10 ข้อควรรู้! เกี่ยวกับอาการ ปวดประจำเดือน
BRIGHTTV.CO.TH
อัพเดต 08 มิ.ย. 2566 เวลา 11.38 น. • เผยแพร่ 08 มิ.ย. 2566 เวลา 04.38 น. • Bright Today10 ข้อที่ผู้หญิงควรรู้! เกี่ยวกับ อาการ ปวดประจำเดือน ทำความเข้าใจกับประจำเดือนมากขึ้น จะได้ใช้ชีวิตช่วงมีประเดือนให้มีความสุข
ผู้หญิงทุกคนที่อยู่ในช่วงวัยเจริญพันธุ์ต้องเคยมีอาการเหล่านี้ก่อนมีประจำเดือนราวๆ 1 – 2 สัปดาห์ เช่น ปวดท้อง เจ็บหน้าอก หงุดหงิด ซึมเศร้า อารมณ์แปรปรวน เราเรียกอาการพวกนี้ว่า PMS หรือ Premenstrual Syndrome นั่นเองคราวที่แล้วเราได้เจาะลึกถึงอาการนี้ไปแล้ว วันนี้ Bright TV มี10 ข้อควรรู้! เกี่ยวกับอาการ ปวดประจำเดือน มีอะไรบ้างมาดูเลย
10 ข้อควรรู้เกี่ยวกับการ “ปวดประจำเดือน”
อาการปวดประจำเดือนเป็นเรื่องปกติของผู้หญิงหรือไม่ ใช่ : อาการปวดประจำเดือนมักพบได้บ่อยถึง 50-90% ของหญิงวัยเจริญพันธุ์ ส่วนใหญ่พบในหญิงอายุน้อย โดยทั่วไปอาการปวดประจำเดือนมักบรรเทาหรือน้อยลงเมื่ออายุมากขึ้น หากอาการมากขึ้นตามอายุ อาจจะเป็นเพราะมีโรคบางอย่างซ่อนอยู่ แนะนำให้ไปพบแพทย์
อาการปวดประจำเดือนเกิดจากสาเหตุอะไร
อาการปวดประจำเดือนเกิดจากสารที่ชื่อโพรสตาแกลนดิน (Prostaglandins) ซึ่งเป็นสารเกี่ยวกับการอักเสบ การไหลเวียนของเลือด การแข็งตัวของเลือด และการคลอดบุตร โพรสตาแกลนดินหลั่งออกมาจากเยื่อบุโพรงมดลูกพร้อมกับประจำเดือนอาการปวดประจำเดือนมีลักษณะเช่นไร
อาการปวดประจำเดือนเป็นอาการปวดซึ่งเกิดจากการบีบตัวของมดลูก มักมีลักษณะดังนี้ปวดไม่เป็นจังหวะ
ปวดถี่ ๆ มดลูกบีบ 4 – 5 ครั้ง ใน 10 นาที
มักจะเริ่มจากปวดน้อย ๆก่อนแล้วค่อย ๆ แรงขึ้น
ปวดคล้ายกับการปวดเวลาคลอดบุตร แต่อาจไม่รุนแรงเท่า
ปัจจัยเสี่ยงใดที่อาจจะทำให้อาการปวดประจำเดือนแย่ลง
การสูบบุหรี่และความเครียดอาการปวดประจำเดือนแบ่งได้ออกเป็นกี่ประเภท
ทางการแพทย์นั้นได้แบ่งอาการปวดประจำเดือนออกเป็น 2 ประเภทปฐมภูมิ (Primary)
ปวดเฉพาะช่วงที่มีประจำเดือน
- อาการปวดมักสั้นและหายได้เองภายใน 12 ถึง 72 ชั่วโมง
- มักปวดตอนอายุน้อย ๆ อาการจะบรรเทาหรือดีขึ้นตามอายุ
ทุติยภูมิ (Secondary)
อาการปวดอาจเริ่มก่อนประจำเดือนจะมา หรือหลังประจำเดือนหมดไปแล้วยังไม่หาย
- มักปวดมากขึ้นตามอายุที่มากขึ้น หรือปวดมากขึ้นเรื่อยๆ
- มักมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น ประจำเดือนผิดปกติ ปวดเวลาอื่นร่วมด้วย คลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ หรือ ภาวะมีบุตรยาก เป็นต้น
- การปวดแบบนี้มักมีพยาธิสภาพบางอย่าง เช่น เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ แนะนำให้ไปพบแพทย์
หากมีอาการปวดประจำเดือนแปลว่าป่วยเป็นโรคบางอย่างหรือไม่
กรณีปวดแบบปฐมภูมิ มักไม่มีโรคและไม่ต้องทำอะไร
กรณีปวดแบบทุติยภูมิ หรือไม่เคยปวดมาก่อน แล้วมาปวดตอนอายุมากขึ้นและปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ ให้ระวังว่าอาจจะมีโรคอะไรซ่อนอยู่ เช่นเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ไปที่รังไข่ หรือที่เรียกว่า ช็อคโกแลตซีสต์ นั่นเอง
เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ไปที่กล้ามเนื้อมดลูก
