สำรวจ 5 หุ้น DCA ประจำเดือนเม.ย. พบ TTB ให้ผลตอบแทนโดดเด่นทุกด้าน
การลงทุนแบบ DCA (Dollar-Cost Averaging) หรือที่เรียกกันว่าออมหุ้น เป็นการลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน โดยใช้จำนวนเงินเท่าๆ กันทุกงวด อาจเป็นการลงทุนรายเดือน รายไตรมาส หรือรายปีก็ได้ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลงทุนระยะยาวและกระจายความเสี่ยงให้กับพอร์ต
แต่หุ้นที่จะเลือก DCA ในภาวะที่ตลาดหุ้นกำลังผันผวน อีกทั้งยังมีปัจจัยลบกดดันทั้งในประเทศและต่างประเทศ ควรเป็นหุ้นตัวไหนดี วันนี้ Wealthy Thai จึงมีไอเดียการคัดเลือกหุ้นที่น่าสนใจมาฝาก เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจลงทุนให้กับทุกคน
โดย 5 หุ้นที่หยิบยกขึ้นมาในครั้งนี้ ประกอบด้วย 3BBIF, BDMS, CPALL, GULF และ TTB ซึ่งอยู่ภายใต้มุมมองและคำแนะนำของนักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด โดยจะให้คำแนะนำทุก 1 เดือน และเกณฑ์การคัดเลือก คือ หุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดี มีสภาพคล่อง และกระจายความเสี่ยงในหลากหลายอุตสาหกรรม โดยเป็นการจัดพอร์ตแบบผสมผสานระหว่าง หุ้นปันผล (Dividend) กับหุ้นเติบโต (Growth) และกระจายการลงทุนเท่ากันในแต่ละหุ้น เหมาะกับนักลงทุนระยะยาวที่ต้องการออมในหุ้น
ส่องปัจจัยพื้นฐานและความน่าสนใจ
สำหรับหุ้นตัวแรกคือ 3BBIF ฝ่ายวิเคราะห์ประเมินว่าหุ้นกลุ่ม IFF & REIT เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับการพักเงิน เนื่องจากเป็นกลุ่ม Defensive ที่ป้องกันความเสี่ยงจากสงครามการค้าได้ดี และหากอิงสถิติสงครามการค้าในรอบแรก กลุ่ม REIT เป็นเพียงกลุ่มเดียวที่ ปรับขึ้นได้ดีตลอดช่วงที่สงครามการค้ารุนแรงขึ้น
ถัดมา BDMS ฝ่ายวิเคราะห์ประเมินแนวโน้มรายได้ไตรมาส 1/68 คาดเติบโตทั้งจากช่วงเดียวกันของปีก่อน และไตรมาสก่อนหน้า โดยช่วงเดือนม.ค. - ก.พ. รายได้จากผู้ป่วยไทยเพิ่มขึ้น 5-6% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และผู้ป่วยต่างชาติเติบโต 10-15% จากช่วงเดียวกันปีก่อน แม้เดือน มี.ค. ผู้ป่วยตะวันออกกลางอาจชะลอลงจากรอมฎอน แต่ 2 เดือนแรกเติบโตถึง 25% จากช่วงเดียวกันปีก่อน จึงคาดว่าแนวโน้มไตรมาส 1/68 ยังเติบโตได้ดี
ส่วน CPALL ฝ่ายวิเคราะห์มองแนวโน้มกำไรไตรมาส 1/68 คาดเติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยจากต้นไตรมาส 1/68 จนถึงปัจจุบัน ยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ยังเติบโตได้จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และคาดว่าการเข้าสู่ High Season ของธุรกิจท่องเที่ยวจะเป็นปัจจัยช่วยหนุน Product Mix สินค้าที่มีอัตรากำไรสูง ฝ่ายวิเคราะห์คาดกำไรปี 2568 ที่ 2.7 หมื่นล้านบาท เติบโต 9% จากปีก่อน ขณะที่ PE ปีนี้อยู่ระดับต่ำเพียง 16.2 เท่า
ขณะที่ GULF ฝ่ายวิเคราะห์มองว่าหลังการควบรวมเสร็จสิ้น คาดว่าบริษัทจะเปิดเผยแผนการเติบโตระยะยาว เพราะคาดว่าหลังควบรวมแล้ว New Co จะมี Net IBD/E ลดลง เหลือเพียง 0.9 เท่า จากระดับ 1.9 เท่า ของ GULF เดิม ส่งผลให้มีความสามารถในการกู้ยืมเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับก่อนการควบรวม
สุดท้าย TTB บริษัทประกาศโครงการซื้อหุ้นคืนตั้งแต่ปี 2568-2570 รวม 2.1 หมื่นล้านบาท โดยจะเริ่มดำเนินการในปีนี้วงเงินไม่เกิน 7.0 พันล้านบาท จำนวนหุ้นซื้อคืนไม่เกิน 3,500 ล้านหุ้น หรือ 3.6% ของทุนจดทะเบียนตั้งแต่วันที่ 3 ก.พ. - 1 ส.ค. 2568 คาดเงินปันผลครึ่งปีหลังปี 2568 หุ้นละ 0.07 บาท ให้ Dividend Yield 3.5%
ทดลอง DCA ด้วยเงิน 2,000 บาท เป็นเวลา 5 ปี
ทั้งนี้ Wealthy Thai ได้ทดลอง DCA ในหุ้นที่นักวิเคราะห์แนะนำทั้ง 4 ตัว (ไม่รวม GULF) โดยออมหุ้นเดือนละ 2,000 บาท ติดต่อกันทุกเดือนเป็นระยะเวลา 5 ปี (นับตั้งแต่ 1 ม.ค. 63 ถึง 1 เม.ย. 68) พบว่า TTB เป็นหุ้นที่สร้างผลตอบแทนได้โดดเด่นที่สุดในพอร์ต ทั้งด้านกำไรจากส่วนต่างของราคา (Capital Gain) ที่ 61,304.01 บาท และผลตอบแทนในรูปแบบเงินปันผล 21,989.36 บาท ในขณะที่หุ้นตัวอื่นๆ Capital Gain ติดลบ แม้จะมีเงินปันผลแต่ยังไม่สามารถหักลบกับส่วนที่ขาดทุน