‘ไฟไหม้ป่าภาคเหนือ’ ปัญหาเรื้อรังที่ต้องเร่งแก้ไข เพราะมีชีวิตของประชาชนและเจ้าหน้าที่เป็นเดิมพัน หลายพื้นที่มีค่าฝุ่น PM 2.5 สูงเกินมาตรฐาน WHO
ประชาชนทางภาคเหนือไม่เพียงเผชิญภัยพิบัติแผ่นดินไหวครั้งล่าสุด แต่ยังประสบปัญหา ‘ไฟไหม้ป่า’ มาเป็นระยะเวลานาน จนปัจจุบัน ระดับไฟป่าทวีคูณความรุนแรงมากขึ้น โดยลุกลามเป็นวงกว้างในหลายพื้นที่ เช่น เชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง แม่ฮ่องสอน พะเยา เพชรบูรณ์ รวมถึงจังหวัดอื่นๆ ทางภาคอีสาน และภาคกลางตอนบน ซึ่งก่อให้เกิดปัญหามลพิษทางอากาศ ทำลายระบบนิเวศ สูญเสียพื้นที่ป่า และส่งผลกระทบเชิงลบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน
จากข้อมูล ณ วันที่ 1 เมษายน 2568 (เวลาประมาณ 12.40 น.) ของIQAir AirVisual แอปพลิเคชันที่รายงานคุณภาพอากาศทั่วโลกแบบเรียลไทม์ พบว่า เทศบาลนครเชียงใหม่ติดอันดับ 3 ของเมืองสำคัญที่มีมลพิษทางอากาศสูงที่สุดในโลก โดยมีค่าดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) อยู่ที่ 164 ระดับ ‘ไม่ดีต่อสุขภาพ’ อีกทั้ง ค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ในเชียงใหม่ยังสูงเกินกว่าค่ามาตรฐานประจำปีขององค์การอนามัยโลก (WHO) ถึง 14.7 เท่า
ขณะที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงราย ลำปาง และพะเยา ก็เผชิญกับปัญหามลพิษทางอากาศในระดับที่ย่ำแย่เช่นกัน โดยตําบลปางหมู จังหวัดแม่ฮ่องสอน มีค่าดัชนีคุณภาพอากาศสูงถึง 308 ซึ่งจัดอยู่ในระดับ ‘อันตราย’ และมีค่าฝุ่น PM 2.5 สูงเกินกว่าค่ามาตรฐานถึง 45.8 เท่า อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการประกาศจากรัฐบาลเกี่ยวกับการรับมือต่อสถานการณ์ในพื้นที่นี้
‘ณัฐพล สิงห์เถื่อน’ หัวหน้าโครงการอาสาดับไฟป่า มูลนิธิกระจกเงา ปัจจุบันช่วยสนับสนุนภารกิจที่ภาครัฐปฏิบัติการอยู่ ณ อำเภอเมืองจังหวัดลำพูน เผยถึงสถานการณ์ไฟไหม้ป่าทางภาคเหนือในวันที่ 1 เมษายน 2568 ว่า จุดความร้อนในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนมีจำนวน 471 จุด เชียงใหม่ 151 จุด และจังหวัดลําปาง 71 จุด โดยพื้นที่ที่มีสถานการณ์รุนแรงมากที่สุดคือ จังหวัดแม่ฮ่องสอน ส่วนจังหวัดลำพูนที่กำลังปฏิบัติงานอยู่นั้น ยังสามารถควบคุมไฟป่าได้ เนื่องจากมีจุดความร้อนเพียง 8 จุดเท่านั้น อีกหนึ่งพื้นที่ที่น่ากังวลเป็นอย่างมากคือ จังหวัดลำปาง เพราะสถานการณ์ไฟป่ามีความรุนแรงมาก หากเจ้าหน้าที่มีจำนวนไม่เพียงพอ และไม่สามารถควบคุมไฟป่าได้วันต่อวันแล้ว สถานการณ์จะทวีความรุนแรง และขยายเป็นวงกว้างมากขึ้น
