การค้าสะเทือน! หลังตู้สินค้าจีน-สหรัฐดิ่งลง 45% ขณะที่บริษัทขนส่งสินค้าทางเรือของไต้หวันระบุ “ไม่มีความต้องการสินค้าที่มุ่งหน้าสู่สหรัฐฯ”
The Structure
อัพเดต 29 เม.ย. 2568 เวลา 19.14 น. • เผยแพร่ 29 เม.ย. 2568 เวลา 12.30 น. • The Structureสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนกำลังสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลก โดยปริมาณตู้คอนเทนเนอร์ที่มีต้นทางจากจีนและมุ่งหน้าสู่สหรัฐฯ ลดลงเกือบครึ่ง ขณะเดียวกัน บริษัทต่างชาติที่ลงทุนในจีนกำลังเผชิญกับความท้าทายเพิ่มขึ้น เนื่องจากต้องแบกรับภาระภาษีที่สูงจากทั้งสองประเทศ
นอกจากนี้ คะแนนนิยมของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งได้ส่งแรงสั่นสะเทือนต่อเศรษฐกิจโลกภายใน 100 วันหลังกลับเข้าสู่ทำเนียบขาว ลดลงสู่ระดับต่ำสุดในบรรดาประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในรอบ 70 ปี
ข้อมูลจาก Vison เมื่อวันที่ 27 เม.ย. ระบุว่า ปริมาณการจองตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 20 ฟุตจากจีนไปยังสหรัฐฯ ลดลงถึง 45% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ขณะที่ จอห์น เดนตันเลขาธิการสภาหอการค้านานาชาติ (ICC) ระบุว่า อุตสาหกรรมการค้ากำลังชะลอการจัดส่งมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เนื่องจากยังไม่มีความชัดเจนว่าสหรัฐฯ และจีนจะลดภาษีเมื่อใด
ขณะเดียวกัน จำนวนเรือขนส่งสินค้าจากจีนไปยังสหรัฐฯ ซึ่งได้รับการนับแยกโดย Bloomberg ลดลง 40% เหลือเพียง 40 ลำ ณ วันที่ 26 เม.ย. เมื่อเทียบกับช่วงต้นเดือน ด้านการขนส่งสินค้าทางอากาศก็ได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดย EasyWay Airfreight ผู้ให้บริการขนส่งสินค้าทางอากาศในฮ่องกงเปิดเผยว่า ปริมาณสินค้าจากจีนที่มุ่งหน้าสู่สหรัฐฯ ในเดือนนี้ลดลงถึง 50% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยหนังสือพิมพ์ Financial Times รายงานว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นกับการค้านั้นรุนแรงกว่าที่สถิติระบุไว้เสียอีก
บริษัทขนส่งสินค้าทางเรือTS Lines ของไต้หวันล่าสุดได้ระงับบางบริการขนส่งจากเอเชียไปยังชายฝั่งตะวันตกของสหรัฐฯ โดยให้เหตุผลว่า “ไม่มีความต้องการสินค้าที่มุ่งหน้าสู่สหรัฐฯ”
ด้าน เจย์ ฟอร์แมน ซีอีโอของบริษัทผลิตของเล่นสหรัฐฯ Basic Fun แสดงความกังวลต่อสถานการณ์โดยกล่าวว่า “ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ขนาดของความสูญเสียจะควบคุมไม่ได้” ขณะที่ Shein บริษัทแฟชั่นออนไลน์สัญชาติจีนได้ตัดสินใจปรับขึ้นราคาสินค้าถึง 377% ก่อนที่สหรัฐฯ จะยกเลิกข้อยกเว้นภาษีde minimis สำหรับพัสดุขนาดเล็ก ซึ่งถูกมองว่าเป็นแรงกระทบโดยตรงต่อราคาสินค้าผู้บริโภคในสหรัฐฯ
จีนก็ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นกัน โดยFinancial Times รายงานว่า ธุรกิจร่วมทุนที่ดำเนินธุรกิจแปรรูปในจีนกำลังเผชิญแรงกดดัน เนื่องจากต้องจ่ายภาษีศุลกากร 2 ครั้ง ครั้งแรกคือเมื่อนำเข้าวัตถุดิบจากสหรัฐฯ (125%) และอีกครั้งคือเมื่อส่งออกผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปไปยังสหรัฐอเมริกา (145%) ทั้งนี้ คาดว่าเศรษฐกิจจีนจะได้รับความเสียหายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากบริษัทต่างชาติที่ดำเนินธุรกิจร่วมทุนในจีนคิดเป็นสัดส่วนถึง 1 ใน 3 ของมูลค่าการค้าของประเทศ
จากสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป Financial Times ชี้ว่า บริษัทต่างชาติจำเป็นต้องทบทวนกลยุทธ์ “ผลิตในจีน ส่งออกไปยังประเทศที่สาม” เพื่อรับมือกับภาวะความไม่แน่นอน ขณะเดียวกัน รายงานยังเผยว่าหลายบริษัท รวมถึงผู้ผลิตจีนเอง กำลังทยอยย้ายฐานการผลิตไปยังอินเดีย เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากภาษีที่เพิ่มสูงขึ้น
ขณะที่ สก็อต เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของสหรัฐฯ ยืนยันว่าการเจรจาการค้ากับจีนยังคงดำเนินอยู่ พร้อมเน้นย้ำว่า จีนจำเป็นต้องดำเนินการเพื่อคลี่คลายความตึงเครียดทางการค้า โดยชี้ว่า ภาษีที่สูงกว่า 100% ไม่สามารถดำรงอยู่ได้ในระยะยาว เบสเซนต์ ยังกล่าวด้วยว่า สหรัฐฯ กำลังมีความคืบหน้าในการเจรจากับหลายประเทศ และคาดว่าข้อตกลงทางการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ อาจเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้
ที่มา: Business Korea