ก้อนเนื้อมดลูก
อุ้งเชิงกรานอักเสบติดเชื้อ เป็นต้น
เมื่อมีอาการปวดประจำเดือน ควรรับประทานยาแก้ปวดชนิดใด และหากรับประทานติดต่อกันเป็นระยะเวลานานจะเกิดผลเสียหรือไม่
ยาแก้ปวดประจำเดือนที่นิยมใช้ แบ่งออกเป็นยาในกลุ่มที่มีตัวยาพาราเซตามอล
แก้ปวดได้ทุกสิ่ง รวมไปถึงการปวดประจำเดือน
- ช่วยลดปวดได้ประมาณ 50%
- ผลข้างเคียงต่ำมาก หากไม่รับประทานเกินขนาด
- แนะนำรับประทานครั้งละ 500 mg (1-2เม็ด ขึ้นกับน้ำหนักตัว) ห่างทุก 6 ชั่วโมง
ยาแก้ปวดลดอักเสบชนิด NSAIDs มีหลายชนิด แต่ที่แนะนำเพื่อลดปวดประจำเดือน คือ Mefenamic Acid
ยาในกลุ่ม Mefenamic Acid
แนะนำรับประทานเริ่มต้นที่ 500 mg ก่อน แล้วอาจตามด้วย 250 mg ทุก 6 ชั่วโมง
[* รับประทานช่วงที่มีประจำเดือน แต่ไม่ควรเกิน 3 วัน , * ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ในช่วงที่ใช้ยาคือยาอาจกัดกระเพาะอาหาร จึงควรทานยาหลังมื้ออาหาร ]- ยากลุ่ม COX-2 selective NSAIDs
สามารถใช้ได้ในคนไข้โรคกระเพาะ
[* ข้อเสียคือมีราคาแพง ]ยาคุมกำเนิดสามารถช่วยบรรเทาอาการปวดประจำเดือนได้จริงหรือไม่
ยาฮอร์โมนคุมกำเนิดสามารถช่วยลดปวดประจำเดือนได้ยาฮอร์โมนรวม (เอสโตรเจนกับโปรเจสเตอโรน)
สำหรับคนที่ปวดประจำเดือน (และยังไม่ต้องการมีบุตร) ยาฮอร์โมนคุมกำเนิดที่แนะนำเป็นทางเลือกแรกคือยาฮอร์โมนรวม
- มีทั้งแบบยาเม็ด แบบห่วง (vaginal ring) และแบบแผ่นแปะ (patch)
ยาฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนอย่างเดียว
อาจมีผลข้างเคียงเรื่องเลือดออกกะปริดกะปอย
- อยู่ในรูปแบบยาฉีด ส่วนยาฝังคุมกำเนิด หรือห่วงคุมกำเนิดแบบมีฮอร์โมน ยังไม่ค่อยแนะนำให้ใช้เพื่อลดอาการปวดประจำเดือนอย่างเดียว
อาการปวดประจำเดือนสัมพันธ์กับภาวะมีบุตรยากหรือไม่
อาการปวดประจำเดือนสัมพันธ์กับภาวะมีบุตรยากจริง แต่ไม่เสมอไป คนที่ปวดประจำเดือนอันมีสาเหตุมาจากเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่หรืออุ้งเชิงกรานอักเสบจะมีภาวะมีบุตรยากกว่าคนทั่วไปเมื่อมีอาการปวดประจำเดือนมากผิดปกติควรปฏิบัติตัวเช่นไร มีการตรวจรักษาประเภทใดบ้าง
ไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีโรคบางอย่างซ่อนอยู่
การตรวจวินิจฉัย ได้แก่ การตรวจภายในและการอัลตราซาวน์อุ้งเชิงกราน
การอัลตราซาวน์อุ้งเชิงกราน (หรือช่องท้องส่วนล่าง) สามารถทำผ่านหน้าท้องได้ แต่การอัลตราซาวน์ทางช่องคลอดจะสามารถเห็นภาพได้ชัดเจนกว่า อย่างไรก็ตาม การตรวจเช่นนี้ยังสามารถบอกรอยโรคบางอย่างหรือพังผืดในช่องท้องได้หากตรวจพบโรคที่ผิดปกติ แนะนำให้รักษา โดยวิธีการรักษานั้นขึ้นอยู่กับตัวโรค เช่น
เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ที่รังไข่ (หรือช็อคโกแลตซีสต์) ควรได้รับการผ่าตัด หรืออาจให้ฮอร์โมนได้ในกรณีที่ซีสต์มีขนาดเล็ก
- ก้อนเนื้อมดลูก ควรได้รับการผ่าตัดหากอาการรบกวนชีวิตประจำวัน หรือเมื่อรักษาด้วยยาไม่ได้ผล เป็นต้น
หากไม่พบโรคใด ๆ สามารถทานยาแก้ปวดหรือยาฮอร์โมนภายใต้คำแนะนำของแพทย์
แหล่งที่มา medparkhospital
ติดตามข่าวสาร Bright Today ช่องทางอื่นๆ
Website : BRIGHT TODAY
Facebook : BRIGHT TV
Line Today : BRIGHT TODAY