ส่วน ‘กิตติญา พิกุลทอง’ นักศึกษาระดับปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และอาศัยอยู่ที่จังหวัดนี้มานานกว่า 5 ปี เล่าว่า ไฟป่าที่จังหวัดเชียงใหม่เกิดขึ้นอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ซึ่งนอกจากปัญหานี้จะทำร้ายสัตว์ป่าแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อชาวบ้านชนพื้นเมืองที่อาศัยบริเวณดอย รวมถึงประชาชนภายในจังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดใกล้เคียง เพราะได้รับฝุ่นควันและฝุ่นละออง PM 2.5 จากเหตุเพลิงไหม้
“ที่ผ่านมามีกรณีศึกษาจำนวนมาก เกี่ยวกับผู้ป่วยมะเร็งปอดที่อาศัยอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ ส่วนตัวเป็นโรคภูมิแพ้ เมื่อย้ายมาอยู่ที่นี่ อาการภูมิแพ้ก็รุนแรงขึ้น และหายใจไม่สะดวก หากไม่สวมใส่หน้ากากอนามัย จะมีอาการไอจามตลอดเวลา ไม่ว่าจะอยู่ภายในหรือภายนอกอาคารก็ตาม” - กิตติญา พิกุลทอง
กิตติญา พิกุลทอง ยังกล่าวอีกว่า เนื่องจากภูมิประเทศของจังหวัดเชียงใหม่เป็นลักษณะแอ่งกระทะ ฝุ่นควันจากปัญหาไฟไหม้ป่าจึงไม่สามารถเคลื่อนที่ไป แต่สะสมอยู่ในพื้นที่ ยิ่งช่วงอากาศหนาว ควันจะยิ่งลอยต่ำ ส่งผลให้ค่าดัชนีคุณภาพอากาศพุ่งสูงเกือบตลอดทั้งปี จึงต้องการให้ภาครัฐเข้ามาแก้ไขปัญหานี้ โดยสืบหาต้นเหตุของไฟป่าทางภาคเหนือ รวมถึงออกมาตรการและบทลงโทษกับผู้ก่อเหตุ ในทางกลับกัน หากไฟป่านั้นเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ก็อยากให้ภาครัฐจัดการแผนรับมืออย่างรัดกุม ทั้งเรื่องจำนวนเจ้าหน้าที่รัฐ เครื่องมือดับเพลิง อุปกรณ์ป้องกันอันตราย อาหาร และน้ำดื่ม
“เจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่เป็นอาสาสมัคร ซึ่งมีจำนวนน้อยมาก ทำให้การระงับเหตุใช้เวลานาน อีกทั้ง อุปกรณ์ป้องกันอันตรายยังมีจำนวนไม่เพียงพอ ทำให้เจ้าหน้าที่อาสาได้รับผลกระทบทางสุขภาพมากที่สุด ประเด็นนี้ไม่ควรถูกมองข้าม เพราะพวกเขาทำงานเพื่อให้ประชาชนมีอากาศที่บริสุทธิ์ จึงไม่อยากให้บุคลากรที่มีคุณค่าต่อการพัฒนาประเทศต้องเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งปอด” - กิตติญา พิกุลทอง
ปัจจุบัน ภาครัฐยังไม่มีมาตรการแก้ไขปัญหาระยะยาวที่เป็นรูปธรรม ทำให้ต้นตอปัญหาอย่างการลักลอบเผาไร่และเผาขยะยังคงเกิดขึ้นเรื่อยมา รวมถึงไร้การประชาสัมพันธ์ และการแจ้งเตือนข่าวสารอย่างเหมาะสม ส่งผลให้ประชาชนที่อาศัยอยู่โดยรอบไม่ทราบถึงภัยอันตรายแต่ละจุด
