการปฏิบัติขั้นต่อไปได้

รอนแนแบร์กและทุกคนร่วมกันซุ่มสังเกตการณ์ข้าศึกทั้งกลางวันกลางคืน ในที่สุดก็พบจุดเหมาะสมที่จะบุกเข้าไป และกำหนดวันบุกจู่โจม ผลลัพธ์ของการศึกษาสิ่งต่าง ๆ รอบตัวก่อนลงมือ ทำให้รอนแนแบร์กเลือกเส้นทางการจู่โจมครั้งนี้จากทางด้านหลังของโรงไฟฟ้า ซึ่งเป็นภูเขาสูงชัน และข้าศึกก็คิดว่าไม่น่าจะมีใครบุกมาทางภูเขาสูงชันตั้งตระหง่านเช่นนี้ได้ ผู้บุกรุกจำต้องหาทางขึ้นไปและจะต้องปีนลงมาจากเขาสูงที่อันตรายเช่นนี้ แต่รอนแนแบร์กและลูกทีมรวมทั้งหน่วยใต้ดินนอร์เวย์ ต่างก็ตกลงปลงใจกับแผนการที่จะใช้เส้นทางนี้บุกเข้าสู่โรงไฟฟ้า

คอมมานโดและหน่วยใต้ดินขึ้นเขาที่อีกฟากหนึ่งอย่างช้า ๆ ท่ามกลางความมืดมิดของคืนวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1943 ระหว่างทางพวกเขาต้องระมัดระวังการก้าวเดินข้ามแม่น้ำที่กลายเป็นน้ำแข็ง เพราะมันอาจจะแตกออกด้วยน้ำหนัก และทำให้หล่นลงสู่แม่น้ำเบื้องล่างที่มีอุณหภูมิติดลบ นอกจากนี้ ชุดลาดตระเวนของ “กองทัพเยอรมัน” ยังเดินลาดตระเวนในอาณาบริเวณนี้ด้วยเช่นกัน รอนแนแบร์กและลูกทีมทั้งหมดต้องหลบซ่อนตัวเพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะ ก่อนที่จะเข้าไปภายในโรงไฟฟ้า

ส่วนที่ยากและอันตรายอย่างมากคือการไต่เขาลงมาสู่โรงไฟฟ้าเบื้องล่าง ชีวิตของพวกเขาแขวนอยู่บนเชือกและพละกำลังที่มีเหลืออยู่ในร่างกาย แม้ตอนนี้ร่างกายของพวกเขากำลังจะถูกใช้ให้เกินขีดความอดทนที่มีอยู่ แต่ก็มีความเชื่ออยู่เต็มเปี่ยมภายในใจว่าจะต้องทำงานนี้ให้สำเร็จ และหวังว่าโชคจะเข้าข้างให้ภารกิจลุล่วงและสำเร็จได้ด้วยดี

ราวกับว่าวันนั้นพระเจ้าอยู่ข้างคอมมานโดของรอนแนแบร์ก การปีนเขาลงสู่โรงไฟฟ้าเบื้องล่างสำเร็จลงได้โดยที่พวกเยอรมันก็ยังไม่รู้ว่ามีผู้บุกรุกเข้ามา คอมมานโดแทรกซึมเข้าสู่ภายในโรงไฟฟ้าทันที และด้วยข้อมูลจากสายลับที่ทำงานอยู่ภายในโรงไฟฟ้า ทำให้คอมมานโดของรอนแนแบร์กเล็ดลอดไปยังที่หมายได้สำเร็จ

มันคือห้องเก็บน้ำมวลหนักภายในโรงไฟฟ้า

ตอนนี้รอนแนแบร์กและลูกทีมเริ่มลงมือวางระเบิดเวลาเข้ากับถังสเตนเลสจำนวน 18 ถัง ซึ่งมีความสูง 50 นิ้ว และเส้นผ่านศูนย์กลาง 10 นิ้ว ในบริเวณห้องนี้ไม่มียาม มีเพียงเจ้าหน้าที่ซึ่งกำลังนั่งทำงานอยู่ที่โต๊ะเท่านั้น พวกเขาถูกสั่งให้หมอบลงกับพื้นและห้ามส่งเสียงร้อง คอมมานโดตั้งเวลาระเบิดเอาไว้ที่ 30 วินาที

มันเสี่ยงอย่างมากที่ตั้งเวลาให้กระชั้นชิดเช่นนี้ แต่รอนแนแบร์กมีแผนการที่เรียกว่า “กล้าและบ้าบิ่น” โดยหวังจะให้การระเบิดนี้เป็นตัวสร้างความปั่นป่วนแก่พวกเยอรมัน และทำให้พวกมันมัวแต่สาละวนวิ่งหลบระเบิด ขณะที่เขาและคอมมานโดจะวิ่งฝ่าออกไป เมื่อนาฬิกาในระเบิดเริ่มเดิน ทีมคอมมานโดทุกคนสวมวิญญาณนักวิ่งแทบจะในทันที พวกเขาวิ่งหน้าตั้งย้อนทางเดิมออกมา ผ่านยามทหารเยอรมันที่เอาแต่ตกตะลึง พร้อมกับไม่เชื่อสายตาตัวเองว่า พวกเขากำลังเห็นผู้บุกรุกในเครื่องแบบทหารข้าศึกกำลังวิ่งออกมาจากภายในอาคารโรงไฟฟ้า