ยิ่งไปกว่านั้น เจ้าหน้าที่และอาสาสมัครยังขาดแคลนอุปกรณ์ที่มีคุณภาพและชุดปฏิบัติการที่ปลอดภัยเพียงพอ โดยเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2568 ผู้ใช้งานแพลตฟอร์มเฟซบุ๊กบัญชี ‘DA Piyada’ ได้เผยแพร่คลิปวิดีโอ การดับไฟบริเวณพื้นที่รอยต่อระหว่างตำบลบ้านช้าง กับตำบลสันมหาพน จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งบรรดาเจ้าหน้าที่และผู้คนในคลิปต่างใช้ ‘กิ่งไม้ขนาดใหญ่’ เป็นเครื่องมือในการดับไฟครั้งนี้
ด้าน ณัฐพล สิงห์เถื่อน ระบุว่า ปัญหาหลักคือเรื่อง ‘กำลังคน’ โดยในจังหวัดลําพูน กรมป่าไม้ซึ่งดูแลเขตพื้นที่ป่าสงวนอยู่จำนวนมากนั้นมีกำลังคนน้อย เมื่อเกิดไฟป่าขนาดใหญ่ขึ้นในพื้นที่รับผิดชอบ ปัญหานี้จึงเป็นอุปสรรคต่อการควบคุมสถานการณ์ ในขณะเดียวกัน รัฐบาลมีนโยบายถ่ายโอนภารกิจควบคุมไฟป่าของกรมป่าไม้ให้ส่วนท้องถิ่นอย่างองค์การบริหารส่วนตำบลหรือเทศบาลเข้ามาช่วยดูแลสถานการณ์ แต่ปัจจุบันยังไม่มีการจัดสรรงบประมาณเพื่อสนับสนุนท้องถิ่นอย่างเต็มรูปแบบ ทำให้ท้องถิ่นไม่สามารถตัดสินใจและจัดการภารกิจได้ด้วยตนเอง นอกจากนี้ บางหน่วยของภาครัฐยังมีข้อจํากัดเรื่อง ‘อุปกรณ์ในการดับไฟ’ ทั้งอุปกรณ์เสียหายชำรุด และมีจำนวนไม่เพียงพอ เช่น บางหน่วยมีเครื่องเป่าใบไม้เพียงไม่กี่เครื่อง หากเจ้าหน้าที่มีเครื่องเป่าใบไม้ขนาดกะทัดรัด และโดรนความร้อนเพื่อใช้ประเมินสถานการณ์ จะช่วยให้การปฏิบัติงานมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม
ปัญหาไฟป่ามิใช่เรื่องใหม่สำหรับสังคมไทย เพราะเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอย่างรุนแรงซ้ำแล้วซ้ำเล่าในหลายพื้นที่ และดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ในช่วงหลายปีมานี้ เหตุไฟไหม้ป่าได้สร้างความเสียหายอย่างมากต่อหลายชีวิต ทั้งประชาชน เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน และเหล่าสัตว์ป่า ดังนั้น ปัญหานี้จึงเป็นอีกหนึ่งวิกฤตการณ์สำคัญที่จำเป็นต้องเร่งแก้ไข
อ้างอิง
https://www.iqair.com/th/world-air-quality
https://www.facebook.com/share/p/16F9kVAgGG/?mibextid=wwXIfr
https://www.matichon.co.th/region/news_5104755
https://www.bbc.com/thai/thailand-47918278
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง
- ‘ไฟไหม้ป่าภาคเหนือ’ ปัญหาเรื้อรังที่ต้องเร่งแก้ไข เพราะมีชีวิตของประชาชนและเจ้าหน้าที่เป็นเดิมพัน หลายพื้นที่มีค่าฝุ่น PM 2.5 สูงเกินมาตรฐาน WHO
- ‘ปุ้มปุ้ย พรรณทิพา’ ถูกวิจารณ์การแต่งตัวโชว์ท้อง กับภาพการ Body Shaming ‘คนท้อง’ ที่มีอยู่จริง และเยอะด้วย เมื่อหลายคนยังไม่เข้าใจสิทธิ์ในร่างกาย
- ‘ทอม’ ผิดตรงที่อยากเป็นชาย? สำรวจความคิดเห็นเหยียดเพศ/โทษเหยื่อ จากข่าวทอมถูกข่มขืน หลังร่วมวงดื่มเหล้า กับพ่อค้าร้านฝั่งตรงข้าม
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com