ยังไม่ทันที่จะหยิบปืนขึ้นเล็งหรือกดสัญญาณเตือนภัย ระเบิดลูกแรกก็ระเบิดทันที เสียงระเบิดดังสนั่นแปรเปลี่ยนให้ค่ำคืนอันเงียบสงบกลายเป็นนรก รอนแนแบร์กและคอมมานโดใช้อาวุธประจำการยิงเปิดทางหลบหนีของพวกเขา การระเบิดของระเบิดลูกอื่น ๆ ทำให้ทหารเยอรมันพากันตกใจ และรีบวิ่งหลบเข้าที่กำบังกันจ้าละหวั่น มันจึงทำให้เส้นทางหลบหนีของคอมมานโดแทบจะไร้ซึ่งการสกัดกั้น

แม้รอนแนแบร์กและคอมมานโดรวมทั้งหน่วยใต้ดินจะวางระเบิดทำลายและหลบหนีออกมาจากโรงไฟฟ้าได้สำเร็จ แต่ภารกิจของการเอาตัวรอดเพิ่งเริ่มขึ้น ความสับสนและตื่นตระหนกอาจจะเกิดขึ้นกับพวกเยอรมันในตอนนี้ แต่ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะอยู่ในสภาพแบบนี้ไปตลอด ทหารเยอรมันกว่า 2,000 นาย ถูกระดมกำลังมาเพื่อตามล่าพวกเขาหลังการระเบิดไม่กี่ชั่วโมง

คอมมานโดและหน่วยใต้ดินทั้งหมดมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตกสู่ชายแดนสวีเดนทันที พวกเขาต้องเดินทางเกือบ 200 ไมล์ท่ามกลางหิมะ ข้ามลำน้ำที่เป็นน้ำเย็นยะเยือกและที่เป็นน้ำแข็ง ทั้งเดิน วิ่ง และใช้สกี จนไปถึงชายแดนนอร์เวย์-สวีเดน และข้ามพรมแดนไปได้สำเร็จ

ผลของการก่อวินาศกรรมของทีมคอมมานโดรอนแนแบร์ก พวกเขาทำลายน้ำมวลหนักกว่า 1,100 ปอนด์ลงได้ และทำให้การวิจัยของพวกเยอรมันต้องล่าช้าออกไป

หลังจากเหตุการณ์จู่โจมในครั้งนี้ เป็นเวลาเกือบ 5 เดือนที่พวกเยอรมันต้องลงมือซ่อมแซมสถานที่วิจัยอาวุธร้ายของพวกเขา แต่ขณะที่การดำเนินการซ่อมแซมใกล้แล้วเสร็จ ฝูงบินทิ้งระเบิดของพันธมิตรก็ทิ้งระเบิดใส่โรงไฟฟ้าแห่งนี้จนเสียหายอย่างหนัก ฮิตเลอร์สั่งการให้ย้ายสถานที่วิจัยและพัฒนาอาวุธกลับมายังเยอรมนี แต่เรือข้ามฟากซึ่งขนย้ายสิ่งอุปกรณ์ต่างๆ ที่จำเป็นในการวิจัยถูกหน่วยใต้ดินนอร์เวย์เข้ามาก่อวินาศกรรม จนทำให้เรืออับปางพร้อมกับอุปกรณ์ต่าง ๆ

ความฝันของฮิตเลอร์ที่จะมีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครอง จึงปิดฉากลงอย่างถาวร แม้จะมีความพยายามที่จะพัฒนามันต่อไป แต่มันก็สายเกินไปเสียแล้ว

รอนแนแบร์กยังนำคอมมานโดเข้าจู่โจมในภารกิจต่าง ๆ ที่มีขึ้นในนอร์เวย์ หลังสงครามเขาคือวีรบุรุษของประเทศอย่างไร้ข้อกังขาใด ๆ ในความเสียสละ เขาได้รับเหรียญกล้าหาญสูงสุดของประเทศ โดยรับพระราชทานจากษัตริย์ฮาคอนที่ 7 (King Haakon VII) นอกจากนี้ กองทัพอังกฤษ ฝรั่งเศส และอเมริกา ยังมอบเหรียญกล้าหาญให้แก่เขาด้วยเช่นกัน ซึ่งทุกเหรียญที่ได้รับล้วนแล้วแต่เป็นการมอบจากมือของผู้นำประเทศแทบทั้งสิ้น

โยอาคิม รอนแนแบร์ก วีรบุรุษนอร์เวย์ ใช้ชีวิตอย่างสงบหลังสงคราม และเป็นตำนานที่ยังมีชีวิตอยู่ จวบจนกระทั่งเสียชีวิตในวันที่ 21 ตุลาคม ค.ศ. 2018 ด้วยอายุ 99 ปี

เรื่อง : KruBen WarHistory และสามารถรับชมสาระความรู้ในประวัติศาสตร์สงครามและความขัดแย้งของมนุษย์ได้ที่ช่องยูทูบ KruBen WarHistory

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

1. https://www.atomicheritage.org/history/german-atomic-bomb-project
2. http://theconversation.com/operation-gunnerside-the-norwegian-attack-on-heavy-water-that-deprived-the-nazis-of-the-atomic-bomb-90360
3. https://www.atomicheritage.org/history/operation-gunnerside
4. https://www.nytimes.com/2018/10/22/obituaries/joachim-ronneberg-dead.html
5. http://large.stanford.edu/courses/2014/ph241/wendorff2/

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 23 กรกฎาคม 2566

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : โยอาคิม รอนแนแบร์ก วีรบุรุษนอร์เวย์ ผู้ดับฝันโครงการนิวเคลียร์นาซี

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...